กองบรรณาธิการวารสาร School in Focus มาขอสัมภาษณ์ เพื่อลงในคอลัมน์ เงาความคิด โดยมีประเด็นคำถามดังนี้ และคำตอบของผมอยู่ในตัวอักษรสีน้ำเงิน
๑. สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของคนไทนและเด็กไทยอยู่ระดับใด เด็กไทยมีความสามารถด้านวิทยาศาสรตร์เพียงพอกับการแข่งขันกับประชาคมโลกหรือไม่ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ทุกระดับได้มาตรฐานหรือไม่ จุดอ่อนอยู่ตรงไหน
ขอให้ค้นคำตอบจาก PISA 2000, PISA 2003, PISA 2006 โดยค้นในอินเทอร์เน็ต ด้วย Google จะพบว่าขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยด้อยลง
2. กระบวนการสำหรับพัฒนาครูด้านวิทยาศาสตร์ และพัฒนาการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทย ควรดำเนินการอะไรบ้าง
ควรทำ ๔ ด้าน
• เสาะหาครูด้านวิทยาศาสตร์ที่จัดการเรียนรู้เก่ง นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์สูง มายกย่อง เลื่อนระดับและเงินเดือน และเชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูวิทยาศาสตร์ในเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้น ทั้งเวทีจริงและเวทีเสมือน วิธีนี้เรียกว่าวิธีหาครูเก่งที่มีอยู่แล้วให้มาทำหน้าที่ขยายผล วิธีนี้ สคส., สวทช. และ บวท. เคยจัด เรียกว่าโครงการครูวิทย์ในดวงใจ อ่านได้ที่นี่ และที่นี่
• ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาครู การว่าจ้างครู จากเน้นให้คุณค่าแก่ปริญญา และแก่ผลงานในกระดาษ มาเป็นให้คุณค่าแก่ผลงานการดูแลศิษย์ โดยดูที่ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนและด้านคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียน เรื่องนี้ถามเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง เขาจะบอกได้
• เปลี่ยนวิธีผลิตครูวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยม จากสอนโดยคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ เป็นสอนโดยคณะวิทยาศาสตร์ จนได้ วท.บ. แล้วจึงเรียนวิชาครูต่ออีก ๑ ปี
• ต้องไม่ยกภาระด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้แก่โรงเรียนและครูทั้งหมด สังคมในวงกว้างและสื่อต้องช่วยกันสื่อสารการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันของผู้คน คือต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์
โดยเน้นว่า การเรียนวิทยาศาสตร์ต้องไม่มุ่งเน้นที่สาระหรือเนื้อวิชา แต่ต้องมุ่งเน้นให้เด็กเกิดความสงสัยใคร่รู้ และได้ทดลองหาความจริง พิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง ไม่ใช่มุ่งท่องจำความจริงที่ครูหรือหนังสือบอก
3. กลไกส่งเสริมการพัฒนาเด็กไทยด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่มีประสิทธิภาพและเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ร.ร. มหิดลวิทยานุสรณ์ มาถูกทางหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่เด็กมหิดลเผาอาคารเรียน
การพัฒนาเด็กไทยด้านวิทยาศาสตร์ควรทำ ๒ ทางควบคู่กัน
• พัฒนาเด็กทั่วไป ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม อุดม ไปจนถึงคนวัยทำงาน ให้มีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ โดยไม่ใช่เอาใจใส่เฉพาะผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเอาใจใส่ผู้เรียนทุกสาย ยิ่งผู้ไม่เรียนสายวิทยาศาสตร์ยิ่งต้องหากุศโลบายให้เขามีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ที่จริงครูที่สอนทุกวิชาสามารถส่งเสริมให้เด็กมีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ได้ทั้งสิ้น หากครูท่านนั้นเอาใจใส่เด็ก เราเคยพบครูภาษาไทยทำหน้าที่ครูที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ และได้รับรางวัล คือทำหน้าที่ได้ดีกว่าครูวิทยาศาสตร์
• การเสาะหาเด็กที่มีความถนัด หรือเก่งด้านวิทยาศาสตร์มาส่งเสริมให้รักวิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับอาชีพ อย่างที่ทำในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย เป็นต้น เวลานี้มีเด็กเข้าเรียนเข้มในโรงเรียนแบบนี้หลายพันคน เป็นแนวทางที่มีค่ายิ่งต่ออนาคตของชาติ
การที่มีเหตุการณ์ที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ขึ้น ถือเป็นกรณีพิเศษ เป็นข้อยกเว้น ไม่ควรยกกรณีเด็กคนเดียวขึ้นมากำหนดกฎเกณฑ์สำหรับเด็กทั้งหมด แต่ก็เป็นข้อเตือนใจว่าเด็กที่เข้าเรียนบางคนอาจไม่เหมาะสมที่จะเดินเส้นทางนี้ ทางโรงเรียนต้องเอาใจใส่เฝ้าระวัง
4. โอลิมปิกวิชาการกับการส่งเสริมการเรียนการสอน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์
โอลิมปิกวิชาการเป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่เข้าใจผิดว่า การได้เหรียญสะท้อนระดับความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยโดยเฉลี่ย
5. แล้วสำหรับเด็กทั่วไป ต้องมีกลไก หรืออะไรเพิ่มเติม
ได้ตอบแล้วในข้อ ๓ และข้อ ๒
6. อื่นๆ
ขอย้ำว่า ต้องให้เกียรติ ให้ผลประโยชน์แก่ครูที่เอาใจใส่เด็ก ที่เรียกว่า ครูเพื่อศิษย์ ซึ่งผมได้เขียนไว้มากมาย อ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/tag/ครูเพื่อศิษย์ และ http://gotoknow.org/blog/council/tag/ครูเพื่อศิษย์ และที่ http://www.kmi.or.th/attachments/TFSBook2553_Final.pdf
เขาจะมาสัมภาษณ์วันที่ ๑ ก.ค. ๕๓ ผมทำการบ้านส่งให้เขาก่อน การพูดคุยจะได้กระชับขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๘ มิ.ย. ๕๓