เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 มิถุนายน) ผมได้ไปเรียนหนังสือแล้วก็ทำธุระที่จังหวัดพิษณุโลก... ประมาณ 11.00 น. ผมกับเพื่อนได้ไปทำธุระแถวธนาคารกรุงไทย สาขาพิษณุโลก (แถว ๆ สถานีตำรวจ) ก็เห็นยายคนหนึ่ง แต่งตัวโทรม ๆ ขาด ๆ แกนั่งทำท่าเหมือนหมดอาลัยตายอยาก อ่อนแรง เหงา ๆ เศร้า ๆ อยู่บริเวณหน้าห้าง Top IT ผมกับเพื่อนก็เลยลงไปถามว่าเป็นอะไร จะไปไหน ยังไง ยายแกก็บอกว่าหิวข้าว เพิ่งออกจากโรงพยาบาลพุทธชินราชมาเมื่อตีห้า แล้วก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงที่นี่... ผมกับเพื่อนก็มองหน้ากัน เพราะระยะทางจากโรงพยาบาลพุทธชินราชถึงที่นี่มันไม่ใช่ใกล้ ๆ ยิ่งสำหรับคนแก่วัยขนาดนี้ที่กำลังป่วยด้วย คงเป็นอะไรที่ไกลมาก ๆ ผมก็เลยถามแกว่าป่วยเป็นอะไร แกบอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมแล้วก็ต้อกระจก... ผมก็นึกในใจว่า คนแก่ป่วยหนักขนาดนี้ เดินแทบไม่ไหวต้องมีไม้เท้าคอยช่วย แล้วโรงพยาบาลปล่อยออกมาได้ยังไงตอนตีห้า ใจดำจัง... เคืองหมอเหมือนกัน
ผมกับเพื่อนก็เลยพยุงแกขึ้นรถบอกว่าจะพาไปทานข้าว แล้วก็จะพาไปส่งที่ศูนย์ขนส่ง ผมถามว่าบ้านแกอยู่ไหน แกก็บอกว่าอยู่ที่อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เพื่อนผมก็ขับรถไปจนถึงร้านข้าวที่ศูนย์ขนส่งแกก็สั่งก๋วยเตี๋ยวมาชามหนึ่ง กินได้ประมาณสองสามคำก็ไม่กินบอกว่าจะอ้วก เพื่อนผมก็เลยไปซื้อนมมาให้ 2 กล่อง... แต่ตอนนั้นยอมรับว่าผมเริ่มรู้สึกไม่ดี เพราะถามหลักฐานบัตรประชาชนก็ไม่มี บัตรทองก็ไม่มี ไม่มีซักอย่าง แกบอกว่าโรงพยาบาลไม่ได้ให้อะไรมาเลย... ผมเลยถามชื่อ นามสกุลแก แล้วโทรศัพท์ไปเช็คกับทางโรงพยาบาลว่าคนไข้ชื่อนี้ ได้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจริงหรือไม่ คำตอบที่ได้รับคือ ได้เข้ามารักษาจริง แต่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนแล้ว และไม่ได้นอนที่โรงพยาบาลด้วย...???... ผมเลยไปถามแกว่า โรงพยาบาลบอกว่าอย่างนี้ ๆ ๆ แกอึ้งไปแล้วก็บอกว่า มาตั้งแต่วันที่ 10 จริง แต่ไม่มีค่ารถกลับบ้าน ต้องอาศัยที่ศาลาพักญาติ ขอข้าว ขอเงินของคนที่มาโรงพยาบาลกินไปวัน ๆ... ผมก็คิดว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้นะ เพราะคนมันไม่มีเงิน แล้วตอนแกบอกว่าออกมาจากโรงพยาบาลตอนตีห้า แกก็ไม่ได้บอกว่าไปรักษามาซักหน่อย ผมกับเพื่อนอาจจะเข้าใจผิดไปเอง อ่ะ ก็ไม่เป็นไร...
ผมก็เลยอำแกว่า ผมถามหมอแล้ว หมอบอกว่ายายไม่ได้เป็นอะไรเลย ปกติทุกอย่าง แกสะดุ้งเลยนะ แล้วก็บอกว่า มะเร็งเต้านมน่ะแกแค่สงสัย หมอยังไม่ได้บอก ส่วนตาก็มีอาการเคืองหน่อย ๆ แกก็เลยสงสัยว่าจะเป็นต้อกระจก หมอไม่ได้บอกเหมือนกัน... ?!?!?!... สงสัยแกจบแพทย์มาอีกทางหนึ่ง รู้ก่อนหมอด้วย...
ผมตัดสินใจโทรไปที่ อบต. ปากทาง อ.สากเหล็ก เพื่อขอเบอร์ของสมาชิก อบต. หรือเบอร์ของผู้ใหญ่บ้านที่ยายอาศัยมา พอได้เบอร์ผมก็โทรไปสอบถามรายละเอียด แกก็บอกว่าไม่น่าจะใช่ที่ยายบอกว่าไปอยู่พิษณุโลกตั้ง 10 วัน เพราะสองสามวันก่อน ก็ยังเห็นแกอยู่แถวนี้อยู่เลย แล้วก็ยังบอกแถมมาด้วยว่า อยู่ห่าง ๆ แกไว้ละกัน อย่าไปเชื่ออะไรแกมาก ฟังแล้วก็ดูแปลก ๆ... ผมเลยถามต่อว่า แกบอกว่าอยู่กับหลานสองคน บ้านยากจน ไม่มีอะไรจะกิน จริงหรือเปล่า ผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่าอยู่สองคนกับหลานจริง แต่แยกบ้านออกมาอยู่โดยที่ลูกหลานคนอื่น ๆ ก็อยู่บริเวณเดียวกันนั่นแหละ บ้านแกก็เป็นบ้านปูนชั้นเดียว แข็งแรงดี... ผมก็กลับมาบอกแกว่า ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าอย่างนี้ แกก็อ้อมแอ้มบอกว่าก็จริง แต่แกไม่มีอะไรจะกินจริง ๆ แล้วยังบอกให้ผมช่วยหลานแกด้วย ผมก็เลยโทรไปที่โรงเรียนบ้านปากทางอีก เพื่อที่จะสอบถามข้อมูลของหลานแก แต่บังเอิญเป็นวันอาทิตย์เลยไม่มีคนรับสาย ก็ตั้งใจว่าจะโทรไปใหม่วันจันทร์
พอกินข้าวเสร็จก็จะพาแกไปขึ้นรถ แกก็บอกว่าจะกลับรถไฟ... อ้าว เวรกรรม ก็ตะกี้เพิ่งรับมาจากแถวสถานีรถไฟก็ไม่เห็นแกว่าอะไร ก็เลยต้องกลับมาส่งแกที่สถานีรถไฟอีก ตอนไปรับตั๋วยายแกก็ยืนห่าง ๆ ผม พนักงานขายก็มองผมแปลก ๆ พอได้ตั๋วแล้วผมก็พาแกไปนั่งแล้วก็บอกว่าคงอยู่ส่งไม่ได้นะ เพราะมีธุระต้องไปทำต่อ แล้วก็ให้เบอร์โทรไว้พร้อมสั่งว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรหาด้วย บอกหลานโทรมาก็ได้ จะหาทางช่วยเหลือเรื่องเรียน เรื่องเงิน แล้วผมกับเพื่อนก็ให้เงินไปสามร้อย (จริง ๆ ช่วงนี้ก็ไม่มีกินเหมือนกัน แหะ ๆ)... ตอนกลับผ่านช่องขายตั๋ว พนักงานขายกวักมือเรียกผมเข้าไปแล้วก็บอกว่า พี่ให้เงินแกไปเท่าไหร่ ผมก็นึกในใจว่า รู้ได้ยังไงว่าผมให้เงิน... เหมือนเขาจะรู้ความคิดผมนะ เขาเลยบอกว่า ยายคนนี้แกมาทุกวัน บางวันก็มา 5-6 คน เด็กก็มี ผู้ใหญ่ก็มี บางวันขากลับมีรถเก๋งมาส่ง (เหมือนที่ควาย 2 ตัวทำวันนี้) เมื่อวานก็มีผู้ชายมาส่งแล้วก็ให้เงินไปพันหนึ่ง บางวันตอนเย็นเอาเงินเหรียญมาแลกเป็นพัน ที่เป็นธนบัตรอีกเยอะเลย... สรุปว่าแกมา “ขอทาน” นั่นแหละครับ
ผมฟังแล้วเจ็บจี๊ดที่ใจขึ้นมาเลย หันไปดูยายก็ไม่เห็นแล้ว สงสัยรีบเผ่นตอนพนักงานขายตั๋วเรียกผมไปคุย... นี่ยายเห็นความปรารถนาดีของผมกับเพื่อนเป็นเรื่องล่อเล่น เป็นเรื่องสนุกเหรอ? จริงอยู่แกอาจจะทำเพื่อปากเพื่อท้อง แต่แกก็ไม่ควรไปเบียดเบียนคนอื่นแบบนี้ แกทำให้ผมหมดศรัทธาในการช่วยเหลือคนในลักษณะนี้อีก จริงอยู่ที่แกไม่เคยขอเงินผม ผมกับเพื่อนเป็นฝ่ายลงไปถามแก เป็นฝ่ายให้แกเอง แต่ทำไมแกต้องโกหกจนผมกับเพื่อนหัวหมุน เสียเงิน เสียเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง... ผมได้อ่านบันทึกของคุณปอมเรื่อง “ทำอย่างไรเมื่อคนดีท้อแท้” ผมก็ยอมรับเลยว่า ตอนนี้ผมก็กำลังท้อแท้กับการทำดีเหมือนกัน และผมกับเพื่อนก็สัญญากันไว้แล้วว่า ถ้าเจอคนมาขอความช่วยเหลือในลักษณะนี้จะไม่มีทางให้อีก ให้เขาไปหาคนอื่นก็แล้วกัน จะบาปก็ยอม... จริงอยู่ที่ว่าถ้าผมไม่ไปสืบ ไม่โทรถาม ก็คงจะไม่รู้อะไรเยอะแบบนี้แล้วก็คงจะสบายใจ แต่ที่ทำก็เพื่อให้รู้ข้อมูลที่แน่ชัดจะได้หาทางช่วยเหลือในระยะยาวต่อไป ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้
ขอเตือนทุกท่านไว้ด้วยนะครับ เราทำดีไปด้วยใจบริสุทธิ์ แต่มันเหมือนเป็นการส่งเสริมให้มีการหลอกลวงลักษณะนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ... ยังไงก็แล้วแต่วิจารณญาณของทุกท่าน... ขอความสุข ความโชคดีจงบังเกิดแด่ทุกท่านครับ
“พัฒนากรดอย”
* เพิ่มเติมครับ*
ผมได้โทรไปสอบถามโรงเรียนแล้ว เขาบอกว่าได้เรียกเด็กคนนี้มาสอบถาม เด็กได้สารภาพว่าได้เคยเที่ยวขอเงินจริง แต่หลายเดือนมาแล้ว แต่ที่ยายทำในครั้งนี้เด็กไม่รู้เรื่องจริง ๆ... อาจารย์ยังได้บอกอีกว่า เมื่อปีก่อนครอบครัวนี้ก็เคยเกิดกรณีแบบนี้มาแล้ว และอาจารย์ก็ได้ไปเยี่ยมบ้าน พบว่ามีฐานะดีพอใช้ และก็พยายามช่วยโดยจะทำเรื่องไปกรมประชาสงเคราะห์ แต่เด็กกับผู้ปกครองไม่ยินยอม เลยทำอะไรไม่ได้ แต่คราวนี้คงจะต้องไปคุยให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะมันเสื่อมเสียมาถึงโรงเรียน และจะไปเยี่ยมบ้านตอนเย็น (23 มิ.ย.) นี้ครับผม... ไม่รู้ผลจะเป็นยังไง ไม่อยากติดตามละครับ เหนื่อย แหะ ๆ...