มหาวิทยาลัยมหิดลจัดศาลายาเสวนา เมื่อวันที่ ๗ มิย. ๕๓   เพื่อทำความเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยจะเข้าไปร่วมฟิ้นฟูเยียวยาประเทศ จากความแตกแยกร้าวลึก ได้อย่างไร    สรุปประเด็นการเสวนาดังต่อไปนี้

 

ศาลายาเสวนานโยบายสาธารณะ ครั้งที่ 7
มหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย

 

          วิกฤตต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งและการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นและสะสมมากเท่านี้มาก่อน เกิดความไม่ไว้วางใจ หวาดระแวงซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงสร้างของระบบอำนาจ สร้างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม ทั้งในเรื่องของการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและยากต่อการเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงการแบ่งสีซึ่งเป็นเพียงปลายเหตุ สังคมไทยต้องการพลังทางความคิดและพลังทางปัญญาในการช่วยผลักดันประเทศออกจากภาวะวิกฤติดังกล่าว ซึ่งสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะเป็นแหล่งขุมพลังทางปัญญาควรมีบทบาทในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

 

 ปัญหาในระบบการศึกษาและแนวทางแก้ไข

          ระบบของมหาวิทยาลัยเป็นผลผลิตของการเลือกเฟ้นเชิงระบบ เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ทำให้เกิดสังคมร้าวลึก  สังคมขาดคนมีจิตสำนึกสาธารณะร่วมกัน การศึกษามุ่งเน้นความเป็นเลิศ มี IQ สูง แต่มี EQ ต่ำลง

          จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันระบบอุดมศึกษาทำหน้าที่น้อย ไม่เข้าใจสังคม  ขาดการทำความเข้าใจ ขาดการวิเคราะห์ มีผลงานที่หลากหลายแต่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ไม่มีการรวมตัว ขาดการประสานความร่วมมือและแบ่งงานกันทำ ไม่ได้จับงานอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เข้าไปขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมเรียนรู้ (Learning Society) เนื่องจากสังคมมีความซับซ้อนและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไทยในปัจจุบันมองโลกแบบเส้นตรง มองความสัมพันธ์เป็นทวิภาคี (bilateral) ไม่ได้มองเป็นพหุภาคี (multilateral) ซึ่งสถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่จะต้องขับเคลื่อนในส่วนนี้ ทำให้สังคมมองสิ่งต่างๆ อย่างซับซ้อนเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงให้ได้ ทำให้เกิดความโปร่งใสในสังคม มหาวิทยาลัยต้องทำอย่างเป็นกลาง ให้คนรู้ว่าไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นเรื่องของวิชาการความรู้ ทำให้สังคมเรียนรู้ อภิปรายกันเพื่อการเรียนรู้เชิงสังคม ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ เรื่องความโปร่งใส (transparency) การเข้าใจสังคม มหาวิทยาลัยต้องทำและต้องทำให้ได้

1. ปลูกฝังให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัย รู้จักหน้าที่ มีพื้นฐานเรื่องสิทธิเสรีภาพ มหาวิทยาลัยช่วยกระตุ้นโดยให้โอกาส ตลอดจนสนับสนุนให้ใช้พลังบนฐานของสิทธิเสรีภาพที่ถูกต้องในการมีส่วนร่วมทำงานกับสังคม กับบ้านเมือง


2. มหาวิทยาลัยควรสร้างผลผลิตที่สนองความต้องการของสังคม มีจิตสำนึก/จิตสาธารณะที่แท้จริง มีการนำความรู้หรือปัญญาเป็นกระแสหลักของสังคม เพื่อให้มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขและขับเคลื่อนประเทศ


3. มหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูง มีความรู้เพียงพอต่อการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศไทย ความสามารถในการส่งต่อข้อมูล การเชื่อมสัมพันธ์องค์กรต่างๆ ความสามารถในการยกระดับความรู้สติปัญญาของคนในสังคม สร้างบุคลากรทำงานคู่ขนานใกล้ชิดกับสังคม


4. บทบาทของมหาวิทยาลัยในการลดช่องว่างทางสังคม และเพิ่มการเป็นเพื่อนร่วมสถาบันระหว่างนักศึกษาต่างภาค ต่างสถานะทางสังคม   เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้เกิดการเป็นเบ้าหลอมทางสังคม สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้กับคนในชุมชน   มีการเรียนรู้ร่วมกัน มีความใกล้ชิด และสร้างความเข้าใจมากขึ้น


5. มหาวิทยาลัยควรหยิบประเด็นเชิงนโยบายของสังคมมาตีแผ่ วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ หาข้อมูล และ  ชี้ให้สังคมเห็น รวมทั้งทำอย่างไรที่จะทำให้องค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยถูกถ่ายทอดสู่สังคม เป็นกระแสหลักของสังคม


6. มหาวิทยาลัยควรสอนให้นักศึกษาคิดในเชิงยุทธศาสตร์ เชิงระบบ เช่น ในเรื่องความขัดแย้งเรียนมาแต่การแก้ไข ไม่เรียนเชิงป้องกัน และการปรองดองเยียวยา เป็นต้น


7. มหาวิทยาลัยควรกลับมาสร้างความเข้มแข็งของตัวเอง และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เชื่อมโยงสู่สังคมวงกว้างและชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่ทางปัญญาและพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวาง

 

 กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อแก้วิกฤตและปฏิรูปประเทศไทย

          การแก้ไขวิกฤตของประเทศไทย มี 6 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1) เยียวยา 2) สร้างกระบวนการยุติธรรม 3) ค้นหาความจริง 4) ฟื้นฟูกายภาพ ทั้งกิจการ บุคคล และสังคม 5) ปฏิรูป และ 6) บูรณาการแผนปรองดองของรัฐบาล ให้สอดรับกับความคิดและแผนงานของภาคประชาชน แต่ต้องทำร่วมกันแบบคู่ขนาน ต้องประยุกต์ ดัดแปลง และบูรณาการร่วมกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ โดยมีกลไกในการขับเคลื่อน ดังนี้

1. กลไกติดตามศึกษา มีกลุ่มคนหรือมีกระบวนการติดตามหรือศึกษาทั้ง 6 ประเด็นข้างต้น เช่น การเยียวยา ต้องทำให้ทั่วถึงและละเอียดขึ้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์จากการเยียวยา อาจมีคณะทำงานขึ้นมา โดยเริ่มดำเนินการทีละเรื่อง


2. กลไกจัดกระบวนการ วิกฤติครั้งนี้มีความพยายามจะแก้แต่ขาดกระบวนการที่ดี มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีความเข้าใจเรื่องกระบวนการ มีบุคลากร การจัดกระบวนการในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการปรองดอง การปฏิรูปต้องมีกระบวนการ


3. กลไกสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานของประชาชน ทำให้เข้มแข็ง เป็นสุข สามารถอยู่เย็นเป็นสุขซึ่งมหาวิทยาลัย เล่นบทบาทได้

          การจัดกระบวนการที่ดีต้องนำไปสู่การกระทำ เรียนรู้จากการกระทำ จะมีกระบวนการทั้งนักศึกษา บุคลากร มาร่วมกันทำ ซึ่งสามารถเริ่มได้ทันที แต่การจัดกระบวนการให้กับคู่กรณีที่ขัดแย้งรุนแรงต้องอาศัยกลุ่มที่ใหญ่รวมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งต้องมีการหารือร่วมกันว่าจะร่วมกันทั้งประเทศจัดกระบวนการให้ดี หรือร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า สิ่งเหล่านี้ทำได้และน่าจะทำ ควรทำ และพร้อมลงมือทำ