กฎหมายเกี่ยวกับตั๋วเงิน

ตั๋วเงิน ตอนที่(1)

1. ความหมาย คือหนังสือตราสารซึ่งผู้ทำตราสารสั่งให้บุคคลอื่นใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้ทรงสิทธิในตราสารนั้น หรือผูกพันตนต่อ ผู้ทรงสิทธิในตราสารนั้นว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ด้วยตนเอง หรือจะใช้เงินให้เมื่อผู้ที่ระบุไว้ในตราสารไม่ใช้เงินตามคำสั่งหรือเมื่อไม่มีการใช้เงินตามข้อผูกพันของตน

2. ประเภทของตั๋วเงิน(ม.898)

1. ตั๋วแลกเงิน(Bill of Exchange) คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้จ่าย ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน

2. ตั๋วสัญญาใช้เงิน(Promissory Notes) คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคล คนหนึ่งเรียกว่าผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน

 3. เช็ค(Cheques) คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือ ให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง อันเรียกว่าผู้รับเงิน3. ลักษณะสำคัญของตั๋วเงิน

 -เป็นหนังสือตราสาร คือมีรูปแบบรายการตามที่กฎหมายกำหนด

 -เป็นสัญญาอย่างหนึ่งตามกฎหมายแพ่ง จึงต้องนำหลักทั่วไปในการทำสัญญามาใช้บังคับด้วย เช่น เรื่องความสามารถของผู้ทำสัญญา เป็นต้น

 -วัตถุแห่งหนี้เป็นเงินตราเท่านั้น

-เป็นคำสั่งให้ใช้เงินหรือคำมั่นในการใช้เงินเท่านั้น จะเป็นคำสั่งหรือคำมั่นในเรื่องอื่นไม่ได้

4. ข้อความในตั๋วเงิน

 -ต้องเป็นข้อความที่ได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะตั๋วเงิน หากเป็นข้อความอื่นจะไม่เป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้น(ม.899)

 -ข้อความเขียนกำหนดให้ใช้ดอกเบี้ย ใช้ได้เฉพาะกับตั๋วแลกเงิน(ม.911) กับตั๋วสัญญาใช้เงิน(ม.985) เท่านั้น ไม่นำไปใช้กับเช็ค(ม.989)

-กรณีระบุ “เปลี่ยนมือไม่ได้” (ด้านหน้าตั๋ว) ผู้มีอำนาจระบุต้องเป็นผู้สั่งจ่าย หรือ ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือผู้สั่งจ่ายเช็คเท่านั้น จึงจะมีผลเป็นตั๋วเงินชนิดห้ามเปลี่ยนมือ หากเป็นบุคคลอื่นเขียนจะไม่มีผลเป็นตั๋วเงินชนิดห้ามเปลี่ยนมือ -การโอนตั๋วเงินชนิดห้ามเปลี่ยนมือ สามารถโอนให้กันได้แต่โดยรูปการและผลอย่างการโอนสามัญ ตาม ม.917 วรรคสอง (คือทำเป็นหนังสือ บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ของตั๋วเงิน และส่งมอบตั๋วเงินให้ผู้รับโอน ตาม ม.306)

การโอนตั๋วเงิน มี 2 กรณี คือ 1.การโอนตั๋วเงินชนิดไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน(ตั๋วผู้ถือ)โอนโดยวิธี การส่งมอบ(ม.918) 2.การโอนตั๋วเงินชนิดระบุชื่อผู้รับเงิน โอนโดยการสลักหลังและ ส่งมอบ(ม.917) ตั๋วสัญญาใช้เงิน(ม.985) เช็ค(ม.989)

การสลักหลังตั๋วเงินมี 2 กรณี คือ

1.การสลักหลังลอย- กระทำโดยการลงชื่อด้านหลังตั๋วเงินเท่านั้น หากลงชื่อด้านหน้าตั๋วเงินจะไม่ถือเป็นการสลักหลัง แต่ถือเป็นการอาวัล(เว้นแต่เป็นลายมือชื่อผู้จ่ายก็จะถือเป็นการรับรอง ม.939 วรรคสาม ม.931หรือหากเป็นลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายก็ยังถือเป็นผู้สั่งจ่าย)

2.การสลักหลังเฉพาะ- กระทำโดยเขียนลงในตั๋วเงินหรือที่ใบประจำต่อด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ และต้องลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง

 -การสลักหลังต้องปราศจากเงื่อนไข ถ้ามีการวางเงื่อนไข จะถือว่าเงื่อนไขนั้นไม่มีเลย(การโอนสมบูรณ์) (ต่างกับการออกตั๋วเงินมีเงื่อนไขตาม ม.909 ซึ่งกฎหมายบัญญัติห้าม)

-การสลักหลังบางส่วนเป็นโมฆะ(ม.922วรรคสอง)(ถือว่าไม่มีการโอน) แต่การจำกัดความรับผิดสามารถทำได้(ม.915)

-การสลักหลังกลับคืนถือว่ายกเว้นหลักหนี้เกลื่อนกลืนกันตาม ม.353 (ม.917วรรคสาม)