การสร้างแนวความคิดและเจตคติของบุคคล
การสร้างแนวความคิดและเจตคติของบุคคล
๑.๑ ปรัชญาในการดำรงชีวิตของบุคคล
การดำรงชีวิตของมนุษย์จำเป็นต้องมีหลักในการยึดถือและปฏิบัติ อาจจะเป็นหลักในทางปรัชญาหรือศาสนาก็ได้ เนื่องจากปรัชญาและศาสนามีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เราจึงควรพิจารณาความหมายของปรัชญาและศาสนาเสียก่อน
๑.๑.๑ ความหมายของ “ปรัชญา”
คำว่าปรัชญาเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ความรู้ และคำว่าปรัชญานี้เรานำมาใช้เป็นชื่อของวิชาประเภทหนึ่ง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Philosophy แปลว่าความรักในความรู้วิชาปรัชญาก็คือวิชาที่ว่าด้วยความคิดเห็นในปัญหาต่าง ๆ ที่ทุกคนยังสงสัยและปรารถนาที่จะรู้ร่วมกัน
ดังนั้นปรัชญาคือความคิดเห็นของแต่ละคนแต่ละกลุ่มที่ยังไม่มีการพิสูจน์หรือไม่ สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่วิชานี้จึงเป็นปรัชญาอยู่ต่อไป แต่ถ้าได้มีการพิสูจน์วิชาปรัชญานี้แขนงใดให้เห็นจริงแล้ว วิชานั้นเราไม่เรียกว่าเป็นปรัชญาอีกต่อไป เราเรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาที่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ หรือมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์จะต้องมีการพิสูจน์โดยผ่านการทดลองตามกระบวนการและได้ผลถูกต้องตรงกันทุกครั้ง
ความหมายของ “ศาสนา”
คำว่าศาสนาเป็นภาษาบาลีแปลว่าคำสอนตรงกับคำว่าศาสตร์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งก็แปลว่าคำสอนเช่นเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อรวมคำว่าศาสนากับชื่อของผู้เป็นศาสดา จึงมีความหมายว่าเป็นคำสอนของผู้นั้น เช่น พุทธ + ศาสนา ก็หมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า คริสต์ + ศาสนา ก็หมายถึงคำสอนของพระคริสต์ (พระเยซู) เป็นต้น ต่อมาคำว่าศาสนาเรามาใช้เรียกเป็นสถาบันแต่ก็ยังมีความหมายเหมือนเดิม คือคำสอน เพราะเรานำเอาคำว่าศาสนามาใช้เป็นสถาบันนั่นเอง
๑.๑.๒ ความสำคัญของปรัชญาต่อการดำรงชีวิตของบุคคล
นักปรัชญาชาวตะวันตกท่านหนึ่ง ได้แสดงทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่าคุณค่าของปรัชญาส่วนมากจะอยู่ในความไม่แน่นอนนั่นเอง คนที่ไม่รู้ปรัชญาเสียเลยย่อมผ่านชีวิตไปเหมือนกับถูกกักขังอยู่ภายในอคติอันเนื่องมาจากสามัญสำนึก จากความเชื่อประจำชาติ ประจำยุคจากความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นมาในสมองของเขา โดยที่เขาไม่ได้ใช้เหตุผลตกลงใจโดยเสรีแต่ประการใด คนประเภทนี้จะเห็นโลกเป็นสิ่งแน่นอนตายตัว อยู่ภายในขอบเขตจำกัดตามที่เห็น ๆ อยู่แจ่มแจ้งจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแก่เขาเกี่ยวกับวัตถุสามัญ ปัญหาอะไรที่แปลกหูแปลกตาเขาก็จะปัดทิ้งเสียอย่างเหยียดหยาม
ดังนั้น ถ้าจะมองสิ่งที่ปรัชญาให้กับผู้สนใจศึกษาในเชิงวัตถุแล้วละก็คงไม่มีปรัชญา
ได้แก่ อาหารทางปัญญาและจิตใจเท่านั้น ความรู้ที่ได้จากวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ยังไม่พอเพียงในการที่จะทำให้ชีวิตของมนุษย์มีความหมาย แต่ปรัชญาช่วยให้ชีวิตของมนุษย์มีความหมายขึ้น
๑.๑.๓ อิทธิพลของปรัชญาต่อการดำรงชีวิตของบุคคล
อิทธิพลของปรัชญาต่อการดำรงชีวิตของบุคคลสามารถอธิบายเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
๑. ปรัชญาช่วยสร้างโลกทัศน์ที่สมบูรณ์ให้กับมนุษย์
ปรัชญาช่วยสร้างโลกทัศน์ที่สมบูรณ์ให้กับมนุษย์ โลกทัศน์ในที่นี้ หมายถึง ทัศนะที่มีต่อโลกและชีวิต มนุษย์เราได้รับประสบการณ์จากด้านต่าง ๆ มากมาย วิชาการต่าง ๆ ที่เราศึกษามาก็มองโลกและชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ของตน เช่น ชีววิทยาก็ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตแตกต่างกันอย่างไร ชีวิตมีการเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างไร ฟิสิกส์ก็ศึกษาเกี่ยวกับสสาร พลังงาน และกฎเกณฑ์องค์ประกอบต่าง ๆ ของมัน จิตวิทยาก็ศึกษาเกี่ยวกับจิต อารมณ์ และสมอง เป็นต้น เปรียบได้ว่านักวิชาการแต่ละแขนงนั้น เป็นนักตัดไม้ที่สนใจแต่ต้นไม้เฉพาะของตน จึงมองไม่เห็นว่าป่าเป็นอย่างไร นักปรัชญาเปรียบเสมือนผู้ที่นั่งอยู่บนที่สูง สามารถมองเห็นป่าได้ทั้งป่าว่ามีรูปร่างแท้จริงเป็นอย่างไร ควรจะให้คนตัดไม้ตัดไม้ต้นไหนทิ้ง และเหลือต้นไม้ต้นไหนไว้ ดังนั้น นักปรัชญาจึงทำหน้าที่ช่วยเชื่อมโยงวิทยาการต่าง ๆ ของมนุษย์เข้าด้วยกัน ให้มนุษย์เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาการทั้งหลาย และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับวิทยาการเหล่านั้น เมื่อเขาเห็น “ป่าไม้ทั้งป่า” เขาก็จะมีทัศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่สมบูรณ์เป็นตัวเอง มีความคิดที่กว้างขวางขึ้น เพราะเข้าใจในระบบของโลกและชีวิต ไม่มองอะไรด้านเดียวแคบ ๆ หรือยึดแต่อารมณ์ เบอร์ทรันด์ รัสเซล กล่าวว่า คนเราตามสัญชาตญาณชอบขังตัวอยู่ภายในกรอบ ของผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัวและมิตรสหาย จะสนใจสิ่งอื่น ๆ หรือโลกภายนอกก็ต่อเมื่อมีอุปสรรคชีวิตแบบนี้มีแต่ความทุรนทุรายและใจแคบ ไม่เหมือนกับชีวิตแบบปรัชญาซึ่งสงบและเสรี โลกส่วนตัวแบบนี้เป็นโลกแคบท่ามกลางโลกกว้างใหญ่ทรงพลัง “ซึ่งไม่ช้าก็เร็วจะเหยียบย่ำโลกเห็นแก่ตัวลงเป็นจุณ” เพราะฉะนั้นการสร้างโลกทัศน์ที่สมบูรณ์จะช่วยให้มนุษย์อยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความหมายและมีศักดิ์ศรียิ่งขึ้น
๒. ปรัชญาช่วยวิพากษ์วิเคราะห์ภาษาและความคิดรวบยอด (Concept)
ปรัชญาช่วยวิพากษ์วิเคราะห์ภาษาและความคิดรวบยอด คือ ทุกวันนี้เราติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นการสื่อความหมายทางวิชาการหรือนันทนาการ เราติดต่อกันโดยทางคำพูดหรือข้อเขียนแทบทั้งนั้น เราปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมา นับตั้งแต่มีภาษาใช้ ในระยะแรก ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าใดเพราะคำที่มีอยู่น้อย แต่มาระยะหลัง ๆ นี้ ถ้อยคำภาษาที่ใช้มีมากยิ่งขึ้น และใช้ในความหมายที่ต่างกันมากมาย คำ ๆ เดียวอาจจะมีความหมายได้หลายอย่างเช่นคำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกใช้เป็นชื่อประเทศทั้งฝ่ายสังคมนิยมและฝ่านเสรีนิยม ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่า “ประชาธิปไตย” ใช้ในความหมายของตนนั้นถูกต้อง หรือความคิดเกี่ยวกับ “ความเสมอภาคทางการศึกษา” ก็มีความเห็นไม่ลงรอยกันนักในหมู่นักวิชาการศึกษา พวกหนึ่งเห็นว่าความเสมอภาคทางการศึกษาคือ การที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เล่าเรียนหนังสืออย่างเต็มกำลังความสามารถของตน โดยรัฐจัดการศึกษาภาคบังคับแบบให้เปล่าให้ ส่วนอีกพวกหนึ่งเห็นว่า แค่นี้ยังไม่พอ การที่จะมีความเสมอภาคทางการศึกษาได้นั้น รัฐยังจะต้องกระทำทุกวิถีทางให้โรงเรียนทั้งหลายมี คุณภาพทัดเทียมกัน และผู้เรียนสามารถเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปได้ตามกำลังปัญญาของตน ถ้าหากขาดกำลังทรัพย์ที่จะศึกษาต่อรัฐจะต้องช่วยสนับสนุน ถ้าเราปล่อยให้เป็นดังนี้เรื่อยไปเราจะสื่อความหมายกันไม่รู้เรื่อง ปัญหาที่ตามมาก็จะมีมากมายทั้งในด้านวิชาการต่าง ๆ และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของเรา ปรัชญาจึงช่วยทำหน้าที่วิพากษ์วิเคราะห์ภาษาและความคิดต่าง ๆ ให้กระจ่างชัดและมีความหมายที่แน่นอนยิ่งขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันในหมู่ผู้ใช้ภาษา นักปรัชญาจึงทำหน้าที่เสมือนช่างเครื่อง คอยช่วยเหลือผู้ใช้เครื่องยนต์ให้ใช้เครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากปัญหา
๓. ปรัชญาช่วงแสวงหาคุณค่าให้กับชีวิต
ปรัชญาช่วงแสวงหาคุณค่าให้กับชีวิต โลกเราทุกวันนี้วิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดี๋ยวนี้เราสามารถไปเยี่ยมเยียนดาวดวงอื่น ๆ ในจักรวาลได้ เดินทางไปประเทศซึ่งอยู่คนละซีกโลกได้ในเวลาช่วงวันเดียว มีสมองกลทำงานแทนเราได้และอื่น ๆ อีกมาก ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง ก็กำลังมีการโฆษณาชวนเชื่อเป็นการใหญ่ ระบบความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอยู่เสมอ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกปัจจุบันนี้ จำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องไม่หลงใหลคล้อยตามอะไรไปง่าย ๆ เราจะต้องรู้จักคิดด้วยตัวของเราเอง ไม่ด่วนตัดสินใจอะไรง่าย ๆ หรือหวังพึ่งพาคนอื่นให้ตัดสินใจแทนเรา พูดอีกอย่างก็คือ เราต้องรู้จักเลือกคุณค่าต่าง ๆ ในชีวิตของเราด้วยตนเองที่ใช้คำว่า “เลือก” ก็เพราะในชีวิตของเรา เราจะต้องเลือกระหว่างคุณค่าหนึ่งกับอีกคุณค่าหนึ่งอยู่เสมอ เช่น เราเลือกไปเดินเล่นในตอนเย็นแทนที่จะดู โทรทัศน์ที่บ้านนี่ก็แสดงว่า เราเห็นว่าการเดินเล่นมีคุณค่ามากกว่าการดูโทรทัศน์ในตอนเย็นวันนั้น การที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกกระทำการต่าง ๆ ในทุก ๆ วันนี่เอง เราจึงจำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่จะมาเป็นหลักยึดในการตัดสินใจเลือกปรัชญาช่วยเราได้ในเรื่องนี้ ปรัชญาอภิปรายปัญหาเรื่องคุณค่าและจุดหมายปลายทางของชีวิต ปรัชญาช่วยชี้นำให้เราสามารถกำหนดแนวทางในการตัดสินใจของเราได้ด้วยตนเอง ปรัชญาช่วยให้เราเข้าใจตัวเราได้ดีขึ้น และเป็นตัวของตัวเอง
๑.๑.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมทางศาสนากับปรัชญาในการดำรงชีวิต
ความเกี่ยวข้องกันระหว่างศาสนากับปรัชญานั้น ถ้าจะมองความเกี่ยวข้องกัน ระหว่างศาสนากับปรัชญาให้เห็นชัด เราก็ต้องมองไปที่จุดกำหนดและหน้าที่ของศาสนาและปรัชญา เมื่อเรามองในที่จุดนั้นแล้วก็สามารถที่จะแยกศาสนาและปรัชญาให้เด่นชัดขึ้น โดยสามารถแยกออกได้เป็น ๒ ทาง คือ
๑. ความเกี่ยวข้องทางกำเนิดศาสนากับปรัชญา
ความเกี่ยวข้องทางกำเนิดศาสนากับปรัชญาเกิดขึ้นมาในระยะใกล้ ๆ กัน ศาสนาเกิด
ก่อนปรัชญาข้อสังเกตเหตุผลในขณะที่มนุษย์มีความต้องการแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาชีวิต (ศาสนา) ปรัชญาก็เกิดตามมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในยุคที่มนุษย์นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ เช่น น้ำ ไฟ ลม (วรุณ อัคนี วายุ) เป็นที่พึ่งเพื่อแก้ปัญหาชีวิตนั้น มนุษย์ในยุคนั้นต้องสงสัยตามมาว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นอะไร ? มาจากไหน ? มีจริงไหม ? ความสงสัยมักจะเกิดตามมาเสมอหลังจากปฏิบัติตามหลักการทางศาสนาแล้ว เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้เราต้องมองย้อนไปในอดีต คือ ศึกษาประวัติศาสตร์ของศาสนาและปรัชญา ก็จะเกิดความเข้าใจได้กระจ่างขึ้นคลายความสงสัยได้
๒. ความเกี่ยวข้องทางหน้าที่
หน้าที่ของศาสนา คือ การแก้ปัญหาชีวิตหรือการปฏิบัติเพื่อความสุขของชีวิต ส่วนหน้าที่ของปรัชญา คือ ขจัดความสงสัย เผยความจริงที่คลุมเครือให้เปิดเผย ย่อมเป็นไปได้ว่าข้อความบางตอนในศาสนาชวนให้สงสัย เมื่อเนื้อหาของศาสนาชวนสงสัยก็ต้องมีการวิจารณ์ มีการแสดงความเห็น การแสดงความเห็นการวิจารณ์นั่นเองเป็นวิชาปรัชญา เพราะฉะนั้นศาสนาจึงมีความสัมพันธ์กับปรัชญาทางหน้าที่ ปรัชญาต้องคิดหาเหตุผลมาเปิดเผยว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นหรือทำไมจึงต้องสอนอย่างนี้ การคิดค้นหาเหตุผลดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการพิสูจน์ความจริงในศาสนานั่นเอง ถ้าปรัชญาทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม และปรัชญาทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพข้อเท็จจริงของศาสนาย่อมจะเปิดเผย
ในบทนี้จะได้กล่าวถึงหลักธรรมในการดำรงชีวิตได้แก่ คำสั่งสอน ขอให้ผู้ศึกษา สังเกตว่าสาระสำคัญของชีวิต คือ หลักปรัชญาและคำสอนทางศาสนา ปรัชญานั้นจะให้โลกทัศน์หรือประทีปส่องทางชีวิตของมนุษย์ ส่วนศาสนานั้นจะให้แนวทางประพฤติปฏิบัติ อันจะทำให้มนุษย์ได้รับความสุข ความสำเร็จในชีวิต
๑.๑.๕ หลักปรัชญาในการดำรงชีวิตที่ควรยึดถือปฏิบัติ
มนุษย์ทุกเพศทุกนามควรมุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของชีวิตคือ หลักปรัชญา และคำสอนทางศาสนา เพราะหลักปรัชญานั้นจะให้โลกทัศน์หรือประทีปส่องทางชีวิตของมนุษย์ ส่วนศาสนานั้นจะให้แนวทางปฏิบัติ อันจะทำให้มนุษย์ได้รับความสุขความสำเร็จในชีวิต
การดำรงชีวิตที่พึงประสงค์ โดยปกติมนุษย์มีแนวโน้มที่จะยึดถือหรือปฏิบัติตนสุด โด่งไปทางใดทางหนึ่งเสมอ อันเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมมนุษย์ตลอดมา ทั้งที่เป็นการขัดแย้งในทางความคิด และที่เป็นความขัดแย้งในการกระทำ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทางเลือกที่พึงประสงค์ของมนุษย์ คือ ทางผสมผสานกันขึ้นระหว่างความสุดโด่งนั้น หากต้องเป็นทางเลือกใหม่ที่ปราศจากธาตุแห่งความขัดแย้งทั้งมวลโดยสิ้นเชิง ได้แก่ ทางสายกลาง คือ มรรคซึ่งมีองค์ประกอบ 8 ประการ จำแนกได้ในตาราง ๑ ดังนี้
|
มรรคมีองค์ ๘
|
ไตรสิกขา
|
|
๑. สัมมาทิฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
|
ปัญญา
|
|
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
|
ศีล
|
|
๗. สัมมากัมมันตะ
๘. สัมมาวายามะ
|
สมาธิ
|
ตาราง ๑ แสดงเรื่องมรรคมีองค์ ๘ และมีไตรสิกขา ๓
การดำรงชีวิตที่พึงประสงค์หรือการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แท้จริงในทางพุทธปรัชญาจึงต้องให้สมบูรณ์ ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา
๑.๒ หลักธรรมพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ปัจจัย ๔ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้แก่ อาหาร ผ้านุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษา มีความสำคัญจำเป็น สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์มากฉันใด หลักธรรมพื้นฐานก็มีความสำคัญจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตมากฉันนั้น
๑.๒.๑ หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในครอบครัว
หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในครอบครัวจะอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้คือ
หลักธรรมของคู่ชีวิต
หลักธรรมของคู่ชีวิต ที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนเป็นพื้นฐานอัน มั่นคง
ที่จะทำให้อยู่ครองกันได้ยืนยาวเรียกว่า “สมชีวธรรม ๔ ”
สมชีวธรรม ๔ สมชีวธรรมมีข้อปฏิบัติ ๔ ประการ คือ
๑. สมสัทธา มีศรัทธาสมกัน เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชาและหลักการต่าง ๆ ตลอดแนวความสนใจอย่างเดียวกัน หนักแน่นเสมอกันหรือปรับเข้าหากันลงกันได้
๒. สมสีลา มีศีลสมกัน คือ ความประพฤติ ศีลธรรมจรรยา มารยาท พื้นฐาน การ
อบรม พอเหมาะพอสม สอดคล้องไปกันได้
๓. สมจาคา มีจาคะสมกันคือ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี มีใจกว้าง ความเสียสละ ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นพอกลมกลืนกันไม่ขัดแย้งบีบคั้นกัน
๔. สมปัญตา มีปัญญาสมกัน คือ รู้เหตุ รู้ผล เข้าใจกัน อย่างน้อยพูดกันรู้เรื่อง
หลักธรรมของครอบครัว
หลักธรรมของครอบครัวเพื่อให้การดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างดีมีความสุขเรียกว่า
“ฆราวาสธรรม ๔ ”
ฆราวาสธรรม ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการที่ครอบครัวพึงปฏิบัติ คือ
๑. สัจจะ หมายถึง สัตย์ซื่อต่อกัน
๒. ทมะ หมายถึง รู้จักข่มจิตตัวเอง
๓. ขันติ หมายถึง อดทน
๔. จาคะ หมายถึง สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน หรือคนที่ควรแบ่งให้
๑.๒.๒ หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
ในสังคม
หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมสามารถอธิบายแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
สามัคคีธรรม
ความหมาย สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีความคิด เห็นร่วมกันและมีความรักใคร่นับถือกันปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน จนทำหน้าที่ได้สำเร็จ เรียกว่า มีความสามัคคี
ความสามัคคีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ ๒ ประเด็นคือ การแสดงออกทางการทำงาน และความนึกคิดทางจิตใจ เพื่อสะดวกในการศึกษาเรื่องความสามัคคีแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ
๑. ความสามัคคีทางกาย หมายถึง การร่วมด้วยช่วยกันการใช้แรงกายทำกิจกรรมต่างๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ
๒. ความสามัคคีทางใจ หมายถึง การมีจิตใจที่จะกระทำสิ่งใดๆ ร่วมกันโดยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
การปลูกความสามัคคี
วิธีปลูกความสามัคคีหรือสมานสามัคคี ตามพุทธโอวาท ทรงสอนให้ยึดหลักธรรม ”สาราณียธรรม” หมายถึง ธรรมที่ควรพิจารณาอยู่เนื่อง ๆ เป็นข้อปฏิบัติเป็นแนวปฏิบัติที่ทำให้บุคคลและกลุ่มคนมีความเห็นพร้อมต้องกัน มีความสามัคคีกัน
สาราณียธรรม มีสาระที่สำคัญโดยย่อๆ ดังนี้คือ
๑. จะทำจะพูดจะคิดสิ่งใด ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิดสิ่งนั้น ด้วยเมตตาจิตต่อผู้อื่น
๒. รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น
๓. รักษาความประพฤติ กิริยามารยาทตลอดจนศีลธรรมวัฒนธรรมให้เสมอกับผู้อื่น
๔. มีความคิดเห็นร่วมกันกับคนอื่น
ประโยชน์ของความสามัคคี
๑. ความสุขใจ เพราะ ใจที่มีความรักใคร่นับถือเป็นอารมณ์ย่อมแช่มชื่นเบิกบาน
๒. ความสำเร็จในการดำรงชีวิต ชีวิตเรามีความสุขได้เพราะความสามัคคีของหมู่คณะ ดังพุทธภาษิตที่ตรัสสั่งสอนไว้ว่า “สุขา สังฆัสสะ สามัคคี” แปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่ทำให้เกิดสุข
โทษของการแตกสามัคคี
การแตกสามัคคีย่อมเป็นทางแห่งหายนะอย่างยิ่ง และเป็นทางแห่งความทุกข์ ระทมขมขื่นเป็นอันมาก ทุก ๆ สังคมถ้าแตกความสามัคคีกันแล้ว ความล่มจมตกต่ำก็จะเกิดขึ้น
ความกตัญญู
ความหมาย ความกตัญญู หมายถึง ความเป็นผู้รู้คุณที่คนอื่นทำให้แก่ตน และ ความกตัญญูนี้ คือ ความดีที่เป็นพื้นฐานของคนดี เมื่อคนดีมีความกตัญญูเป็นพื้นฐานแล้ว ความดีทั้งหลายก็ไหลไปอยู่กับคนดี เหมือนลำธารทุกสายไหลลงสู่แม่น้ำใหญ่ แต่คนดีที่คิดทำดีต่อและสนองดีตอบนั้น มีอยู่ ๒ จำพวก คือ
๑. คนดีแบบมีเงื่อนไข (คนดีไม่บริสุทธิ์ เห็นแก่ตัว)
๒. คนดีแบบไม่มีเงื่อนไข (คนดีบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทน)
ลักษณะความกตัญญู
ลักษณะความกตัญญูที่นักศึกษาจะต้องแสดงออกให้ปรากฏนั้นมีอยู่ ๓ ประเด็นที่ควร
ศึกษาคือ
๑. กตัญญูต่อบุคคล เช่น ลูกกตัญญู ศิษย์กตัญญู พลเมืองกตัญญู และ ศาสนิกชนมีความกตัญญู
๒. กตัญญูต่อสัตว์ สัตว์ทั้งหลายที่มีคุณต่อมนุษย์นั้นมี ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น ที่ใช้เป็นพาหนะ ลากซุง เทียมเกวียนและไถนา เป็นต้น คนกตัญญู ย่อมรู้คุณของสัตว์เหล่านี้
๓. กตัญญูต่อสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ บรรดาสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ตน หรือสิ่งที่ป้องกันภัยอันตรายได้ในเวลาอับจนมาแล้ว คนกตัญญูย่อมรู้สึกรักใคร่ไม่อยากให้ใครเอาไปได้หรือเอาไปทำลายเสีย บางทีถึงต้องเปล่งวาจาว่าสิ่งนี้คู่ชีวิตทีเดียว ตัวอย่างเช่น ไม้คานที่ใช้หาบของขาย เมื่อเจ้าตั้งตัวได้เป็นคนมั่งมีศรีสุขขึ้น คิดถึงคุณของไม้คานได้ เลี่ยมทองเก็บไว้ เป็นที่ระลึก เป็นต้น
ลักษณะของคนที่กตัญญูรู้คุณ ควรมีลักษณะดังนี้
๑. มีความซื่อสัตย์
๒. จงรัก และภักดี
๓. อ่อนน้อมถ่อมตน
๔. มีสติระลึกได้อยู่เสมอ
๕. ไม่ประทุษภัยต่อคน สัตว์ และสิ่งของ
๖. ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นผู้มีคุณ
&
สวัสดีคับ
ทำไม รายละเอียด ถึงมีแค่ครึ่งเดียวคับ
ขออีกครึ่งได้มั้ยคับ