ถ้าตัวเองเป็นมะเร็งขึ้นมาจริงๆ จะอยากรู้การวินิจฉัยไหมคะ
จากการสำรวจเล็กๆในลูกค้าร้านขายยาจำนวน 80 คนพบว่าผู้ถูกสำรวจเหล่านั้นอยากทราบความจริงเรื่องการวินิจฉัยโรค ถึงร้อยละ 95 หรือมีประมาณ 4 คนที่ไม่อยากรู้การวินิจฉัย ผู้หญิงทั้ง 40 คนที่ถูกถามในการสำรวจนี้อยากรู้การวินิจฉัย แต่ผู้ชายเพียง 36 คนเท่านั้นที่อยากรู้
จริงๆแล้วการตอบในการสำรวจนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า เมื่อถึงวันที่ต้องรู้จริงๆคงไม่มีใครยืนยันความรู้สึกตัวเองล่วงหน้าได้

แล้วถ้าลองจินตนาการต่อไปถึงคนที่เรารักที่สุดสักคน ถ้าใครคนนั้นเป็นมะเร็งล่ะ เราจะอยากบอกเขาหรือไม่
ลองตอบก่อนดูเฉลยนะคะ
จากการสำรวจเดียวกันพบว่าเพียงร้อยละ 50 ที่ยอมบอกคนที่เขารักถึงการวินิจฉัย ผู้ชายมีแนวโน้มจะบอกมากกว่าผู้หญิง และคนอายุน้อยกว่ามีแนวโน้มจะบอกคนรักมากกว่าคนอายุมาก
นั่นเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องเรียนและฝึกฝนเรื่องการแจ้งข่าวร้ายทั้งสำหรับผู้ป่วยและสำหรับญาติ
ช่วงว่างที่ห่างกันถึงเกือบร้อยละ 50 คือ การสมคบคิดกันเงียบ (Conspiracy of Silence)และงานที่เพิ่มขึ้นมาของบุคลากรทางการแพทย์
นอกจากต้องหาทางชักชวนญาติให้เห็นดีกับเราในการที่จะบอกผู้ป่วยแล้วยังต้องบอกผู้ป่วยให้นุ่มนวลเท่าที่ผู้ป่วยจะอยากรู้และรับได้
เลยลองสรุปแนวทางการแจ้งข่าวร้ายทั้งสำหรับญาติและผู้ป่วยมาไว้ ณ ที่นี้นะคะ
การชักชวนให้ญาติบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วย (ABCDEF)
Acknowledge love and care: การที่ญาติไม่อยากให้บอกผู้ป่วยเป็นเพราะเค้ารักและเป็นห่วงผู้ป่วย
Build on information: ลองถามดูว่าญาติคนนี้เป็นใคร สนิทกับผู้ป่วยแค่ไหน และทำไมถึงไม่อยากให้บอก
Comparison: ลองให้ญาติคิดเปรียบเทียบในนามผู้ป่วย เค้าจะอยากรู้ไหม ร่างกายเป็นของเค้า เค้าจะรู้ไหม
Deal with patient: ญาติอยากให้บอกกับผู้ป่วยอย่างไร อยากให้ใช้คำว่าอะไร
Encounter: การบอกความจริงน่าจะดีกว่าเพราะผู้ป่วยจะได้มีเวลาสำหรับการทำสิ่งที่ยังคั่งค้าง การบอกความจริงเป็นสิทธิผู้ป่วย
F/U: ดูแลติตามญาติเหมือนเป็นผู้ป่วยอีกคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามถึงจะทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ได้แปลว่าญาติจะคล้อยตามบุคลากรทางการแพทย์ในครั้งเดียว การชักจูงให้ญาติเห็นด้วยกับเราก็เหมือนการชักชวนให้ผู้ป่วยเลิกบุหรี่ ขึ้นอยู่กับระยะการเปลี่ยนแปลงของแต่ละคนด้วย หากเค้ามีแนวโน้มอยากจะบอกอยู่แล้วแต่ลังเลอยู่การให้ข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยญาติในการตัดสินใจได้ดีขึ้น
หากญาติเห็นด้วยและยอมให้บอกผู้ป่วยเราก็จะมาใช้เทคนิคนี้ต่อ
การแจ้งข่าวร้ายสำหรับผู้ป่วย (ABCDEF)
Advance preparation: เตรียมสถานที่ เตรียมปิดมือถือ เตรียมความรู้เรื่องโรคของผู้ป่วย
Breaking news: ถามว่าผู้ป่วยรู้อะไรแล้วและอยากรู้อะไรบ้าง
Communication: สื่อสารให้ชัดเจน แต่มีการเกริ่นนำก่อนเช่น “หมอมีข่าวที่ไม่ค่อยดีนักมาบอก”
Deal with relative: อยากให้หมอบอกใครบ้าง ไม่อยากให้หมอบอกใครบ้าง
Empathy: แสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อมีโอกาส
F/U: สรุปแผนการรักษาและตรวจติดตามต่อเนื่อง
ถึงแม้การแจ้งข่าวร้ายจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายๆครั้งเราอาจสามารถข้ามขึ้นตอนนี้ไปได้ เช่นกัน ในกรณีที่ยังไงญาติก็ไม่ยอม หรือยังไงคนไข้ก็คงไม่อยากได้ยินคำว่ามะเร็ง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะดูแลผู้ป่วยและครอบครัวไม่ได้ เราอาจช่วยผู้ป่วยและครอบครัว ตั้งเป้าหมายการรักษาโดยไม่ต้องพูดถึงการวินิจฉัยแบบลงรายละเอียด แต่ข้ามไปถามเรื่องการวางแผนและความรู้สึกต่อภาวะที่เป็นเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
การแจ้งข่าวร้ายทั้งกับญาติและผู้ป่วยเป็นเรื่องท้าทายเรื่องหนึ่งในการดูแลผู้ป่วย Palliative Care เปรียบเสมือนการเริ่มต้นของการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว หากการสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยครอบครัวในการวางแผนการรักษาขั้นต่อๆไปได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนังสืออ้างอิง
Jaturapatporn D, Kirshen AJ. Attitudes towards truth-telling about cancer : a survey from Thailand. Palliative Medicine 2008; 22:97-8
ที่แม่สอดพบปรากฏการเดียวกันครับ 60% จะไม่ยอมให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นมะเร็งเพราะกลัวผู้ป่วยทรุด
การพัฒนาทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยในบุคลากร ช่วยให้ปัญหานี้ลดลงได้มากครับ โครงการพี่ทำมาติดตามพบว่า การปิดบังลดลงเมื่อผู้ดูแลมีท่าทีที่เป็นมิตรและช่วยให้ญาติสื่อสารการเจ็บปวดกับผู้ป่วยได้ดี ปีล่าสุดลดเหลือประมาณ 40% และการทราบการวินิจฉัยจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาเพราะอาการชัดเจน (จนปิดไม่อยู่)หากมีทีมดูแลประคับประคองด้วยจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ (ของพี่หลัลงดูแลกับทีม ผู้ป่วยทราบ 70-90%)
ตัวเลขคล้ายๆกันนะครับ ผมเคยทำวิจัยเรื่องนี้ในคนไข้มะเร็งที่มาฉายรังสีกับ นศพ.ที่มา elective pallitive care กับผมเมื่อ ๗ ปีก่อน
- ญาติของคนไข้ที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง บอกว่าอยากให้รู้ ๘๔ %
- ญาติของคนไข้ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง บอกว่าอยากให้รู้ ๒๓%
Phungrassami T, Sriplung H, Roka A, Mintrasak E, Peerawong T, Aegem U. Disclosure of a cancer diagnosis in Thai patients treated with radiotherapy. Soc Sci Med. 2003 Nov;57(9):1675-82.
ขอบคุณค่ะพี่โรจน์และ อาจารย์เต็ม สำหรับข้อมูล
ข้อมูลของพี่โรจน์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า intervention ช่วยได้มากจริงๆนะคะ
สวัสดีคะพี่เป้ ชอบไอเดียการทำวิจัยพี่เป้มาก ประหยัด เรียบง่าย ได้ผลดี :>
มาเก็บ ABCDEF มีทั้ง Basic และ Advance life support (เอ้ย Breaking bad news)
เดี๋ยวจะตามไปอ่านงานของอาจารย์เต็มด้วยคะ
ด้วยความยินดีจ้ะแต้ อยู่อเมริกาเป็นไงบ้าง สนุกดีไหม คิดถีงแต้นะจ๊ะ
เป็นเทคนิคที่จำง่ายและเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ
หลังจากได้เจอกับcaseบ่อยๆ พบว่าส่วนตัวพบปัญหาหนึ่ง คือ กลายเป็นบางครั้งเราหมกมุ่น?ไปกับ ต้องบอกๆๆ จนกลายเป็นเพิ่ม sufferให้ญาติว่ากลัวเราจะไปบอกคนไข้ เสีย therapeutic relationshipไป
ได้อ่านของอ.ที่ว่า
".....ถึงแม้การแจ้งข่าวร้ายจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายๆครั้งเราอาจสามารถข้ามขึ้นตอนนี้ไปได้ เช่นกัน ในกรณีที่ยังไงญาติก็ไม่ยอม หรือยังไงคนไข้ก็คงไม่อยากได้ยินคำว่ามะเร็ง แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะดูแลผู้ป่วยและครอบครัวไม่ได้ เราอาจช่วยผู้ป่วยและครอบครัว ตั้งเป้าหมายการรักษาโดยไม่ต้องพูดถึงการวินิจฉัยแบบลงรายละเอียด แต่ข้ามไปถามเรื่องการวางแผนและความรู้สึกต่อภาวะที่เป็นเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์....."
รู้สึกว่าช่วยให้ก้าวข้ามประเด็นนี้ความยุ่งยากใจนี้ไปได้ค่ะ
ได้ยินอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า
conspiracy of silent นี่เป็น iatrogenic อย่างหนึ่งที่เราไปสร้างไว้แทนที่จะบอกผู้ป่วยแต่แรก
ดังนั้น คิดว่า primary prevention สำหรับปัญหานี้น่าจะเป็น การแจ้งข่าวร้ายที่ดี