เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ชักพระประเพณี
เมืองร้อยเกาะ




หรือ ร้อยเกาะ ชื่อนี้มาจากสภาพพื้นที่ส่วนหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยมากมาย โดยเฉพาะเกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีชายหาดสวยงามและมีชื่อเสียง หลายแห่ง เช่น หาดเฉวง หาดละไม เป็นต้น ห่างออกไปทางตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะเล็กเกาะน้อยรวมแล้วประมาณ 40 เกาะ บางเกาะในหมู่เกาะอ่างทอง มีชายหาด และแนวปะการังที่สวยงาม ซึ่งเกาะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ถูกกำหนดและประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เรียกว่า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง นอกจากนี้ยังมีเกาะพะงัน ซึ่งมีบรรยากาศคล้ายเกาะสมุย มีชายหาดเกือบรอบเกาะ ลักษณะเด่นคือมีชายหาดเป็นอ่าวโค้งสวยงามถึง 11 หาด เช่น หาดริ้นใน หาดริ้นนอก นอกจากนี้ใกล้ๆ กันยังมีเกาะนางยวน ซึ่งนอกจากมีชายหาด และท้องทะเลสวยงามแล้ว ยังมีแนวปะการังที่สมบูรณ์
หมู่เกาะต่างๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเปรียบเสมือนเมืองร้อยเกาะแห่งชายฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีชื่อเสียงทั่วโลก นักท่องเที่ยวทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลสู่หมู่เกาะเหล่านี้ปีละหลายแสนคน ทำให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย
เงาะอร่อย



เงาะโรงเรียนมีประวัติเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2468 มีชาวจีนสัญชาติมาเลเซีย ชื่อนายเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปินังประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก ที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร โดยสร้างบ้านพักเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ในที่ดินที่ซื้อจำนวน 18 ไร่ ใกล้ทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกข้างบ้านพัก ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่งมีผลที่มีลักษณะต่างไปจากต้นอื่น คือ รูปผลค่อนข้างกลมเนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบางรสชาติอร่อย เมื่อนายเค วอง เลิกกิจการเหมืองแร่ในปี พ.ศ.2497 ได้ขายที่ดินจำนวน 18 ไร่ พร้อมบ้านดังกล่าว ให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งได้ปรับปรุงใช้เป็นสถานที่เรียน เรียกว่า โรงเรียนนาสาร เงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ ก็ได้ขยายพันธุ์ให้กับประชาชนโดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกว่า เงาะโรงเรียนในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ได้เสด็จจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว" ตั้งแต่นั้นมาเงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า เงาะโรงเรียน อย่างเป็นทางการ
เงาะโรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ดี มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ หวานหอม ผิวเปลือกบาง เมื่อผลสุกเปลือกเป็นสีแดงแต่ผม (ขน) ของเงาะโรงเรียนจะยังคงเป็นสีเขียว และมีการปลูกกันมากที่อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งถือเป็นถิ่นกำเนิดของชื่อเงาะโรงเรียน
หอยใหญ่

หอยนางรม มีชื่อสามัญ คือ Oyster หอยนางรม (วงศ์ MOLLUSCA) นั้นมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงกันอยู่โดยทั่วไปนั้น แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ด้วยกันคือ หอยนางรมพันธุ์เล็กหรือหอยนางรมปากจีบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saccostrea commercialis หอยนางรมพันธุ์นี้มีเลี้ยงมากทางภาคตะวันออก ส่วนหอยรมอีกสองพันธุ์ที่เหลือเป็นหอยนางรมที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่เรียกว่า หอยตะโกรม (Crassostrea belcheri) และหอยตะโกรมกรามดำ (C.lugubris) แม้ว่าจะมีการเลี้ยงกันบ้างในภาคตะวันออก แต่การเลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตจังหวัดในภาคใต้
หอยนางรมที่สุราษฎร์ธานีอร่อยกว่าที่อื่นๆ มาก ด้วยว่าเป็นสายพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า
หอยตะโกรม
ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหอยตะโกรมจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเล แถวๆ อำเภอกาญจนดิษฐ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ด้วยแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารของหอยทำให้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ออกลูกกันจำนวนมาก ประกอบกับศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สุราษฎร์ธานี ได้จับพ่อแม่พันธุ์หอยนางรมมาศึกษาการเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์จนประสบความสำเร็จ ซึ่งลูกพันธุ์หอยส่วนหนึ่งได้ปล่อยกลับคืนธรรมชาติด้วย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเลจึงยึดอาชีพการเลี้ยงหอยนางรมกันจำนวนมาก ซึ่งผลผลิตส่วนหนึ่งขายตามท้องตลาด และร้านอาหารในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ ยังส่งขายให้กับภัตตาคารในกรุงเทพฯ อีกด้วย
การเลี้ยงหอยนางรมเป็นอาชีพนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเลี้ยงบนก้อนหิน ในกระบะไม้ ใช้แท่งซีเมนต์ แบบพวงอุบะแขวน และใช้หลักไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศ และดินฟ้าอากาศแต่ละท้องที่ สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยนางรมนั้น ต้องเป็นแหล่งที่มีน้ำกร่อยหรือน้ำทะเลท่วมถึง อย่างน้อย 7-8 เดือน สภาพเป็นดินโคลน หรือโคลนปนทราย และกระแสของน้ำมีความเร็วประมาณ 3-5 ไมล์ ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ควรห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมและไม่อยู่ในอิทธิพลของน้ำจืดไหลบ่าลงท่วมในฤดูฝนด้วย
ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยนางรมมาก ด้วยว่ามีสภาพแวดล้อมที่ดี หอยใหญ่ๆจากที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตลาด เนื่องจากผู้บริโภคให้ความนิยมนั่นเอง
ไข่แดง

เป็นนามเรียกลักษณะของ
ไข่เค็มไชยา
ของดีขึ้นชื่อของ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นไข่เค็มที่มีชื่อเสียงกล่าวขวัญกันทั่วไป ไข่เค็มไชยาเป็นไข่เค็มที่ทำจากไข่เป็ดที่เลี้ยงในเขตอำเภอไชยา ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงเป็ดขนาดใหญ่ ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นทุ่งนา ทั้งยังติดกับชายฝั่งทะเล มีกุ้ง หอย ปู ปลาอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งชาวบ้านยังเลี้ยงเป็ดโดยให้ข้าวเปลือกเป็นอาหารเสริม ส่งผลให้ไข่เป็ดมีไข่แดงสีแดงจัด ไข่แดงมีมากกว่าไข่ขาว สีสันมันวาว รสมัน ไร้กลิ่นคาว ชวนรับประทานกลายเป็นเอกลักษณ์พิเศษของไข่เค็มไชยา เมื่อนำมาทำไข่เค็มตามสูตรที่สั่งสมกันมาแต่โบราณ จึงทำให้ไข่เค็มไชยาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวไชยา และชาวสุราษฎร์ธานี มีจำหน่ายทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะทีอำเภอไชยา กลายเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
เมืองไชยาเดิมนั้นอุดมสมบูรณ์ มีการทำนา ปลูกข้าว หรือเรียกได้ว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” หรือ “มีข้าวเต็มนา มีปลาเต็มน้ำ” และประชาชนมีการเลี้ยงเป็ดกันทั่วไปตามหมู่บ้านต่างๆ ตำบลต่างๆ เพราะอาหารเลี้ยงเป็ดตามธรรมชาติมีมาก เช่น ข้าวเปลือก ลูกปลา หอย และอื่นๆ ในนาข้าวมีอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีการเลี้ยงเป็ดปล่อยทุ่ง หากินในนาและรอบๆ บ้าน ไข่เป็ดเหลือจากการใช้บริโภคในครอบครัวนำไปขายในตลาดอำเภอไชยา ประชาชนในตลาดไชยา และที่อื่นๆ ซื้อไข่เป็ดไปประกอบอาหาร ทอด ต้ม แล้วไข่เป็ดซึ่งแดง มัน อร่อย เป็นที่พอใจแก่ผู้บริโภค
มีเรื่องราวที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้สูงอายุว่า ในสมัยที่รัฐบาลพยายามสร้างทางรถไฟสายใต้ มีคนจีนชื่อ นายจี่ แซ่ซิก เป็นช่างทำสะพานเหล็ก สร้างทางรถไฟสายใต้ตั้งแต่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สืบเชื้อสายจากชาวจีนกวางตุ้ง เดิมอยู่ปากน้ำ อำเภอหลังสวน ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนโรงทอง อำเภอเมืองไชยา สมัยนั้น คนจีนเก่งในการจัดทำอาหารรับประทานอยู่แล้ว เห็นไข่เป็ดไชยาแดง มัน อร่อย ก็คิดหาวิธีการว่า น่าจะนำไข่เป็ดไชยามาทำให้เป็นอาหารเก็บไว้นานๆ และมีรสอร่อย เดิมคนจีนและชาวไชยา ใช้ไข่เป็ดดองกับน้ำเกลือแล้วทิ้งไว้ระยะหนึ่งจึงนำมาต้มกินกับข้าวต้ม แต่มีรสเค็ม ไม่อร่อยต่อมามีผู้เล่าว่า มีการนำไข่เป็ดไปผังดินเค็มริมทะเลประมาณ 15 วัน แล้วนำมาล้างต้มกิน มีรสชาติดียิ่งขึ้น รับประทานกับข้าวต้มอร่อย มัน แต่การทำไม่สะดวก นายจี่ แซ่ซิก และครอบครัว อยู่ตลาดไชยา ได้คิดค้นหาวิธีการทำไข่เค็มโดยใช้ดินเหนียวผสมเกลือป่น ผสมในอัตราส่วนพอเหมาะ คลุกขี้เถ้าเก็บไว้นานพอประมาณ นำมาล้างแล้วต้มรับประทาน ทำเป็นอาหารอื่นๆ แล้ว ทำให้อร่อย แต่ข้อเสียของดินเหนียวคือ ไม่เกาะไข่มากนัก ในระยะต่อมา ได้ปรับปรุงหาวิธีการ โดยใช้ดินปลวกทำแบบเค็ม ทำให้ผลดี แต่นั้นมาครอบครัวของนายจีน แซ่ซิก ก็ทำไข่เค็มขายและขายได้ดี จึงทำให้คนอื่นๆ ในตลาดไชยาทำกันมากขึ้น อีกทั้งประชาชนเมืองอื่นๆ มาเที่ยวเมืองไชยา เช่น เมืองระนอง เมืองชุมพร เมืองหลังสวน ได้ซื้อไปรับประทานชอบอกชอบใจ ก็สั่งซื้อไปขายต่อเป็นที่แพร่หลาย สมัยแรกมีผู้ทำไข่เค็มไชยาหลายบ้าน เช่น บ้านนางเล็กเหี้ยว บ้านแม่กลับ ถิ่นธานี บ้านนางกิ้ม นายสืบ สวัสดิชีวิน และบ้านอื่นๆ กิจกรรมการทำไข่เค็มเป็นที่สนใจของประชาชนในเมืองไชยาและเมืองอื่นๆ พ่อค้าแม่ค้าได้นำไข่เค็มเมืองไชยาไปขายยังท้องถิ่นอื่นๆ ทำให้ไข่เค็มไชยาเป็นที่สนใจ และขายดีแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ผู้ทำไข่เค็มอำเภอไชยาจึงทำเพิ่มมากขึ้น ประชาชนมีการเลี้ยงเป็ดมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะตำบลเลม็ด ตำบลเวียง และตำบลอื่นๆ
ปัจจุบัน
ไข่เค็มไชยา
เป็นที่รู้จักแพร่หลายของคนทั้งประเทศ เมื่อกล่าวถึงไข่เค็ม ทุกคนต้องนึกถึงอำเภอไชยา และสิ่งที่พิสูจน์ถึงชื่อเสียงและคุณภาพของไข่เค็มไชยาก็คือ การที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และหอการค้าจังหวัด ได้คัดเลือกไข่เค็มไชยาเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นของจังหวัด และคณะอนุกรรมการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้คัดเลือกให้ไข่เค็มไชยานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่น 10 อันดับแรก นอกจากนี้ ตำบลเลม็ด และตำบลเวียง ก็ได้คัดเลือกไข่เค็มเป็นผลิตภัณฑ์
แหล่งธรรมะ


แหล่งธรรมะสอดคล้องกับประวัติความเป็นมาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีความ รุ่งเรืองทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต เห็นได้จากร่องรอยความเจริญ ที่ยังคงปรากฏ ให้เห็นอยู่ทั่วไป เช่น วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร วัดแก้ว วัดหลง อำเภอไชยา วัดเวียง อำเภอเวียงสระ วัดถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม วัดเขาพระอานนท์ และวัดเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน ที่บ่งบอกว่าในอดีตบริเวณพื้นที่อำเภอไชยา เคยเป็นศูนย์กลาง ของพุทธศาสนา และอีกหลายแหล่งธรรมที่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ภาคภูมิใจ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ แห่งธรรมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือสวนโมกขพลาราม และท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่ง เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใส ของชาวพุทธทั้งไทยและต่างประเทศที่มาเยือนมากมาย
ชักพระประเพณี
เทศกาลงานประเพณี : งานชักพระ ![]()
![]() |
ประวัติความเป็นมา |
เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแพร่ถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้นำประเพณีชักพระเข้ามาด้วย ประเพณีชักพระ มีความเป็นมาที่เล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันไดทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลาน ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง เข้าไปถวายเป็นที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิดประเพณี "ห่อต้ม" "ห่อปัด" ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์ ซึ่งกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปีสืบมาจนเป็นประเพณีชักพระในปัจจุบัน อันอุปมาเสมือนหนึ่งได้ร่วมรับเสด็จและร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ด้วยตนเองไม่ว่าจะห่างไกลกันด้วยเวลาและสถานที่สักเพียงใด
![]() |
ลากพระหรือชักพระ |
มากกว่ากัน บางท้องที่ในจังหวัดตรัง พัทลุง และสงขลา มีการลากพระบกในวันแรม 1 ค่ำ ในเดือน 5 ก็มีในประเพณีลากพระของชาวใต้มีมาแต่โบราณและก่อให้เกิดวัฒนธรรมอื่น ๆ สืบเนื่องหลายอย่าง เช่น ประเพณีการแข่งเรือพาย การชัน (ประชัน) โพนหรือแข่งโพน การประชันปืดหรือแข่งปืด กีฬาชัดต้ม การทำต้มย่าง และการเล่นเพลงเรือ เป็นต้น
นับครั้งภิกษุชาวจีนชื่อ อี้จิง ได้จาริกผ่านคาบสมุทรมลายูเพื่อไปศึกษาศาสนาในอินเดีย ใน พ.ศ.21214-1238 ก็ได้เห็นประเพณีการลากพระของชาวเมือง "โฮลิง" อันเป็นชื่อเดิมของเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้บันทึกไว้ว่า "พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีคนแห่แหนนำมาจากวัดโดยประดิษฐานจากรถหรือบนแคร่มีพระสงฆ์และฆราวาสหมู่ใหญ่แวดล้อมมา มีการตีกลองและบรรเลงดนตรีต่าง ๆ มีการถวายของหอมดอกไม้และถือธงชนิดต่าง ๆ ที่ทอแสงในกลางแดด พระพุทธรูปเสด็จไปสู่หมู่บ้านด้วยวิธีดังกล่าวนี้ภายใต้เพดากว้างขวาง"จากหลักฐานในจดหมายเหตุของภิกษุอี้จิงนี้ทำให้นักวิชาการบางคนเชื่อว่าประเพณีลากพระในภาคใต้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยศรีวิชัยประเพณีลากพระของชาวใต้สมัยกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าเป็นประเพณีที่ทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ดังปรากฏในเรื่องประทวนตราให้แก่พระครูอินทร์โมลีคณะป่าแก้ว หัวเมืองพัทลุงใน พ.ศ.2242 ว่า "แลเมื่อครั้งคณะป่าแก้วแต่ก่อนมีพระครูอันดับ 6 องค์ ได้ช่วยการพระราชพิธีตรุศสารทแลงานลากพระถวายพระราชกุศล" และ ข้ออีกตอนหนึ่งว่า "แลราชการซึ่งเป็นพนัดแก่ขุนหมื่นกรมคณะป่าแก้วมีแต่หน้าที่เมืองเส้นหนึ่งแลการพระราชพิธีตรุศสารท แลงานลากพระเจ้าเมืองจะได้เบียดเสียดเอาข้าพระไปใช้ราชการนอก แต่นั้นหามิได้ " เมืองนครศรีธรรมราชปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าอยู่บรมโกศ แม้แต่ผู้ตีกลองในงานลากพระก็ถือว่าสำคัญ จึงมีแจ้งไว้ในทำเนียบข้าราชการตกเป็นพระอัยการไว้ว่า "ขุนรันไภรีถือศักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ" ตำแหน่งนี้มีมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งรัชกาลที่ 2 ว่า "ขุนรันไภรีถือศักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ" เช่นกัน

