นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ส่ง อี-เมล์ มาเปิดใจเรื่องงานของมูลนิธิสดศรีฯ และเลยไปถึงเรื่อง KM แก้ปัญหายาเสพติดที่เชียงราย น่าสนใจมาก ดังต่อไปนี้
“งานKMที่เชียงราย ผมสนุก ภูมิใจ และอยากโอ้อวดอาจารย์มากๆ ผมนำทีมจิตเวช รพ. ชร. ประกอบด้วยนักจิต 4 คน พยาบาล 2 คน ชวน สสจ. ทำ KM วงยาเสพติดทุกภาคส่วนของจังหวัดทั้งครู ตำรวจ ทหาร พระ ฝ่ายปกครอง ทำไปสี่วงครอบคลุมสี่อำเภอ เมือง แม่จัน แม่ฟ้าหลวง แม่สรวย ชวน NGO ทำวง KM ยาเสพติดภาคประชาชนไปสามวง ด้วยทุน ปปส. ชวนครูเด็กเล็กทำ KM วงเด็กพิเศษร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนในจังหวัด ชวน สอ. เขตเมืองสามสิบแห่งทำวง KM สามหัวปลาสามวง และสุดท้ายคือชวนครู สพฐ. เขตเมือง แม่จัน แม่ฟ้าหลวง และเทิง ทำวงครูเพื่อศิษย์เป็นประเดิมพรุ่งนี้ ทั้งหมดนี้ทุกคนชอบมาก มีความสุขมาก ตื่นเต้นมาก และสร้างกองกำลัง fa, note, cko มากมาย ที่แปลกคือทั้งหมดนี้ทำด้วยปากของผมและเงินของภาคีเอง รพ เชียงรายไม่จ่ายสักบาท”
“มาได้เทคโนโลยี KM จากอาจารย์เหมือนเปิดช่องทางใหม่ เคยหมดใจกับงานเชิงรุกตามรูปแบบในวงราชการก็กลับพบว่ายังมีถนนให้เดิน”
“ผมยืนยันได้ว่า process KM ที่ผมได้มาจากแผนงานพัฒนาจิตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ ทุกหัวปลา และทุก participant ครับ”
“พวกเราทำวง KM โดยมีคุณกิจเป็น จนท. ราชทัณฑ์แดนขังต่างๆและ ผู้ช่วยนักโทษ สนุกมากๆ”
“ผมยืนยันได้ว่า process KM ที่ผมได้มาจากแผนงานพัฒนาจิตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ ทุกหัวปลา และทุก participant ครับ”
“พวกเราทำวง KM โดยมีคุณกิจเป็น จนท. ราชทัณฑ์แดนขังต่างๆและ ผู้ช่วยนักโทษ สนุกมากๆ”
ขอสื่อถึงคุณหมอประเสริฐว่าน่าจะหาทางวัดผลต่อการลดปัญหายาเสพติด ผลต่อชีวิตของนักโทษในที่คุมขัง เป็นอย่างไรบ้างหลังวง KM คือจริงๆ แล้ว ผมไม่แน่ใจว่า วง KM เท่านั้นจะเพียงพอในการลดปัญหา แต่อาจจะให้ความสุขความพอใจในวง ลปรร. สุขเพราะมีการฟัง และให้เกียรติ ให้ความชื่นชมกัน หากผลดีมีเฉพาะตอนตั้งวง ยังไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ยังไม่เกิดผลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด และต่อชีวิตของนักโทษ เราอาจต้องทำกระบวนการเพิ่ม
ผมมองว่า จะชื่นใจมาก หากคนในวง KM เอาเทคนิคไปใช้ในงานประจำของเขา ถ้าได้อย่างนี้จะค่อนข้างมั้นใจว่า จะเห็นผลกระทบที่ปลายทาง แต่ถ้าไม่มีการนำเทคนิคไปใช้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ผมเกรงว่า จะไม่เห็น impact ที่แท้จริง
วิจารณ์ พานิช
๗ ก.ค. ๕๓
ขอขอบพระคุณมากครับ ผู้ใหญ่ใจดี ทำให้กระผมได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ครับ
ผมขอคัดข้อความของคุณเบิร์ด blogger คนหนึ่งใน gotoknow นี้ และเป็น CKO คนหนึ่งที่ได้เข้าไปช่วยทำKMในเรือนจำกลาง มาให้อาจารย์อ่านครับ
"ประเด็นในการพูดคุยรอบที่สองจะมีเรื่องการ Sharing เพิ่มมากขึ้นค่ะ เช่นเรื่องระบบการจ่ายยาในแต่ละแดน เนื่องจากผู้ต้องขังป่วยจิตเวชก็มีปัญหาเหมือนๆกับผู้ป่วยจิตเวชทั่วๆไปคือไม่ยอมกินยา กินยาไม่ครบ แต่ในเรือนจำจะมีมากกว่านั้นเช่นการเอายาไปขาย (ทั้งโดยผู้ต้องขังและผู้ช่วยงาน) การอมยาใต้ลิ้นแล้วไปบ้วนออก กินยาไม่ครบ ฯลฯ ซึ่งแต่ละแดนมีวิธีในการจ่ายยาแตกต่างกันค่ะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับทัศนคติ หรือป้องกันการล้อเลียนในแดนต่าง ๆ เพราะจากการ AAR ลองถามถึงประเด็นนี้ น้องเปิ้ลได้เล่าว่ามีผู้ต้องขังบางคนถูกล้อเรื่องป่วยจิตเวชจนเอาก้อนหินทุบหัวตัวเองก็มีค่ะ
เรื่องเล่าในรอบแรก เราเห็นภาพของผู้ต้องขังป่วยจิตเวชและแนวทางปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ก้าวร้าว รุนแรง , ซึมเศร้า แยกตัว ฆ่าตัวตาย , คลุ้มคลั่ง อาละวาด มีอาการทางจิต , สูงวัย มีความประพฤติไม่เหมาะกับวัย และ ไม่ยอมร่วมมือในการรักษา เช่นไม่ยอมกินยา กินยาไม่ครบ แต่ประเด็นลึกเช่นระบบการจ่ายยาในแต่ละแดน การคัดเลือกผู้ช่วยงานที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่เอายาไปขาย การตรวจสอบย้อนกลับของสถานพยาบาลว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ต้องขังกินยาครบ ฯลฯ หรือเรื่องมีบ้างมั้ยที่ผู้ช่วยงานที่ต้องดูแลผู้ต้องขังป่วยจิตเวชตามที่เล่ามา ปฏิเสธไม่ยอมทำ แล้วแก้ไขอย่างไร หรือผู้ต้องขังป่วยจิตเวชในแดนที่เราดูแลถูกล้อเลียน หรือรังเกียจจากคนอื่น ๆ ได้แก้ไขอย่างไร เหล่านี้ยังไม่ได้พูดคุยกันค่ะ
ส่วนตัวบุคลากรผู้ดูแลที่มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จก็เห็นเรื่องทัศนคติ เทคนิคในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ การใช้พระเดชร่วมกับพระคุณ การให้รางวัล การเสริมแรง การลงโทษ ฯลฯ ซึ่งยืนอยู่บนการสังเกตและเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังตามคำกล่าวว่า"เขาก็คน เราก็คน"
มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจหลายเรื่องค่ะ ได้เห็นว่าผู้ต้องขังป่วยจิตเวชไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะตัว แต่เป็นปัญหาของชุมชน(ในแต่ละแดน) ซึ่งนี่อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การควบคุม ดูแลผู้ต้องขังป่วยจิตเวชในเรือนจำได้ผลดีก็ได้นะคะ รวมไปถึงผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมดูแลให้อยู่ในกรอบ วินัยที่เหมาะสมก็อาจเป็น Key person ที่ช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชดีขึ้น เพราะฝึกวินัย ความรับผิดชอบไปโดยปริยาย"