ปรับแนวคิดและหลักการ
ก่อนอื่นต้องปรับแนวคิดและหลักการให้เข้าใจเหมือนๆ กันก่อนนะครับ เพราะหากทีมงานยังมีแนวคิดคนละทาง หลักการคนละอย่าง ผู้เขียนเชื่อว่าแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ คงเกิดยากแน่ๆ
เริ่มที่ให้บอกว่าสีที่เห็นจากตัวอักษร ว่าเป็นสีอะไร
เป็นการทดสอบความพร้อมที่จะต้องทำอะไร ที่ไม่เป็นปกติ
เพื่อนพ้องน้องพี่ มองเห็นอะไรบ้างครับในภาพนี้
สรุป ไม่ว่าจะเห็นอะไรก่อน อะไรหลัง อย่าเพิ่งสรุปว่า มีแค่นั้น
เพื่อนพ้องน้องพี่ มองเห็นลูกศรสีขาวไหมครับ
สรุป ปรับมุมมองเพียงนิดเดียว ก็จะเห็นอะไรใหม่ๆ
เพื่อนพ้องน้องพี่ ลองลากเส้นตรงให้ผ่านจุดสีดำทั้ง ๙ จุดโดยไม่ยกมือได้ไหมครับ
บางครั้งการแก้ปัญหาบางอย่างต้องคิดนอกกรอบบ้าง แต่ว่ายังต้องอยู่ในกติกา
จากภาพที่เห็นจะเดินทางมากรุงเทพฯ คิดว่าสีอะไรจะมาถึงก่อน
จุดหมายเดียวกัน แต่จุดเริ่มไม่เหมือนกัน ไม่พร้อมกัน ต่างคนก็ต่างมีวิธีการของตนเอง
ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน
เชื่อว่าเพื่อนพ้องน้องพี่ คงจะพอเข้าใจแนวทางของการทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์บ้างแล้ว จากการปรับแนวคิดและหลักการข้างต้นนะครับ ระลึกไว้เสมอว่า...ประชาชน เขาเน้นการกระทำ ไม่เน้นวิชาการ แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ คือเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ แผนที่ฯ ที่ดี ต้องเขียนโดยภาคีเครือข่าย ไม่ใช่เขียนคนเดียว แผนที่ฯ ที่ดี มุ่งเน้นอนาคต ต้องไปจนได้ เพ็งเล็งจุดหมายเป็นสำคัญ อย่าจับจ้องอยู่กับปัญหา (มิฉะนั้นท่านก็มัวแต่จะแก้ปัญหา)
มาว่ากันต่อดีฝ่าเน๊าะ แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ มีด้วยกัน ๗ ขั้นตอน (ซึ่งมีทั้งการสร้างและการใช้แผนที่ฯ) ถามว่าทำไม?ต้องสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ คำตอบง่ายนิดเดียวครับ คือ รู้ว่าจะไปไหน แต่ไปไม่ถูก หรือ ไปได้ทุกที่ แต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน (สิ้นเปลือง เสียเวลา) สาเหตุเพราะเกิดช่องว่างระหว่างยุทธศาสตร์ กับ การปฏิบัติ เกิดช่องว่างระหว่าง รัฐ,องค์กรท้องถิ่น กับ ประชาชน เกิดช่องว่างระหว่างผลผลิต กับ กระบวนการ
สรุปก็คือ คนวางยุทธศาสตร์ ก็วางไป คนเขียนแผนงานโครงการ ก็เขียนไป คนปฏิบัติ ก็ปฏิบัติไป ขาดการเชื่อมโยงจากยุทธศาสตร์ สู่การปฏิบัติ (นัยก็คือ คนคิด คนเขียน คนทำ ควรจะเป็นคนๆ เดียวกัน) นั่นคือ ชุมชน

ผู้เขียนอยากให้เพื่อพ้องน้องพี่ ลองพิจารณาภาพๆ นี้ดูสักนิดนะครับ จะเห็นว่า ถ้าเราปรับวิธีคิด หรือปรับมุมมองเพียงนิดเดียวเราก็จะเห็นอะไรใหม่ๆ แบบนี้ครับ

เห็นไหมครับว่า แนวทางเดิม เราเป็นคนทำ ผลสุดท้ายคือเหนื่อยตลอดชีวิตการทำงาน แต่หากปรับใหม่นิดเดียวครับ (เพียงปรับบทบาทและแนวคิดของตนเอง) ให้ชุมชน ให้ประชาชนได้แสดงบทบาท เราอาจจะเหนื่อยในช่วงต้นครับ แต่รับรองว่าเราสบายไปตลอดแน่ๆ
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ Concept ของแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ก็คือ “ประชาชนสามารถแสดงบทบาทในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมและสังคมโดยรวมได้อย่างยั่งยืน ด้วยความตั้งใจ เต็มใจ มีจิตสำนึกที่ดีและมีศรัทธาในการพัฒนา” โดยหัวใจนั้นอยู่ที่ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” ใช้ทฤษฎีง่ายๆ ในการทำงานครับ นั่นคือ ทฤษฎี ๓ ก.เพื่อชุมชนเข้มแข็ง
ทฤษฎีนี้มีมานานแล้วครับ แต่ถ้าถามหาความมั่นคง ตอบได้เลยว่า จังหวะเวลานี้มั่นคงที่สุด เพราะอะไรหรือครับ
๑. ก = กรรมการ : ทุกวันนี้เรามีกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เรามีกรรมการกองทุนสุขภาพระดับตำบล
= เกิดความพร้อมขององค์กร =
๒. ก = กองทุน : ทุกวันนี้เรามีกองทุน ที่ชัดเจนและมั่นคงที่สุด คือกองทุนสุขภาพตำบล
ซึ่งมีส่วนร่วมของ สปสช.สนับสนุน และ อปท.สมทบ
= เกิดกระบวนการบริหารจัดการกองทุนที่เป็นระบบชัดเจน =
๓. ก = กำลังคน : ทุกวันนี้เรามีประชาชนที่มีความรู้ความสามารถหลากหลาย
= เกิดบทบาทภาคีเครือข่ายต่างๆ มากมาย ทั้งภาครัฐ และเอกชน =
ทั้ง ๓ ส่วน คือ ๑.ความพร้อมขององค์กร ๒.กระบวนการบริหารจัดการ ๓.บทบาทของภาคีเครือข่าย สอดรับกันด้วยแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ก่อให้เกิด บทบาทใหม่ของคนในสังคม นี่คือปัจจัยสู่ความสำเร็จในการสร้างบทบาทของประชาชน
ลองมาดูความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลของมุมมองในแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ พิจารณากันเป็นรายมุมมองไปเลยแล้วกันนะครับ เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพ

มุมมองประชาชน จะเห็นว่าสุดท้าย คือประชาชนต้องสามารถแสดงบทบาทได้ แล้วจะเกิดผลผลิตขึ้น ก็คือ การมีโครงการของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ได้แก่ ๑.ระบบเฝ้าระวังของชุมชน ๒.มาตรการทางสังคม นอกจากนี้ยังเกิดการพัฒนาให้มีชุมชนที่เข้มแข็ง บุคคลมีบทบาท โดยที่ทั้งผลผลิตและการพัฒนานี้ จะสนับสนุนกันไปมา คือเมื่อเกิดการพัฒนาก็จะมีผลผลิต เมื่อมีผลผลิตก็ทำให้เกิดการพัฒนาขั้นต่อไป (งง ไหมครับเพื่อนพ้องน้องพี่)
มุมมองภาคีเครือข่าย ในส่วนนี้คือพันธมิตรมีความแข็งแกร่ง โดยทุกคนจะแสดงตามบทบาทของตนเองอย่างเต็มที่และเต็มใจ ได้แก่ บทบาทของ อปท. บทบาทของกลุ่มสนับสนุนทางการเงิน / การเมือง บทบาทประชาสังคม และบทบาทของกลุ่มวิชาการ ซึ่งทุกคนจะรู้ว่าบทบาทนี้ ใครควรจะเป็นผู้แสดง เช่น การให้องค์ความรู้ต่างๆ ก็จะเป็นของกลุ่มวิชาการ การผลักดันนโยบายหรือการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ก็จะเป็นของ อปท.หรือกลุ่มสนับสนุนทางการเงิน เป็นต้น ทุกคนรู้หน้าที่ว่าใคร ทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ จะไม่เกิดความซ้ำซ้อน
มุมมองกระบวนการ คือการบริหารจัดการที่ดี ตรงนี้จะเน้นระบบและกลไกต่างๆ ที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน ได้แก่ กลไกการประสานงาน การสร้างพันธมิตร การบริหารด้วยแผนที่ยุทธศาสตร์ การจัดการนวัตกรรม การจัดการการเรียนรู้ การบริหารทรัพยากร ระบบการสื่อสารและระบบบริการ
มุมมองรากฐาน เน้นที่รากฐานองค์กรแข็งแรง ประกอบด้วย ๑.องค์กร คือวัฒนธรรมองค์กร โครงสร้างองค์กร บทบาทองค์กร ๒.คน คือบุคลากรและแกนนำ(ที่ริเริ่มก่อการทำแผนที่ฯ) ๓.ข้อมูล ได้แก่ ความรู้ภูมิปัญญา ฯลฯ
เอาหล่ะครับ เป็นอย่างไรบ้าง กับแนวคิดแนวทางของการสร้างงานส่งเสริมสุขภาพป้องกันและควบคุมโรค ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า SRM แล้วคราวหน้าผู้เขียนจะเก็บเรื่องราวดีดีเล่าต่อแล้วกันนะครับ