Think Possible, Proactive

ปล.ก่อนเริ่มบทความนี้ ผมขอขอบคุณ อ.ไชยยศ ปั้นสกุลไชย ที่ช่วยจุดไฟในการกลับมาเขียน Blog อีกครั้ง

 

“...ฝันไกลเพียงใดไปให้ถึง  ชีวิตของเธอจึงมีความหมาย...

...ให้ความฝันทั้งหลายมันเป็นจริง  ด้วยสองมือของเธอ...”

 หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินเสียงเพลง “ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง” ของวงเฉลียง ที่ผมนำชื่อเพลงมาเป็นชื่อตอนของบทความ เวลาผมได้ฟังเพลงนี้ทีไร มันทำให้ผมนึกย้อนทบทวนตนเองเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แน่นอนว่ามีทั้งสำเร็จ และล้มเหลว

อะไร คือ ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จ? นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเอง

คำตอบที่ผมคิดได้ในหัว คือ

  1. Dare to Dream: กล้าที่จะฝัน
  2. Dare to Change: กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ใช่แล้วครับ เราต้องกล้าที่จะฝัน และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง      

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะของโลก ได้กล่าวให้นิยาม “คนบ้า” ไว้ว่า

“Insanity: Doing the same thing over and over again and expecting different result”

 “คนบ้า คือ คนที่ทำอะไรด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเปลี่ยนไป” 

ปัจจัยที่1 Dare to Dream: กล้าที่จะฝัน

หลาย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก ต้องยอมรับกันว่าล้วนก่อกำเนิดเกิดขึ้นจากต่อมความฝันทั้งสิ้น ไม่ต้องย้อนไปไกล เมื่อ 50 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่า จะมีมนุษย์โลกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้ คงจะมีแต่เจ้ากระต่ายน้อยในนิยายเท่านั้น แต่แล้วในช่วงต้นทศวรรษ 1980 องค์การ NASA ก็สามารถส่งนักบินอวกาศนามว่า นีล อาร์มสตรอง ขึ้นไปเหยียบพื้นดวงจันทร์ได้สำเร็จ หรือ หากย้อนกลับเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน ปี 1984 ที่ประเทศสิงคโปร์ การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิครอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทย กับทีมชาติญี่ปุ่น ผลปรากฎว่าทีมชาติไทยในยุคนั้นที่มี “ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน” ยืนเป็นศูนย์หน้าซัดแฮททริคให้ทีมไทยชนะไป 5-2 ในตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่าอีก 14 ปีต่อมาในปี 1998 ทีมชาติญี่ปุ่นจะได้ไปเตะฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ล่าสุดปี 2010 ทีมชาติญี่ปุ่นเข้าถึงรอบ 2 ในฟุตบอลโลก แต่ตกรอบไปอย่างน่าเสียดายด้วยการแพ้การดวลจุดโทษกับปารากวัย ขณะที่ทีมชาติไทยอย่างเก่งก็ได้แค่แชมป์ซีเกมส์

Dare to Dream: กล้าที่จะฝัน คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) นั่นเอง ที่จะต้องสร้างให้เห็นภาพ และเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่สำหรับทีมชาติญี่ปุ่นนั้นมีความมุ่งมั่น เป้าหมายชัดเจนที่จะ “ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง” เข้ารอบสุดท้ายบอลโลกให้ได้ก่อนปี 2002 (ปีที่ชาติตนเองจะเป็นเจ้าภาพบอลโลก) แล้วก็สามารถทำได้สำเร็จในปี 1998

หลาย ๆ คนอาจจะเห็นแย้งว่า ก็เพราะประเทศญี่ปุ่นร่ำรวยกว่าประเทศไทย จะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว แต่หากมองกันลึก ๆ แล้วสิ่งที่คนญี่ปุ่นมีก็คือ มีความฝันร่วมกันที่จะไปบอลโลกให้ได้ ซึ่งเห็นได้จากการ์ตูนเรื่อง “กัปตันซึบาสะ” ที่ช่วยกระตุ้น สร้างฝันให้กับเด็ก ๆ ญี่ปุ่นมาหลงใหลคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอล สร้างจินตนาการให้เห็นว่าพวกเขาสามารถเอาชนะยอดทีมของโลกอย่างบราซิล เยอรมัน อังกฤษได้ จนเด็กในยุคนั้นหลายคนก็กลายมาเป็นยอดนักเตะที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเช่น นากะตะ ,นากามูระ หรือล่าสุดที่เราเห็นฟอร์มของ ฮอนดะ 

บทความหน้า เรามาต่อกันในปัจจัยที่ 2 Dare to Change