ถนนที่คนเดินอยู่เป็นกิจวัตรเป็นถนนแห่งมายา เป็นเส้นทางแห่งกรอบวิธีคิดหรือถนนที่นำสังคมไปสู่ความเสื่อมโดยเราไม่รู้ตัว ไม่มีใครจงใจให้สังคมเดินไปทางนั้น แต่เราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนัก ว่าเรากำลังเดินไปสู่ความเสื่อม เพราะเราขาดเวลาสำหรับไตร่ตรองภาพใหญ่ ภาพระยะยาว ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหนแน่ ทางแห่งความสุขหรือทางแห่งความเสื่อม
          ถนนที่คนเดินอยู่เป็นกิจวัตรเป็นถนนแห่งมายา   เป็นเส้นทางแห่งกรอบวิธีคิดหรือถนนที่นำสังคมไปสู่ความเสื่อมโดยเราไม่รู้ตัว   ไม่มีใครจงใจให้สังคมเดินไปทางนั้น   แต่เราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนัก ว่าเรากำลังเดินไปสู่ความเสื่อม   เพราะเราขาดเวลาสำหรับไตร่ตรองภาพใหญ่ ภาพระยะยาว   ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหนแน่   ทางแห่งความสุขหรือทางแห่งความเสื่อม


          แนวคิดนี้ น่าจะใช้ได้ ต่อทั้งภาพใหญ่ คือทั้งโลกหรือทั้งประเทศ   และใช้ได้ต่อภาพเล็ก คือชีวิตของคนแต่ละคน 


          คนเราทุกคนควรมีเวลาไตร่ตรอง ว่าชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่นั้น จะนำเราไปสู่เป้าหมายระยะยาว ตามที่เราอยากให้เป็น หรือไม่


          เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือ ๒๕๓๘ ผมได้มีโอกาสชี้ประเด็นนี้ต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณ


          เป็นเวทีประชุมที่บรรยากาศไม่เหมาะสมเลยที่จะพูดเรื่องนี้กัน   เพราะเป็นบรรยากาศที่ทุกคนในที่ประชุมอยู่ในสภาพ “จิตไม่ว่าง”   แต่ผมจำเป็นต้องทำ เพราะความจวนตัว    ทำแบบสุนัขจนตรอก


          สภาพบรรยากาศของที่ประชุมชี้แจงงบประมาณต่อกรรมาธิการ เป็นบรรยากาศของกลุ่มผู้มีอำนาจไล่บี้หรือไล่ต้อนหัวหน้าหน่วยงานที่ไปชี้แจง   เป็นบรรยากาศของการช่วยเหลือพวกพ้องให้งบประมาณผ่าน   เป็นบรรยากาศของการจ้องหาผลประโยชน์ตนหรือพวกพ้องจากเงินงบประมาณ


          เมื่อผมเข้าไปชี้แจง ก็ถูกกล่าวหา ว่างบประมาณวิจัยของประเทศถูกนำไปใช้แบบไม่ก่อประโยชน์   และถามว่า สกว. จะเอาเงินไปทำวิจัยเรื่องอะไรบ้าง   ขอให้ระบุให้ชัดเจน เพื่อจะได้พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติงบประมาณในเรื่องนั้นๆ ได้


          ผมปิ๊งแว้บขึ้นมาว่า หากผมตอบคำถามนั้น   ก็เท่ากับผมเดินตามถนนที่กรรมาธิการท่านนั้นกำหนดให้เดิน   เป็นถนนที่เขารู้จักและคิดว่ามีเส้นเดียว   ซึ่งเป็นถนนที่ผมเชื่อว่านำไปสู่หายนะ   ผมต้อง “ตัดถนนใหม่” เพื่อใช้ในการตอบคำถามแบบไม่ตอบของผม


          ผมได้เรียนต่อที่ประชุมว่า ด้วยความเคารพต่อท่านผู้ถามและต่อคณะกรรมาธิการ ผมขอเรียนว่า สกว. ไม่ได้ใช้วิธีทำงานตามแนวที่ท่านถาม   เพราะถ้าทำเช่นนั้น ประเทศไทยก็ไม่ต้องมีหน่วยงานนี้ ที่ชื่อว่า สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)   ที่ต้องตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ทำหน้าที่จัดการ/สนับสนุน การวิจัยในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดผลดีต่อบ้านเมืองคุ้มค่าเงินลงทุนจากภาษีอากรของราษฎร    ดังนั้นเราจึงศึกษา คิด และทดลองแนวทางใหม่ๆ   ซึ่งในขณะนี้แนวทางของเราคือ ..... แล้วผมก็ร่ายยาววิธีการให้ทุนที่ไม่ใช่มีการกำหนดหัวข้อไว้ล่วงหน้า   แต่จะมีการปรึกษาหารือกับ “ผู้ใช้” และกับนักวิจัยที่มีความสามารถสูง สายตากว้างไกล   เพื่อร่วมกันกำหนดโจทย์ภาพใหญ่ และนำไปสู่ “ชุดโครงการวิจัย”   ตามที่ผมเขียนไว้แล้วในหนังสือ การบริหารงานวิจัย : แนวคิดจากประสบการณ์  


          “ถนนคนเดิน” หลายสายเป็น “ถนนแห่งมายา”   ชีวิตคนเรา ต้องมีสติ รู้ว่าตนกำลังเดินบนถนนเส้นไหน   และปลายทางของถนนเส้นนั้นคืออะไร   เป็นวัฒนะหรือหายนะ


          คำถามนี้ ใช้ได้กับองค์กร ประเทศ และโลก  


          การได้มีชีวิตศึกษาเรียนรู้ และร่วมลงมือปฏิบัติเพื่อ “ตัดถนน”   เป็นความสุขและสนุกอย่างยิ่ง


 
วิจารณ์ พานิช
๓๑ พ.ค. ๕๓
โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ แกลเลอเรีย มานิลา