จากประตูน้ำเราเดินต่อไปยังสามเหลี่ยมดินแดง ไปดูอาคารต่างๆ ที่ถูกเผา ดิฉันสังเกตเห็นว่า ร้าน 7-11 ถูกเผามากเป็นพิเศษ เห็นหลายแห่งทีเดียว บางร้านถูกปล้นก่อน แล้วมาเผาในวันหลัง ถึงตอนนี้ค่ำแล้ว ดิฉันเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็คงยังเดินไปข้างหน้า เราจึงหยุดดูโรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค ซึ่งเป็นโรงแรมหนึ่งซึ่งเจ้าของโรงแรมใช้วิธีปักธงแดงบนยอดตึก เพื่อเอาตัวรอดไว้ก่อน ไม่ให้เสื้อแดงเข้ามาเผา ถึงกระนั้น โรงแรมก็ยังถูกเผาบางส่วน หลังจากนั้น คุณม.หยุดที่วินมอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่ง มองหาเพื่อนที่เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อที่จะถามไถ่เหตุการณ์เรื่องราวในบริเวณนี้ เพราะน่าจะเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี แต่บังเอิญไม่พบเพื่อน จากนั้นเราก็เดินหน้าต่อไป ตรงไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
บริเวณห้างเซ็นเตอร์วันถูกเผาพินาศทั้งหมด กลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นอาหารบูดเน่ารุนแรง เพราะชั้นล่างเป็นร้านอาหาร แต่ริมถนนยังคงเต็มไปด้วยแผงลอย สังกะสีถูกตีปิดพื้นที่ไฟไหม้หมดแล้ว แต่ซอยเลิศปัญญา ยังสามารถมองลึกเข้าไปเห็นความเสียหายจากไฟไหม้ได้ดี ซอยที่แคบทำให้เข้าใจว่า ทำไมรถดับเพลิงจึงเข้าไปได้ยากนัก ไม่ต้องนึกถึงความวุ่นวายโกลาหล และการปิดกั้นพื้นที่ของกลุ่มคนที่อยากเห็นความพินาศมากกว่านี้ เพราะหวังว่า ถ้าเผากันมากๆ แล้ว จะทำให้ UN นำกองกำลังต่างชาติเข้ามาแทรกแซงได้ เราต้องเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อดูความเสียหายของบริเวณ ทำให้ได้เห็นว่าความเสียหายของห้างนี้มีมากขนาดไหน และร้านหนังสือดอกหญ้าพินาศเป็นจุลอย่างไร เรายังรู้ว่า มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคก็ถูกไฟไหม้ด้วย หลังจากเพิ่งเช่าอาคารของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานได้ไม่นาน แต่ไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งของมูลนิธิ
เซ็นเตอร์วันไม่ใช่ห้างใหญ่ ภายในซอยแบ่งเป็นร้านเล็กๆ จำนวนมาก ร้านเหล่านี้มีพื้นที่แต่ละล็อคไม่ใหญ่นัก เพียงขนาด 4 คูณ 4 เมตร ถึงกระนั้น แต่ละร้านก็ยังมักแบ่งให้คนอื่นเช่าช่วง ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ หรือกระทั่งแบ่งเป็นสี่ส่วน การเช่าช่วงก็ยังแบ่งซอยออกไปเป็นตามช่วงเวลา กลางวันและกลางคืนอีกด้วย เพราะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นจุดต่อรถสารพัดชนิด ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า และรถตู้ จึงขายกันถึงเที่ยงคืน ร้านค้าย่อยๆ เหล่านี้จึงเป็นของคนชั้นกลางระดับล่างและระดับกลางเท่านั้น ไม่ใช่ร้านของคนชั้นกลางระดับสูงหรือคนชั้นสูง เหมือนเซ็นทรัลเวิลด์ หรือ ห้างเกสร การเผาห้างเล็กๆ อย่างเซ็นเตอร์วัน จึงทำให้ธุรกิจของคนนับพันครอบครัวถูกเผาวินาศไปด้วย คนจำนวนมาก ชีวิตไม่ได้เหลือแค่ศูนย์ แต่ยังติดลบ มีหนี้สินจำนวนมาก และไม่รู้จะเริ่มชีวิตใหม่ได้อย่างไร
ดิฉันเริ่มลากขาไม่ออก ความกระฉับกระเฉงที่จะเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คนพลอยหมดไปด้วย แต่ความรู้สึกสงสารยังคงมีท่วมท้น จุดสุดท้ายที่คุณม.ชวนดิฉันไปดู ก็คือ มุมหนึ่งของอนุสาวรีย์ชัยฯ ร้านก๊วยเตี๋ยวเรือพระนคร ที่ถูกเผาไปจนหมดสิ้น ภาพความหลังเมือ 40 ปีก่อน เมื่อมากินก๊วยเตี๋ยวเรือที่นี่กับเพื่อนๆ นักเรียนปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนั้น แต่ละร้านลอยเรือกันขายก๊วยเตี๋ยวชามเล็กๆ ชามละ 50 สตางค์ รสชาดจัดจ้าน ต้องกินสองสามชามขึ้นไปจึงอิ่ม ยาวนานนักกว่าเขาจะสะสมทุนรอนยกเรือขึ้นเป็นร้าน น่าสะท้อนใจมาก
คืนนั้นดิฉันกลับถึงบ้าน สี่ทุ่ม หักเวลาเดินทางออก นับเวลาเดินเท้าสำรวจจริงๆ ประมาณ 6-7 ชั่วโมง กลับมาแล้วก็อดมานั่งดูแผนที่ ดูเส้นทางต่างๆ ที่ผ่านไป และคำนึงถึงเรื่องราวหนักสมองที่ผ่านมาทั้งวันไม่ได้ ใจก็ยังค้างอยู่เรื่องเส้นทางถนนพระรามสี่ จากสามย่านถึงคลองเตย ที่วันนี้ไม่สามารถไปสำรวจได้ ทำให้ต้องเข้าไปนั่งค้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดถนนเหล่านี้ รวมทั้งหาว่า แฟลต 14ชั้นที่น้องที่คนพบในงานวิสาขบูชา อยู่ตรงไหนของลุมพินี-บ่อนไก่ และอ่านโน่นนี่ไปจนถึงเวลาตีห้า ตกใจตนเอง ที่เวลาเหมือนเคลื่อนไปเร็วเหลือเกิน จึงเข้านอนตอนรุ่งสางนี้เอง
9 มิถุนายน 2553
ตอนสายวันนี้น้องอีกคนโทรมาหาเรื่องธุรการงาน น้องคนนี้ชื่อคุณพ. คุณพ.แวะมาหาที่บ้าน เราออกไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน ดิฉันเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ได้เล่ามานี้ให้เธอฟัง เธอเคยอยู่บ่อนไก่มาก่อน และเดี๋ยวนี้ก็ยังมีญาติหลายคนอยู่ที่นั่น ทั้งยังยินดีที่จะพาดิฉันไปสำรวจพื้นที่ส่วนนี้อีกด้วย แต่ดิฉันนึกภาพพื้นที่ไม่ออก เธอจึงเขียนแผนที่แสดงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ดิฉันดู รวมถึงอธิบายความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่คลองเตยด้วย เธอเล่าเรื่องชุมชนแออัดที่อยู่ในระหว่างแฟลตของบ่อนไก่ ชุมชนเหล่านี้นิยมชมชอบเสื้อแดง เปิดพีทีวีดูกันทั้งชุมชนก็ว่าได้ แต่ถึงกระนั้นคนในชุมชนเหล่านี้ก็มักไม่นำเอาเรื่องมาก่อความเดือดร้อนภายในชุมชน คนที่มาก่อความเดือดร้อนให้ทึ่นี่มาจากคลองเตยเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเทียบกัน คนชุมชนคลองเตยเกเรมากกว่า และมีถนนซอกซอยที่เชื่อมไปมาถึงกันระหว่างคนชุมชนบ่อนไก่กับชุมชนคลองเตย เราจึงตกลงกันไว้คร่าวๆ แต่ค่อยนัดหมายกันอีกครั้ง เพราะดิฉันอยากนัดพบน้องคนที่พบในงานวิสาขบูชาด้วย อยากเอาหนังสือธรรมะไปให้เธอ อยากไปดูร้านเธอ ไปคุยถึงวิถีชีวิตของเธอและเพื่อนๆ ของเธอที่อาคารสินธรด้วย เพราะเธอก็เคยรับปากไว้เหมือนกัน
10 มิถุนายน 2553
วันนี้ดิฉันต้องไปต่อใบขับขี่รถยนต์ เพราะครบ 5 ปี ต้องไปต่อทีหนึ่ง กรมการขนส่งทางบกอยู่ตรงข้ามกับตลาดนัดสวนจตุจักร จึงแวะเข้าไป กะไปหาซื้อรองเท้าที่ใส่สบายสักหน่อย พอไปเดินลุยได้ เพราะยังมีเรื่องต้องไปเดินลุยอีกหลายงาน วันนี้ไปกับเพื่อนชื่อคุณล. คุณล.มีญาติอยู่ใกล้ๆ สามย่าน แถวถนนพระรามสี่ ซึ่งเป็นจุดที่เกือบถูกเผาเหมือนกัน เธอเล่าว่า พวกเสื้อแดงเตรียมมาเผาตึกบริเวณปากซอยญาติเธอ ชาวบ้านก็เตรียมน้ำ เตรียมถังดับเพลิงสกัดไฟ พวกเสื้อแดงจึงยิงขู่ ไม่ให้ชาวบ้านออกจากบ้าน แต่หลังจากนั้น ก็กลับฮือไปเผาธนาคารกรุงเทพฯในละแวกใกล้ๆ กันแทน บ้านญาติเธอจึงรอดมาได้
ที่ห้างสรรพสินค้า เจเจมอล์ ใกล้ๆ กับสวนจตุจักร ดิฉันไปเดินหาซื้อรองเท้า คุณล.ไปหยุดซื้อกางเกงจากร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง เป็นเสื้อผ้าแบบไทยๆ พื้นบ้านๆ ใส่สบายๆ เราคุยกับคนขายเรื่องเสื้อแดงเล็กน้อย ดิฉันถามว่าเธอรู้สึกอย่างไร เธอว่า เธอรู้สึกกลัว เพราะจตุจักรก็อยุ่ใกล้ลาดพร้าว ซึ่งเป็นรังใหญ่ของเสื้อแดงรังหนึ่ง เธอกลัวเพราะละแวกนี้ไม่มีทหารคุ้มกัน กลัวจะถูกบุกเผาไปด้วย ซึ่งถ้าถูกเผาก็จะถึงสิ้นเนื้อประดาตัวเหมือนกัน ตอนที่เห็นเขาเผาๆ กัน เธอจึงมาขนสินค้ากลับบ้านเพื่อปลอดภัยไว้ก่อน ความจริงเธอไม่ใช่คนสนใจการเมือง แต่เพราะภัยที่อาจถึงตัว ทำให้เธอต้องสนใจ ซึ่งเมื่อสนใจ เธอก็พยายามติดตามทุกฝ่าย เพราะอยากรู้เช่นกันว่าอะไรเป็นอะไร และทำให้เธอไม่อาจยอมรับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้ เพราะเธอรู้สึกว่า พวกเขาโกหกกันเป็นไฟ และยังชอบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีกด้วย พอถึงตอนจ่ายเงิน น้องคนนี้จึงเล่าเรื่องแบงก์ร้อยที่มีตราประทับว่า พระเจ้าตากกลับชาติมาเกิดเป็นทักษิณให้ฟัง เธอว่ามีคนได้รับมาเหมือนกัน ดังนั้น เวลาเรารับเงินทอนให้ระวังด้วย เราต่างจึงต้องเปิดกระเป๋าดูกันเป็นการใหญ่ ว่ามีใครเผลอรับธนบัตรแบบนั้นเข้ามาบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มี
11 มิถุนายน 2553
ดิฉันชวนพี่สาว ไปถ่ายรูปชีวิตผู้คนย่านสยามฯ ราชประสงค์ และอนุสาวรีย์ชัยฯ เราไปถึงที่นั่นกันตอนสายๆ แต่ร้านค้าเต้นท์ขาวที่สยามซอย 4 ยังตั้งร้านไม่เสร็จ เลยไปถ่ายรูปกันแถวโรงหนังสยามที่ถูกไฟไหม้กันก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ภาพที่ได้จะเป็นภาพจากมุมสูง เพราะภาพในเชิงระนาบถูกตีปิดด้วยสังกะสีหมดแล้ว พี่สาวเอากล้องมา 2 อัน อันหนึ่งให้ดิฉันหัดถ่ายไปด้วย ดิฉันพาเธอเดินบนทางเดินเชื่อม ถ่ายรูปจากมุมสูงไปเรื่อยๆ จากสยามไปวัดปทุมวนาราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จึงรู้ว่า การเดินไปถ่ายรูปไป ก็ใช้เวลาเหมือนกัน ตกลงยังไม่ได้ภาพชุมชนใหญ่น้อยในละแวกนี้ เพราะดิฉันยังเดินหลงไปหลงมาอยู่ และรู้สึกเหนื่อยมาจากหลายวันที่ผ่านมา หลังกินข้าวเที่ยง เราจึงเดินทางกลับ
12 มิถุนายน 2553
วันนี้ไปทำธุระหลายๆ อย่างที่ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ โดยธุระอย่างหนึ่งก็คือ มาซื้อร่มขนาดเล็กให้พี่สาว ซึ่งต้องรีบซื้อเพราะรู้ว่ามีขายในงานเฉพาะกิจ ที่ห้างเดอะมอลล์ฯ จัดงานเยียวยาร้านค้าที่รับผลกระทบจากการชุมนุมถึงวันอาทิตย์ที่ 13 นี้เท่านั้น ดิฉันไม่ได้เดินคุยหลายร้าน เพราะต้องตรงไปตรงกลับ แต่ร้านขายร่มนี้ เดิมเป็นร้านที่เคยขายในเซ็นทรัลเวิลด์ และถูกไฟไหม้ จึงต้องเร่ร่อนเป็นสัมภเวสี ที่ไหนมีงานก็ไปขายที่นั่น เธออาศัยขายราคาถูกได้ เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ และต้องเร่งขายให้ได้มากๆ เพื่อหารายได้มาเป็นทุนหมุนเวียน พอรู้ว่าเธอเป็นคนที่เดือดร้อนจริง มาจากเซ็นทรัลเวิลด์ จึงถามไถ่ความเป็นมาเป็นไป ปรากฏว่า ร้านของเธอถูกเผาหมด สินค้านำออกมาไม่ได้เลย ที่เห็นวางขายอยู่นี้ เป็นการซื้อสินค้าใหม่มาขายทั้งสิ้น เฉพาะสินค้าในร้านหมดไป 6 แสนกว่าบาท เธอบอกว่าไม่ได้เอาอะไรออกมาเลย เพราะไม่คิดว่าเขาจะเผา ดิฉันถามเธอถึง ความช่วยเหลือที่ได้จากรัฐบาล เธอบอกว่า เธอเพิ่งได้มาหมื่นเดียว ที่บอกจะให้ 5 หมื่นนั้น เพิ่งได้มาแค่นี้เท่านั้น
ดิฉันจึงเล่าเรื่องสยามซอย 4 ว่าเขาได้กันคนละ 5 หมื่น เธอว่า อาจจะต่างสถานที่กัน ผ่านมือตัวกลางต่างกัน เธอจึงได้รับแค่นี้ “เขาบอกว่าเอาไปเฉพาะหน้าแค่นี้ก่อน แต่หนูยังไม่ได้ไปตามเรื่องอีกเลย ตอนนี้มีที่ไหนเขาเปิดให้ขาย ก็ต้องรีบมาขายของก่อน ถ้ามัวแต่ไปตามเรื่องเงินช่วย ก็ไม่ได้ขายของ ก็ขาดเงินหมุนเวียนอีก” ดิฉันจึงได้รู้ว่า เรื่องต่างๆ นั้น แต่ละจุด มีรายละเอียดของมัน เราไม่อาจเหมารวมได้เลย และคนที่เดือดร้อนต่างก็กระจายตัวไปหาหนทางเอาชีวิตรอดในที่ต่างๆ ซึ่งบางทีเพียงแต่เราถามไถ่เขา คนเหล่านี้เขาก็อาจมาอยู่ใกล้ๆ จนเราสามารถถามเองได้อยู่แล้ว มันสำคัญที่เรามีใจเปิดที่จะรับฟังเรื่องราวของพวกเขาหรือไม่เท่านั้น
---------------------------------------------
หมายเหตุ
บันทึกนี้เขียนขึ้นคร่าวๆ ไว้กันลืม เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับการเขียน “โศกนาฏกรรมในคิมหันตฤดู” สัปดาห์หน้าตั้งใจจะไปสำรวจเส้นถนนพระรามสี่ จากสามย่านถึงคลองเตย
------------------------------------------------------------------------------------------------