ช่วยคนไข้ ให้ฉีดยา insulin ได้อย่างถูกต้อง

          วันนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการฉีดยา insulin   ที่ลำปางเรามี insulin clinic ค่ะ  ที่เรียกว่า insulin clinic ก็เพราะส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะใช้ยาฉีด insulin  และคนไข้แต่ละคนก็เป็นเบาหวานกันมายาวนานมาก  รวมถึงมี complication ต่างๆ คนละเล็กละน้อยอีกด้วย  อย่างที่เคยเล่าไว้ว่า คนไข้ทุกคนก่อนพบแพทย์ก็จะต้องมาทบทวนการฉีดยากับพุงปลอม  มาชี้ว่าตัวเองเก็บยาฉีดไว้ตรงไหนของตู้เย็นให้เภสัชกรดู  และเอาเข็มฉีดยาเก่าที่รวบรวมไว้มาทิ้งที่โรงพยาบาล

          แต่ก่อนที่ยังไม่ได้มาดูแลผู้ป่วยเบาหวาน  เมื่อใดก็ตามที่เราจะต้องส่งมอบยาฉีด insulin ให้คนไข้ก็จะถามเพียงว่าเคยฉีดแล้วหรือยังพร้อมกับทวนสอบจำนวนยูนิตที่คุณหมอสั่งให้ฉีด แล้วก็จ่ายยาให้คนไข้ไป... มาวันนี้ก็รู้ว่า  รายละเอียดปลีกย่อยในการส่งมอบยาฉีด insulin นั้น สำคัญยิ่งนัก...

          ก่อนอื่นมาดูอุปกรณ์ในการฉีดยาของคนไข้กันก่อน  insulin syringe แต่ละโรงพยาบาลนั้นใช้ขนาดกี่ยูนิตคะ  ในประเทศไทยมี 2 ขนาดค่ะ คือขนาด 50 ยูนิต และขนาด 100 ยูนิต  scale ของแต่ขนาดก็จะแตกต่างกัน แบบไหนจะเหมาะกับคนไข้ของเรามากกว่ากันคะ ลองดูรูปกันค่ะ

    ที่ลำปางเราใช้แบบ 50 ยูนิตค่ะ  เพราะเรายังไม่เคยเจอคนไข้ที่ใช้ insulin เกิน 50 ยูนิตเลย อีกอย่างระยะของตัวเลขค่อนข้างที่จะดูง่ายกว่าแบบ 100 ยูนิต

     จาก R2R โดยเภสัชกรงาน Ambulatory care นำทีมโดยน้องยุ้ยก็ทำการสำรวจความถูกต้องของการใช้เข็มฉีด insulin แบบต่างๆ น่าสนใจค่ะ

     คนไข้ 189 คนพบว่าส่วนใหญ่ใช้ syringe insulin ฉีดถูกขนาดเพียง 51.85% ถูกเวลาเพียง 60.85% และถูกเทคนิคเพียง 41.27%

      ในส่วนของ syringe insulin พบว่าที่ทำถูกน้อยได้แก่ การดูดลมเข้ามาในหลอดฉีดยาให้มีจำนวนเท่ากับปริมาณยาที่จะต้องใช้, การแทงเข็มฉีดยาให้ผ่านเข้าไปในขวดยาแล้วดันอากาศเข้าไปในขวดป้องกันไม่ให้เกิดสูญญากาศในขวด insulin  และการเอาแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณปลายเข็ม (ทำให้สารเคลือบกันเจ็บหลุดออก)

และที่น่าตกใจค่ะ  คนไข้เพียง 37.6% เท่านั้นที่เก็บยาในตู้เย็นได้อย่างถูกต้อง

 

      อันที่จริงในรายละเอียดยังมีอีกมาก   วันนี้ก็ได้หยิบยกเอาประเด็นง่ายๆ ที่เภสัชกรสามารถช่วยคนไข้ให้ใช้ยาได้อย่างถูกต้อง  โดยเฉพาะเรื่องของยาฉีด insulin ที่จะต้องมีการทบทวนการใช้ยาอย่างจริงจัง อย่าไปเกี่ยงว่า “การฉีดยาเป็นเรื่องของพยาบาล” เพราะถ้ามีการเกี่ยงกันว่าอันไหนเป็นหน้าที่ของใครคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนไข้ของเรานะคะ   ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้หลายๆ โรงพยาบาลก็คงจะประสบปัญหาเรื่องการสั่งจ่ายยา NED ในคนไข้สิทธิ์เบิกตรง  ถ้าเภสัชกรมัวแต่เกี่ยงว่า “เป็นหน้าที่ของแพทย์ต้องเขียนใบประกอบการใช้” “เป็นหน้าที่ของพยาบาลต้องตรวจสอบให้ดีก่อนส่งคนไข้มารับยา”  สุดท้ายคนไข้ของเราต้องเดินไปเดินมา  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ   จริงอยู่ว่า เพิ่มภาระทำให้เราต้องทำงานมากขึ้น  แต่ลองมองกลับกันว่า  การที่เราต้องทบทวนคำสั่งใช้ยา NED ทำให้เรากลายเป็นคนที่รอบคอบขึ้น และยังได้ช่วยคนไข้ของเราด้วย จริงไม๊คะ...