นั่งอ่านทบทวนจดหมายถึงครูเก่า ๆ ของตนเอง อ่านไปได้แต่อุทานว่า

“แกเขียนอะไรของแกเนี่ย”

เป็นการเขียนที่ฝืน ๆ ไม่ใช่ข้อเขียนที่เป็นธรรมชาติของตนเองเลย เป็นความพยายามที่จะทำให้พลิ้ว ตบแต่งตัวอักษรให้

“ดูดี”

อย่างที่ครูมักจะสะท้อนเสมอ ๆ ว่า กำลังเลียนแบบใคร มันชัดเจนค่ะ หนูพยายามมาก ๆ ทุกข์มาก ๆ ที่จะเลียนแบบครู แล้วก็เดี้ยงมาตลอด

หนูแยกไม่ออกระหว่าง
“เรียนรู้ กับ เลียนแบบ”

หันมองย้อนหลังช่วงเวลาที่ชีวิตเปลี่ยน 2545 รู้จักอาจารย์ ท่านถู ลาก ถูกัง ให้ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ตอนนั้นหนูทำงานแบบไม่คิด ทำ ๆ ทำ และสักแต่ทำ อาจารย์สั่งให้ทำ ก็ทำ สั่งให้หยุดก็หยุด ไร้ชีวิตชีวา ไม่ใช่อาจารย์ท่านไม่เอาใจใส่นะคะ ในทางกลับกัน ท่านเอาใจใส่มาก ๆ ท่านสอนทุกอย่างทั้งที่เป็นวิชาการ วิชาชีพ และการใช้ชีวิต แต่ลูกศิษย์ของอาจารย์ก็ยังโง่ เรียนรู้จากท่านไม่เป็น ถ้าชีวิตนี้ไม่รู้จักอาจารย์ ก็ไม่มีทางจะมาถึงวันนี้ได้ พระคุณของท่านยากจะหาใดเทียม

ณ ช่วงเวลาซ้อนทับ ที่รู้จักทั้งอาจารย์และครู เป็นช่วงเวลาที่หนูเดี้ยงมาก ๆ เพราะเกิดความ “หวง” รุนแรงจนเป็น อิจฉา เกิด ปะทุเป็นความไม่พอใจ โกรธแค้น หาความสุขในใจไม่ได้ ร้อนรุ่มในใจ จนทำให้ผู้มีพระคุณทั้งสองแทบกระเจิง จากแรงกระแทกทางอารมณ์ที่หนูคอยสาดรัศมีออกไป ทั้งครูและอาจารย์ใช้ความอดทนกับหนูมาก ๆ จนหนูค่อย ๆ ดีขึ้น ใจเบาลง มีความสุขกับการดำเนินชีวิตมากขึ้น อย่างที่พูด ๆ กันเป็นภาษาชาวบ้านว่า

 “พึ่งจะเป็นผู้เป็นคน”

ช่วงหลังมานี้ หนูหันมาเกาะครูแทน พฤติกรรมอย่างเดิม คือ วิ่งตาม ทำตาม ไม่คิดพิจารณา เวลาจะคิด ดันมีแต่ความลังเลสงสัย พอถูกบีบให้พิจารณาก็งอแง

จะว่าไปหนูก็ทำตัวเหมือนลูกลิง ตอนแรก ๆ ก็วิ่งไปเกาะพ่อ ไม่ยอมไปไหน พอพ่อจะเจอกับแม่ ก็งอแง โกรธแค้นโกรธเคือง เหวี่ยงจนทั้งพ่อและแม่บาดเจ็บไปตาม ๆ กัน พอจะเริ่มดีขึ้นหน่อยเปลี่ยนจากเกาะพ่อ มาเกาะแม่แทน ครานี้

“ติดแจ”

แม่ก็พยายามตะลอมสอน แต่ลูกก็ไม่รู้จักโต วิ่งออกไปข้างนอกแป๊บหนึ่ง ก็กระโจนกลับมา เวลากระโจนกลับมาทีไร

“แม่เจ็บทุกที”

สร้างรอยแผลเหวอะหว่ะ

เมื่อเช้านี้รู้สึกว่า “จมอยู่ในความมืด”

แม่สอนแล้ว แม่บอกแล้ว แต่ก็ไม่ทำ

ทำให้เกิดการพลัดหลงเข้าไปในความมืดเป็นอยู่นาน แต่ไม่รู้สึกตัว แต่ในข้อเสียก็มีข้อดีการอยู่ในความมืดทำให้ได้บทเรียนของการมีชีวิตอยู่

“กับความมืดมิด” เข้าใจถึง “ความทุกข์”

ไม่มีใครทำแทน ไม่มีใครรู้แทน ต้องรู้เอง ต้องเข้าใจเอง ทำให้เห็นว่า

“เมื่อก่อนที่ขนขวายหาผู้คนมารับฟังเพราะอยากจะมีคนเข้าใจ”

ตอนนี้อยู่กับทุกข์ มีแต่ทุกข์ แต่แปลกที่รู้สึกว่ามันมีความบีบคั้นน้อยลง อยู่กับมันได้  ใจไม่ได้เหี่ยวแฟ๊บ เศร้าหมอง แต่กลับรู้สึกได้ว่า “ห้าวหาญ” แบบทุกข์ ๆ เป็นพยานแห่งตนว่าต้อง “พึ่งตนเอง”