๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
จดหมายฉบับนี้กว่าจะกล้าเขียน ข้างในกลัวว่าสิ่งที่จะเล่าถึง เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถ้าครูทราบแล้ว จะตำหนิ ยอมรับเลยค่ะว่าต้องใช้ความอดทนและความเข้มแข็งของใจอย่างมาก
รุ่งเช้าของวันที่ ๒๓ ตื่นขึ้นมาตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ ยืดเส้นยืดสายในที่นอน ลุกขึ้นก้มลงกราบ แล้วก็มาทำวัตร เช้านี้รู้สึกได้ถึงใจที่วุ่นวน หมุนอยู่กับนัดหมายค่ะครู การทำกิจวัตรดูจะไม่ค่อยเบาสบายนัก ใกล้ ๆ เวลานัดพี่แววโทรมา รู้สึกแปลกใจ จึงหยุดทบทวน
“ทำไมพี่แววต้องโทรมา”
ได้คำตอบให้ตนเองเบื้องต้นว่า
เพราะหนูมักจะสาย พี่เขาโทรมาเตือน เกิดนึกย้อนในตนเอง เหตุการณ์หลายครั้งแห่งการนัดหมาย ที่ใจหนูละเลย ไม่ค่อยให้ความสำคัญ อืม ไม่ใช่ตื่นสายนะคะ แต่.....หนูไม่ค่อยให้ความสำคัญ มักจะทำอย่างอื่นไปก่อน จนใกล้ ๆ เวลา หรือ ได้เวลาโน่นแหละ จึงค่อยเขยื่อนกายออกไป กว่าจะถึงที่นัดก็ล่าช้า เป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ กลับกลายเป็นนิสัย น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกโทรถาม (ความคิดแบบนี้ปรากฏขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นการตัดสินพี่ที่โทรมา ผิดศีลข้อ ๑ เพ่งโทษผู้อื่น)
พอขึ้นรถมีเพียงพี่แวว คนขับรถและหนู แต่ไม่มีผู้อำนวยการ แม้ใจจะอยากรู้ แต่ก็ไม่ถาม เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็น นั่งนิ่งทบทวนใจตนเอง เกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏพร้อมระลึกถึงคำถามที่ครูเคยเอ่ยไว้ว่า
“บางทีพี่ก็เคยถามตนเองว่า ฉันมายืนอยู่ที่นี่ทำไม ฉันมาที่นี่ทำไม ภาพของครูและหนูเดินในกระทรวงยามค่ำคืนย้อนเข้ามาในใจ”
ตามด้วยการพิจารณาว่า
“เช้านี้ได้เรียนรู้อะไร”
“ทำไมวันนั้ไม่สาย ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้มักจะสาย”
ทบทวนหาคำตอบ แล้วคำว่า “คนสำคัญ”
กระจ่างขึ้นในใจ คำอธิบายทะยอยตามมาว่า เพราะก่อนหน้านี้
“คิดเอาว่า ทุกคนคือคนสำคัญ แต่ไม่ได้ทำ”
เพราะหากให้ความสำคัญกับสิ่ง ๆ นั้น คน ๆ นั้น เราจะไม่ลืม ใจจะจดจ่อ หนูนึกย้อนเหมือนได้คำตอบ ละเลยในนัดหมาย ละเลยกับผู้คน เหตุการณ์เก่า ๆ ไหลวน เข้ามาอย่างรวดเร็ว อืม บางส่วนเหมือนไหลเข้ามา ณ ตอนพิจารณา แต่ตอนนี้มีหลายเรื่องที่ใจไม่ค่อยให้ความสำคัญเช่น การละเลยในกิจวัตร การละเลยในสิ่งต่าง ๆ เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่ใจไม่ให้ความสำคัญเช่นกัน
โอ้ ทุกสิ่ง ที่ใจไม่ให้ความสำคัญ มันละเลยทั้งหมด เมื่อก่อนนั้นเพียงเอาเหตุผลมากมายมาอธิบาย แก้ตัวเท่านั้น แต่แท้จริงคือ ไม่เห็นความสำคัญ
พอถึงสนามบิน เราถึงก่อนเวลา จึงเป็นโอกาสได้พูดคุยกับพี่แวว ถึงหน้าที่ ภาระงาน สถานการณ์ในหน่วยงาน เพราะหนึ่งปีที่ไม่อยู่ มีอะไรที่เกิดขึ้นมากมาย หนูเพียงรับรู้ รับทราบเป็นข้อมูล การได้ฟังทำให้ใจหนูระลึกว่า
“ทุก ๆ ที่มีปัญหา ที่ ๆ หนูไปอยู่มาก็มีเช่นกัน อยู่ที่ว่าเราจะจัดการอย่างไรกับปัญหาเท่านั้น”
ไม่นานได้ยินเสียงประกาศว่าเครื่องบินลงแล้ว เราจึงไปยืนรอ มีวิทยากรและพี่ ๆ มาประมาณห้าคน พอทุกคนขึ้นรถแล้ว พี่แววพาไปทานข้าวที่ร้านเอมโอช
ครูค่ะหนูไม่รู้จักใครสักคนเลย รู้สึกเก้อ ๆ กัง ๆ อยากจะช่วย อยากจะคุย แต่ก็ตื่น ไม่เป็นธรรมชาติ ดิ้นรนในตนเอง ขณะที่รู้สึกได้ว่า พี่แววเป็นธรรมชาติรู้งาน จึงพยายามประคองสติแล้วก็ทำหน้าที่ต่อไป แต่การมากับผู้ไม่คุ้นเคยก็เห็นใจที่บีบคั้นชัดเจนค่ะครู เห็นความเก้อ ๆ กัง ๆ เอ๋อ ๆ ได้ขำกันทั้งคัน
ก็ตอนทานข้าวเสร็จ
หนูเดินนำหน้าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจไปเปิดประตู้รถตู้ให้พี่ ๆ
แต่แล้วก็ ผิดคัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ รถมันคล้ายกัน แต่ไม่ใช่คันที่นั่งมาเพราะเป็นคันถัดไป เฮอะ ๆ เขินค่ะ แต่ก็เป็นสีสันของความซื่อ
พอมาถึงโรงแรมยังเช็คอินไม่ได้เพราะโรงแรมเต็มอยู่ จึงฝากกระเป๋าแล้วก็เข้าห้องประชุม ครานี้ได้โอกาสคุยกับพี่ท่านหนึ่ง ฟังท่านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการไปโกเอ็นก้า พอทราบว่าครั้งหนึ่งหนูเคยได้ไปเข้าคอร์ส เลยเหมือนท่านเจอเพื่อน
พอใกล้เวลาเริ่มประชุมหนูจึงขอตัวไปเตรียมงาน พองานประชุมเริ่มขึ้นหัวเรื่องเกี่ยวกับงานรังสีเทคนิคทางการแพทย์เป็นเรื่องที่หนูไม่เคยเรียนมาก่อน วิทยากรคนแรกท่านพูดเหมือนเป็นเรื่องเล่า การแก้ไขปัญหา แนวทางที่วางไปเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย ป้องกันการเกิดพิษจากรังสีในรูปแบบต่าง ๆ ฟังแล้วรู้สึกชื่นใจค่ะ หัวเรื่องถัดไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการทฤษฎีทางรังสี ยอมรับค่ะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วก็พักเที่ยง
บ่าย ๆ นั่งฟังต่อประมาณบ่ายสามออกมาที่บ้านพักกับพี่อ้อ เตรียมตัว ใจไม่อยากออกไปอีกค่ะ แต่ด้วยความรู้สึกว่ารับปากว่าจะช่วย แท้ที่จริงหนูก็ไม่ได้เต็มใจออกไปงานประมาทุ่มกว่า ๆ แต่พอถึงงานเลี้ยงก็สนุกครึกครื้นอยากร้องเพลงบ้าง แต่ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ หนูนั่งดู นั่งฟังเพลงอยู่นานจนโดนทักว่า
“พี่ติ๋วเงียบ ๆ ไปนะ ไม่เห็นเต้นสนุกสนานเหมือนครั้งก่อน”
เหมือนโดนจี้ถูกจุด จริง ๆ ก็อยากค่ะ ความอยากมันเต้นริก ๆ ดึก ๆ คนก็น้อย เหลือประมาณยี่สิบ ก็เลยลุกขึ้นมาเต้นสร้างสีสัน เหมือนที่เคลื่อนกายมาหน้าเวที ทุกคนลุ้น เชียร์ คึก เต้นสนุกค่ะ ความเป็นตัวตนฉายชัดในแง้ที่ต้องการความสนใจ ขณะเต้นอยู่ก็ระลึกถึงคำครูว่า
“ถ้าอยากเต้นก็เต้นได้ แต่ให้เต้นอย่างรู้ตัว”
พยายามประคองสติ แต่ก็ดูเหมือน หลง สติมีไม่มากนัก ดูจะคึก เหมือนโดนอำนาจฝ่ายชั่วในใจหลอกเพราะเต้นแล้วก็รู้สึกว่าหลง สติกระท่อนกระแท่น เหมือนเข้าร่องเดิม พอเดินกลับมาที่โต๊ะก็รู้สึกตัว แต่ก็พยายามอยู่กับมัน อยู่จนเลิกงานประมาณห้าทุ่ม ไป ๆ มา ๆ อยู่ต่อด้วยความคิดที่หลอกตนเองว่า อยู่เป็นเพื่อนพี่ แท้ที่จริงเปล่าเลย ข้างในนั่นแหละยังอยากไป แล้วใช้พี่มาอ้าง จากการไม่ได้เที่ยวผับมานาน หลายอย่างต่างไป หรือ อาจจะกลุ่มที่ไปด้วยต่างไป
ครูขาพอเดินเข้าไปถึง เห็นผู้หญิงนุ่งน้อย ห่มน้อย ยืนรูดเสา หนูรู้สึกตัวชา ทรุดลงนั่งโชฟาข้าง ๆ ประตูแบบไม่เดินต่อ เหมือนเป็นการมาผิดที่ผิดทาง ลมหายใจหนูเริมชัดขึ้น ความรู้สึกสลดสังเวชปรากฏขึ้นในใจ มองภาพนั้นแบบนิ่ง ๆ ทบทวนในตนเอง รู้สึกสลดเพราะอะไร แล้วก็แว๊บขึ้นมา
รู้สึกโชคดีที่เกิดมาไม่สวย โชคดีมาก ๆ ที่เกิดมาในอัตภาพนี้ แต่สุดท้ายก็ได้ไปนั่งแล้วทำหน้าไม่ถูก หนูได้แต่มอง พี่ ๆที่ไปด้วยกันก็ดูจะอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก มองไปรอบ ๆ ห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย วัยกลางคน หนูถามตนเอง “หนูมาทำอะไรที่นี่”
แล้วคนที่นั่งข้าง ๆ หนูก็ชวนคุย สัพเพเหระ ค่อนรู้สึกผ่อนคลายบ้าง นั่งอยู่ไม่นานก็เปลี่ยนห้อง อืมเปลี่ยนเป็นห้องที่เล่นดนตรีสด รู้สึกผ่อนคลาย เต้นสนุกสนาน แต่ไม่นานก็มีโชว์ นายแบบนางแบบ ทั้งคืนสลับกันแบบนี้ หนูไม่ดื่มเหล้า ระหว่างหยุดนั่งลงก็ถามตนเอง
“ได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่ มาที่นี่ทำไม”
ได้เรียนรู้ว่าชีวิตที่ผ่านมาที่ใช้ไปกับการเที่ยว อืมต้องบอกว่าชีวิตที่ใช้ไปกับการเที่ยว เป็นชีวิตที่เสี่ยง ประมาท แต่ก็ระลึกกับตนเองอย่างลงใจว่า โชคดีที่ได้เกิดมาในร่างกายนี้ ที่ล่ำ ๆ ขาโต๊ะสนุ๊ค ไม่ดึงดูเพศตรงข้าม ทำให้ปลอดภัย เพราะรูปกายนี้เหมือนมีระบบป้องกันในตนเองโดยธรรมชาติ หนูยอมรับค่ะครูค่ะ ว่าก่อนหน้านี้ กลุ้มใจ ไม่พอ ใจ ที่ขาไม่สวย หุ่นไม่บาง ไม่ขาว เหมือนสาว ๆ สวย ๆ ทั่วไป แต่มานึกทบทวน การมีรูปงาม ดึงดูดเพศตรงข้ามนั้น เป็นความเสี่ยง เป็นภัยลับ ที่พร้อมจะถูกทำร้าย มีเพศตรงข้ามมากมายที่แย่งชิงเพื่อให้ได้ครอบครองอัตภาพร่างกายแบบโลก ๆ ที่มองว่าสวยงาม สาว ๆ ที่ยืนโชว์ หรือเต้นเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนบนเวลา เขาสอนแบบสด ๆ ว่า “เธอเป็นผู้ด้อยโอกาสในการป้องกันตนเอง เพราะมีรูปกายที่ดึงดูด”
กว่าจะกลับคืนนั้นก็ดึกค่ะครู แท้ที่จริงหนูมีแรงพอจะปั่นบันทึกหาครูได้ แต่ความกลัวเมื่อระลึกว่า “ถ้าครูทราบ ครูจะสรรเสริญ หรือ ตำหนิ สิ่งที่ทำเป็นศีลหรือไม่เป็น ศีล เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ คำตอบที่ปรากฏขึ้นมารุนแรงจนใจขาดความอดทนที่จะพิจารณาต่อ จึงนอนพิจารณาจนหลับไปค่ะ