งานวิชา ภาวะผู้นำ ดร. ดิสกุล
สรุปจากการอ่าน หนังสือด้านผู้นำ
เป็นหนังสือที่ได้อ่านมานานแล้ว จำได้บ้างไม่ได้บ้างครับ
อ้างอิง เรื่องย่อ สามก๊ก จาก www.สามก๊ก.com หรือ http://www.xn--12ca8g9a2b3j.com/
สามก๊ก - 3 ผู้นำ 3 สไตล์

ในยุคสมัยก่อนที่จะเป็นช่วงยุคสามก๊กนี้ ที่จริง ยังมีขุนศึกนายทหารอีกมากมายที่มีขุมกำลังอันกล้าแข็งอยู่ในมือ และน่าจะสามารถตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว กลับกลายเหลือเพียง 3 ก๊กที่ขับเคี่ยวกันอย่างต่อเนื่อง คือ โจโฉ เล่าปี่ และซุนกวน เท่านั้น ทำให้น่าพิจารณาว่า 3 ผู้นำนี้ มีหลักการบริหารที่น่าสนใจเช่นไร จึงสามารถอยู่รอดและตั้งตนขึ้นมาได้อย่างมั่นคง
1. โจโฉ เป็นผู้นำที่สร้างตนจากมือเปล่าคนหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจของฟ้า นั่นคือ อิงอำนาจของกษัตริย์ และรัฐในการรวบรวมอาณาจักร โจโฉเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ทำการณ์รวดเร็ว และรัดกุม โดยส่วนตัวแล้ว โจโฉเป็นคนนับถือปราชญ์ และชมชอบคนมีฝีมือ เลือกใช้งานตามความสามารถ โดยไม่คำนึงถึงพื้นเพเก่า ซึ่งอาจจะเป็นศัตรูหรือคนชั้นต่ำมาก่อน จึงทำให้สามารถรวบรวมคนเก่งไว้ได้มาก และสร้างขุมกำลังได้แข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มสามก๊ก
โจโฉมักจะรับฟังความเห็นของคนอื่นแล้วจึงนำมาตัดสินใจด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง หลายๆครั้งที่โจโฉจะมีความคิดเห็นอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังปรึกษากับเหล่าเสนาธิการเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ แต่ก็ถือว่าเป็นความคิดที่รอบคอบได้เช่นกัน
2. เล่าปี่ เป็นผู้นำที่สร้างตนจากมือเปล่าเช่นกัน โดยอาศัยอำนาจของคน นั่นคือ สร้างความชอบธรรมในฐานะเชื้อสายของกษัตริย์ ทำให้ตนเองได้รับการสนับสนุนจากประชาชนโดยทั่วไป ลักษณะของเล่าปี่เป็นคนโอบอ้อมอารี และอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมาก จากการสร้างภาพพจน์ที่ดีอย่างต่อเนื่องนี่เอง ทำให้คนเก่งจำนวนมากเข้ามาสวามิภักดิ์อยู่เนืองๆ เช่น จูล่ง ขงเบ้ง บังทอง ฮองตงและม้าเฉียว แม้ว่าก๊กนี้จะมีกำลังทหารและเขตแดนน้อยที่สุด แต่ก็มีขุนพลที่เข้มแข็งและที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมเหนือกว่าก๊กอื่น
หลังจากที่ได้ขงเบ้งและบังทองมาเป็นกุนซือแล้ว เล่าปี่ได้มอบอำนาจการจัดการให้เหล่ากุนซืออย่างเต็มที่ โดยตัวเองคอยเป็นผู้ประสานงานให้ งานใดที่เหล่ากุนซือสั่งการไปแล้ว เล่าปี่จะไม่ขัดขวาง แต่ถ้ายังมีความเห็นขัดแย้ง ก็เพียงแต่ปรึกษาผ่านกุนซือให้แก้ไขอีกครั้ง ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เล่าปี่จะไม่ก้าวก่ายในขอบเขตการบริหารของเหล่ากุนซือเลย ซึ่งประการนี้ ทำให้พวกขุนพลให้ความเกรงใจต่อเหล่ากุนซือด้วยเช่นกัน
3. ซุนกวน เป็นผู้นำคนเดียวในสามก๊กที่สืบทอดอำนาจโดยสายเลือดที่เป็นเจ้าเมืองมาตลอด เป็นการอิงอำนาจของดิน นั่นคือ อาณาเขตซึ่งมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง และเต็มไปด้วยทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นประชาชนก็ให้ความรักใคร่สืบเนื่องกันมา ซุนกวนเป็นคนที่นับถือความคิดผู้อื่นอย่างมาก มักจะปรึกษาหารือกับผู้มีความรู้ทางการทหารหรือการปกครองเพื่อหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ จึงเป็นผู้นำที่”ใช้ประโยชน์จากการประชุม” ได้มากที่สุด ดังนั้น ก๊กนี้จะดูเหมือนไม่โดดเด่นอะไร แต่กลับมีกลุ่มคนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าใคร ก็เพราะแนวทางการบริหารของซุนกวนนี่เอง
ซุนกวนมีจุดเด่นในเรื่องการใช้คนอย่างมาก กล่าวคือ ถ้าระแวงแล้วจะไม่ใช้ ถ้าใช้แล้วจะต้องไม่ระแวง ก่อนใช้งานใครก็ตาม เขาจะตรวจสอบหรือคัดเลือกด้วยความระมัดระวังอย่างมาก แล้วเมื่อใช้งานนั้น เขาจะปล่อยให้คนนั้นทำงานและรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ เช่น เมื่อให้โลซกทวงเมืองเกงจิ๋วแล้ว ก็ยอมรับการตัดสินใจของโลซก แม้ว่าจะเสียเปรียบอย่างไรก็ตาม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ขุนนางในก๊กซุนกวนนี้ จึงมีขวัญกำลังใจดีมาก และทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถกันทุกคน
3 ผู้นำ 3 สไตล์ แต่มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ การทำงานที่มีการปรึกษาหารือกันตามรูปแบบการบริหารของตน และการแบ่งแยกการทำงานตามตำแหน่งหน้าที่อย่างชัดเจน นั่นเอง
สรุปการนำไปใช้
การเป็นผู้นำทั้งสามสไตล์ที่กล่าวมาเป็นผู้นำที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไปการที่จะเลือกนำมาใช้นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ องค์ประกอบแวดล้อม โดยแบ่งหัวข้อดังนี้
1.หลักการบริหารตนเอง หรือ ครองตน มีสัมมาคารวะ นอบน้อม รู้จักกาละเทศะ ดีกับคนที่ควรจะดีด้วย มีวินัย มีคุณธรรม การครองตนที่ดีอาจได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่โตในด้านการช่วยเหลือ หรือการซื่อสัตย์ก็เช่นกัน
2.หลักการบริหารคน หรือ ครองคน "สรรหา พัฒนา รักษาไว้ ใช้ประโยชน์ " สรรหาผู้มีความสามารถ เติมเต็มศักยภาพ สร้างขวัญกำลังใจ วางคนให้เหมาะสมกับงานเพื่องานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
3.หลักการบริหารงาน หรือครองงาน มีวิชาความรู้ในงาน มีวิสัยทัศน์ สร้างทีมงานที่เข้มแข็ง การทำงานกับคนหมู่มากสำคัญที่สุดคือทีมเวอร์ค การทำอย่างไรให้องค์กรเกิดทีมเวิร์ค มีความอุตสาหะและซื่้อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ไปปฏิบัติธรรมต่อก่อน...นักเรียนรอแล้ว...
อ่านแล้ว คอมเมนท์ให้ด้วยนะครับ
ok ครับ คุณวิศรุต