ธุรกิจแบบไทย ชอบทำตามๆกัน
ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ผมมานั่งพักผ่อนบริเวณอาคารที่พักผ่อน สักครู่ก็มีเจ้าของธุรกิจสามท่่านเข้ามานั่งด้วยและพูดคุยกัน ผมก็เลยได้แอบฟัง tacit knowledge ด้านธุรดิจ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาได้ครับ

คนที่ใส่เสื้อสีแดงนั่งตรงกลางนั่นแหละครับ พูดเก่ง ท่านพูดให้ความเห็นว่า
"ธุรกิจของคนไทย ทำอะไรมักทำตามๆกัน โดยไม่คิด ถือว่ามีกำลังทำได้ ก็ทำตามคนอื่นเขาไป แต่ทำแล้ว ขายได้ ไม่ได้ ไม่คิด"
คำพูดแค่นี้ ผมว่าโยงมาเกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เป็นอย่างดีครับ
นั่นคือ การ "ไม่คิด" ของคนไทย เมื่อไม่คิดแต่อยากทำ ก็จึงต้องทำตามคนอื่นเขา
ที่ไม่คิดและทำตามคนอื่นเขา เพราะรู้สึกว่า "ปลอดภัย" ครับ ถึงแม้ผลประโยชน์จะได้หรือไม่ได้ ไม่ค่อยคำนึงถึง ขอ "ปลอดภัย" เอาไว้ก่อน
ในวงการศึกษา ผมก็พบว่าเราชอบทำตามกันไปโดยไม่ึิคิดเหมือนกันครับ ผมว่าการไม่คิด เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในการศึกษาไทยก็ว่าได้
ประมาณว่ามีอะไรใหม่ หรือ มีนวัตกรรมยอดฮิตเข้ามา ก็ชอบเห่อทำตามกันไป โดยไม่คิดว่าทำแล้วเด็กจะได้อะไรไหม
วัฒนธรรมการไม่คิด ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการทำงานตามขั้นตอน โดยที่เราคุ้นเคยกับการ "สั่งการ" เสียจนเคยชิน จึงมีผลตกทอดมาถึงเด็กนักเรียน เพราะเด็กนักเรียนก็ "ไม่ชอบคิด" มีอะไรคุณครูก็บอกมาเลย หรือ สั่งมาเลย
เรื่องนี้ผมจะขอเล่าตอนที่ผมเป็นผู้บริหาร ทั้งระดับอำเภอ และ ระดับโรงเรียน
ตอนผมเป็นผู้บริหารโรงเรียน ผมบอกให้คุณครูช่วยกันคิดหน่อยว่าปีนี้จะพัฒนาโรงเรียนกันอย่างไร โดยขอให้ช่วยกันเขียนโครงการมา
คุณครูบอกว่า ผอ.จะให้ทำอะไรก็สั่งมาเลยดีกว่า พวกเราจะช่วยกันทำ
ตอนผมเป็นผู้บริหารระดับอำเ้ภอ ผมได้รับงบประมาณมาพัฒนาโรงเรียน ผมบอกโรงเรียนไปว่า เงินก้อนนี้ ผมจะมอบให้โรงเรียนหมดเลย ขอให้ช่วยกันคิดว่าจะเอาไปทำอะไร
ปรากฏผู้บริหารโรงเีรียนบอกว่า เขาไม่เอาหรอก ให้ผมจัดการไปเลยว่าจะใช้พัฒนาอย่างไร
ผมเคยคุยกับผู้บริหารการศึกษาที่คุ้นเคยกันท่า่นหนึ่ง ว่าในการปฏิรูปการศึกษานั้น เขาเน้นให้คิดเอง ทำเอง ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียน ผู้บริหารท่านนั้นบอกว่า เราถูกสั่งมาเสียจนเคยชินแล้ว เราคิดเองไม่เป็นหรอกครับ
ครับ หรือจะเป็นดั่งที่คนต่างประเทศเขาวิเคราะห์คนไทยเอาไว้ว่า
"ความสุขของคนไทย คือ ไม่คิด"
ครับ ความสุขของคนไทย คือ ไม่คิด จากธุรกิจ จนถึง การศึกษา
อย่างนี้ คงพอจะเป็นเหตุผลได้นะครับ ว่าธุรกิจ ก็โยงมาการศึกษาได้
สวัสดีค่ะท่านรอง
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อคิด ได้ติดตัวติดสมองออกไปจากบล็อกค่ะ
สวัสดีค่ะ
* หลายครั้งที่ครูอิงคิดทำกิจกรรมใหม่ ที่เป็นการพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มักจะได้รับการบ่นจากเพื่อนครูว่า ทำไมไม่ทำแบบปีที่แล้ว ครั้งที่แล้วทำอย่างนี้ อย่างนั้น
(ครับ ทำงานใหม่แต่ละครั้ง ก็มักจะมีเสียงคัดค้านตามมาบ้างครับ ต้องอดทนและทำใจ)
ตรงนี้ดีมากครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
* การไม่รู้จักคิดนี้ นับเป็นนิสัยของการขี้เกียจที่รุนแรงประการหนึ่งนะคะ อะไรก็ได้ เอาอะไรก็ว่ามา
(เป็นมากเลยนะครับ สำหรับการไม่คิด มีอะไรว่ามาตามกัน)
* เมื่อตัวเองไม่ได้คิดเอง งานออกมาก็ไม่เข้าท่า เพราะสักแต่ว่าทำเพื่อเสร็จ (ธุระ) แล้ว
(ก็ทำๆให้พอผ่านครับ)
* ถ้าในครูผู้ไม่ชอบคิด เขาก็จะสั่งการเด็กและกำหนดเวลาอย่างรวดเร็ว เด็กส่วนมากก็ไม่ชอบ แต่เขาไม่รู้จะคิดอย่างไร เพราะครูไม่สอนให้เขาคิด หรือปูทางให้เขามองเห็นก่อน
(พบมากครับ สั่งงานผ่านๆ เพราะบางที ครูก็ไม่มีอะไรอยู่เลยครับ ไม่รู้จะบอกอย่างไร เพราะไม่มีอะไรบอก)
* คนไม่คิดก็จะสบายในระยะสั้น ๆ เหมือนคนที่เขาแย่ ๆ ในสังคม เป็นเพราะเขาคิดไม่เป็นและรักการสบาย มาจากต้นเรื่องคือความขี้เกียจ
( สบายกว่ากันเยอะเลย อยู่เฉยๆดีกว่า ครับ)
* เวลาคิดก็จะคิดแบบโอ้อวด เอาใหญ่โตไว้ก่อน ถ้าเป็นกิจกรรมใหม่ ๆ ก็บ่นว่า "ยุ่งยากแบบเก่านั่นดีแล้ว เอาของเก่ามาปัด ๆ "
(แบบนี้ น่าจะเป็นรุ่น "พิมพ์นิยม" เลยครับ)
ขอบคุณมากครับ