
เมื่อวานนี้ผู้เขียนได้เดินทางมาถึงเกาสง ประเทศไต้หวัน และวันนี้ (๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓) ได้ร่วมคณะผู้บริหารนำโดย พระธรรมโกศาจารย์,ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เช่น รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เดินทางไปร่วมพิธีฉลองปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต จำนวน ๑ ท่าน (ดร.ภิกษุณีอู ซิง ซึ่งเป็นนิสิตจากไต้หวันรูปแรกที่จบจากมหาจุฬาฯ) และพุทธศาสตรบัณฑิตจำนวน ๑๗ ท่าน ณ สถาบันสมทบจิน เจี๋ย จังหวัดเกาสง ประเทศไต้หวัน พร้อมกันนี้ ได้ร่วมประชุมประจำปีว่าด้วยการบริหารกิจการของสถาบันสมทบด้วย


พระธรรมโกศาจารย์,ศ.ดร. อธิการบดี ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า "ขอแสดงความยินดี และขอชื่นชมในความพากเพียรของผู้สำเร็จการศึกษาทุกท่าน ที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบหลักสูตรและได้รับปริญญาในวันนี้ การศึกษาและเรียนรู้ของทุกท่านไม่ได้ส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเองเท่านั้น หากจะส่งผลดีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการนำสาส์นของพระพุทธเจ้าไปประกาศ และนำสันติภาพไปสู่มวลมนุษยชาติ พร้อมทั้งร่วมกันรักษาโลกใบนี้ให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น"

พระธรรมาจารย์เปน จิ้ง (Pen Jing) รองอธิการบดีสถาบันสมทบได้ขึ้นกล่าวขอบคุณในนามของพระธรรมาจารย์ชิง สิน (Ching Sin) ว่า "ขอขอบคุณพระธรรมโกศาจารย์ และคณะผู้บริหารที่ได้ให้เกียรติ และเมตตานุเคราะห์เดินทางมาร่วมพิธีอันสำคัญต่อสถาบันสมทบและนักศึกษาในวันนี้" พระธรรมโกศาจารย์ได้เห็นความสำคัญของการศึกษา และให้การสนับสนุนพระธรรมาจารย์ชิง สิน และสถาบันสมทบแห่งนี้ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของพระภิกษุ และภิกษุณีฝ่ายมหายานในประเทศไต้หวัน"
ท่านจบสุนทรพจน์ด้วยประโยคที่น่าสนใจว่า "การจบปริญญามิได้หมายถึงจุดจบการศึกษาหาความรู้ เราต้องศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต การจบการศึกษาคือจุดเริ่มต้นที่เราจะได้มีโอกาสนำความรู้ไปเผยแผ่ธรรมะ และช่วยเหลือชาวโลกให้หลุดพ้นจากความทุกข์ดังที่พระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างให้แก่เรา"

สถาบันสมทบชิน เจี๋ย ประเทศไต้หวันเป็นสถาบันสมทบแห่งที่สองต่อจากวิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุ๊ก ประเทศเกาหลี นิสิตของสถาบันแห่งนี้ได้จบและรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยเป็นรุ่นที่ ๔ ปัจจุบันนี้มีนักศึกษาปริญญาตรีจำนวน ๗๕ ท่าน และได้เปิดการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนามหายานในปี ๒๕๕๒ มีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน ๕ ท่าน
หลังจากนั้น ผู้เขียนในฐานะเป็นกรรมการและเลขานุการสถาบันสมทบชิน เจี๋ย ประเทศไต้หวัน ได้ร่วมประชุมประจำปีกับคณะกรรมการซึ่งนำโดยพระธรรมโกศาจารย์,ศ.ดร. อธิการบดีมหาจุฬาฯ เป็นประธานการประชุม ท่านธรรมาจารย์เปง จิ้ง และคณะกรรมการในส่วนของมหาจุฬาฯ

จากขวามาซ้าย: พระธรรมโกศาจารย์, ศ.ดร., พระครูปลัดเถรานุวัตร, (อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน) พระศรีคัมภีรญาณ, รศ.ดร., (รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) พระครูสุตกิจบริหาร, ผศ. (รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน) พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ) และผู้เขียน (ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ)

คณะกรรมการสถาบันสมทบในส่วนของมหาวิทยาลัยชิง เจี๋ย นำโดยท่านเปง จิ้ง

ขวามาซ้าย: ผศ.ดร.ชาติชาย (รองคณบดีคณะครุศาสตร์) , ผศ.ดร.ธีรยุทธ์ (ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์) และผศ.ดร.สุรพล (รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป)
ผลที่สรุปที่น่าสนใจที่ได้จากการประชุม เช่น ความร่วมมือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ระหว่างสองมหาวิทยาลัย การร่วมมือจัดทำฐานข้อมูลที่อยู่ในเวปไซด์ และกรอบในการประกันคุณภาพ

คุณศักดิ์ชัย/สุดาวรรณ เตชะไกรศรี ได้ร่วมบริจาคปัจจัยถวายพระธรรมาจารย์ชิง สิน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสถาบันสมทบจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

สวััสดีครับพระอาจารย์
ขอคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ ข่าวสาร ทั้งเรื่องราวในต่างแดน ทำให้ผู้ที่ไม่ได้เดินทางมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศ แม้จะเพียงรูปภาพก็มีความสุขในการก้าวเดินของมหาจุฬาฯเราครับ
นมัสการท่านรองฯ เดินทางไกลอีกแล้ว ดีใจที่มีพระต่างประเทศมาเรียนที่มหาจุฬาฯ ครับ
อาจารย์มหาสะง่าครับ
ท่าน ดร.ขจิต
ได้ทราบข่าวว่า สาขานี้ได้ปิดกิจการลงในสิงหาคมปีนี้ เสียดายโอกาศของนิสิตที่เรียนครึ่งๆกลางๆ ไม่ทราบว่าทางโรงเรียนมีการประชุมเปิดต่อหรทอไม่ และไม่ทราบว่าสาขาใต้หวันอุปถัมให้มาเรียนต่อที่มจร.วังน้อยหรือเปร่า เสียดายแทนนิสิตที่เรียนครึ่งๆกลางๆ ปัจจุบันภาษาจีนเป็นที่นิยมเรียนมาก สาขานี้เรียนฝรีตลอด กลับมาปิดกิจการลงด้วยเหตุใดไม่ทราบ จากนีไปไม่ทางมจร.ได้ทำ mou กับใต้หวันที่อืนหรือไม่ จะได้แน่นำให้นิสิตแจ้งย้ายไปเรียนต่อ ไม่ต้องไปสมัครเรียนใหม่ที่มหาลัยอื่นๆ ด้วยมหาลัยทั่วไปในประเทศใต้หวัน ไม่รับรองประกาศณีญบัตรของมจร.จึงหาที่เรียนต่อย่ามาก