อภิปรัชญา (Metaphysics), ญาณวิทยา (Epistemology) , ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)



การวิจัย

                เกอร์ลิงเจอร์ และลี (Kerlinger & Lee, ๒๐๐๐) ได้ให้ความหมายของการวิจัยตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ว่า “เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างเป็นระบบมีการควบคุม มีลักษณะเชิงประจักษ์ ไม่มีการตัดสินถูกผิด เปิดเผยแก่สาธารณชนและใช้การพินิจพิเคราะห์ โดยใช้ทฤษฎีและสมมุติฐานที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ในการชี้นำการศึกษา

                นิยามข้างต้นสะท้อนแนวคิดที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับการวิจัย ดังนี้ (สิทธิ์ ธีรสรณ์, ๒๕๕๐, หน้า ๗)

๑. การศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีการควบคุม มีความเป็นระเบียบ ซึ่งช่วยให้ผู้วิจัยมีความเชื่อมั่นในผลการศึกษา มีการอธิบายความหมายของความสัมพันธ์ที่ศึกษาและค่อย ๆ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ใช่ออกทีละข้ออย่างเป็นระบบ

๒. การศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ (Empiricism) ซึ่งอาศัยประสบการณ์หรือประสาทสัมผัส เพื่อทดสอบว่าความเชื่อของเราเป็นจริงหรือไม่

๓. การศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ตัดสินคุณค่า ไม่มองว่าสิ่งที่พบดีหรือไม่ดี แต่จะมองว่ามีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผู้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ ดังนี้

                รัตนะ บัวสนธ์ (๒๕๕๑, หน้า ๗) กล่าวว่า การวิจัย หมายถึงการค้นหาความรู้ ความจริงด้วยวิธีการที่เป็นระบบมีเหตุมีผลเชื่อถือได้

                ป.อ.ปยุตโต (๒๕๔๒) กล่าวว่า การวิจัยเป็นการค้นหาความจริงโดยแยบคาย (ตรงกับคำว่า “โยนิโส) ในพุทธศาสนา) การวิจัยเป็นการศึกษาถึงต้นตอโดยมีความอยากรู้อยากเห็นและความเชื่อในเรื่องเหตุปัจจัยเป็นฐาน

                ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ความรู้ความจริงนั้นคืออะไร และการค้นพบความจริงนั้นทำได้อย่างไร

 

อะไรคือความจริง?

                คำถามที่ว่าอะไรคือความจริงเป็นคำถามในเชิงปรัชญาที่เรียกว่า อภิปรัชญา (Metaphysics) หรือภวันตวิทยา (Ontology) ซึ่งคำตอบจะแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ (รัตนะ บัวสนธ์, ๒๕๕๑, หน้า ๗-๙)

                กลุ่มที่ ๑ ความจริงเป็นเพียงหนึ่งเดียว กลุ่มนี้เรียกว่า เอกนิยม (Monism)

  • จิตนิยม (idealism)               ความจริงหนึ่งเดียว คือ จิต
  • สสารนิยม (materialism)       ความจริงหนึ่งเดียว คือ กาย

                กลุ่มที่ ๒ ความจริงแบ่งเป็นสองเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) คือ ทั้งจิตและกาย ซึ่งทั้งสองส่วนต่างพึงพาอาศัยกัน กายเป็นที่อยู่ของจิต ถ้าไม่มีจิตกายก็ไม่เคลื่อนไหว

                กลุ่มที่ ๓ ความจริงมีมากกว่าสองเรียกว่า พหุนิยม (Pluraism) ความจริงของสรรพสิ่งมีได้หลากหลายไม่จำกัด

                จากที่กล่าวมาข้างต้น คำถามที่ว่าอะไรคือความจริงนั้นตอบได้หลายแง่มุมขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือสำนักคิด (School of Thought) ของนักปรัชญา ด้วยเหตุนี้คำตอบว่าอะไรคือความจริง ก็คือ “ความจริงคือสิ่งที่เชื่อว่าจริง”

 

ค้นพบความจริงได้อย่างไร?

                เมื่อรู้ว่าความจริงคืออะไรแล้วก็ตั้งคำถามได้อีกว่า วิธีที่จะค้นพบถึงความจริงต่าง ๆ นั้นทำได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามในเชิงปรัชญาที่เรียกว่า “ญาณวิทยา” (Epistemology)  และคำตอบในเรื่องนี้ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่มหรือสองวิธีการ ได้แก่ (รัตนะ บัวสนธ์, ๒๕๕๑, หน้า ๙-๑๐)

                กลุ่มที่ ๑ การจะค้นพบเข้าถึงความจริงนั้นทำได้โดยการให้เหตุผล ครุ่นคิด หรือการคิดอย่างมีเหตุผลจะทำให้ได้ความจริง ซึ่งการคิดอย่างมีเหตุผลนี้ก็อาศัยหลักการนิรนัย (Deductive) เป็นเครื่องมือ ความจริงที่ได้จะได้มาจากภายในไม่ใช่ได้มาจากภายนอกหรือประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา การครุ่นคิดหาเหตุผลเป็นการทำหน้าที่ของจิต หากจิตทำหน้าที่ได้อย่างดีย่อมพบความจริงอันเป็นนิรันดร์ได้ในที่สุด คำอธิบายเกี่ยวกับการค้นพบความจริงเช่นนี้เรียกว่า เหตุผลนิยม (Rationalism)

                กลุ่มที่ ๒ การค้นพบเข้าถึงความจริงนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ทั้งสิ้น ความจริงเป็นสิ่งที่ได้ภายหลังจากมนุษย์เกิด ความจริงไม่มีอยู่ก่อนเป็นนิรันดร์ สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีประสบการณ์ก็โดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้า สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือค้นหาความจริงไม่ใช่จิตเพียงอย่างเดียว วิธีการที่ใช้ค้นหาความจริงคือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ากับประสบการณ์โดยอาศัยหลักการอุปนัย (Inductive) เป็นเครื่องมือสรุปข้อค้นพบ คำอธิบายเกี่ยวกับการค้นพบความจริงเช่นนี้เรียกว่า ประจักษนิยม (Empiricism)

                เมื่อพิจารณาจากลักษณะของความจริงและวิธีการค้นพบความจริงก็จะพบว่า หากเชื่อว่า ความจริงคือ จิตและแบบซึ่งเป็นนิจนิรันดร์แล้วก็จะใช้วิธีการให้เหตุผลครุ่นคิดและหลักการนิรนัยเป็นเครื่องมือในการค้นพบ

ความจริงและวิธีการค้นพบความจริง

 

                ด้วยพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับความจริงและวิธีการค้นพบความจริงดังที่กล่าวมาจะนำไปสู่การเกิดระเบียบวิธีวิจัยหรือวิธีวิทยาการวิจัย (Research Methodology) ที่แตกต่างกันสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ (รัตนะ บัวสนธ์, ๒๕๕๑, หน้า ๑๓-๑๔)

๑. ระเบียบวิธีวิจัยเชิงวิตรรกะ (Rational Research Methodology) หรือระเบียบวิธีวิจัยเชิงเหตุผล ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสำนักคิดทางญาณวิทยาเหตุผลนิยม (Rationalism)

๒. ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research Methodology)

ได้รับอิทธิพลความคิดจากสำนักคิดทางประจักษนิยม (Empiricalism)

        ๒.๑ กลุ่มปฏิฐานนิยม (Positivism) มีความเชื่อและมุ่งศึกษาค้นพบความจริงของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ โดยเน้นศึกษาปรากฏการณ์ที่เป็นวัตถุสสารที่สามารถจับต้อง แจงนับ วัดค่าได้อย่างมีความเป็นวัตถุวิสัยหรือมีความเป็นปรนัย (Objectivity) นักวิจัยจึงมีหน้าที่ค้นหา กฎในธรรมชาติ ความเชื่อนี้เป็นบ่อเกิดของระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative)

        ๒.๒ กลุ่มปรากฏการณ์นิยม (Phenomenologism) มีความเชื่อในการมองปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ ที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและความเป็นพลวัต (Dynamic) สูงมากไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการแจงนับ หรือ วัดค่าเป็นตัวเลขได้ หากแต่ต้องเข้าใจถึงความหมายและระบบคุณค่า  ความเชื่อนี้เป็นพื้นฐานของระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative)

 

แสดงตารางการเปรียบเทียบลักษณะหรือธรรมชาติของระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

 

อ้างอิง

ป.อ.ปยุตโต. (๒๕๔๒). การศึกษากับการวิจัยเพื่ออนาคตของประเทศไทย. กรุงเทพฯ:

                มูลนิธิพุทธธรรม.

รัตนะ บัวสนธ์. (๒๕๕๑). ปรัชญาวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิทธิ์ ธีรสรณ์. (๒๕๕๐). แนวคิดพื้นฐานทางการวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Kerlinger, F. N., & Lee, H. B. (๒๐๐๐). Foundations of Behavioral Research (4th ed.). Orlando, FL: Harcourt Brace.