Moral Hazard and Adverse Selection : A Big Problem of Insurance Industry

ฆ่าเพื่อหวังเงินประกัน
ตัดนิ้วเพื่อเคลมเงินประกัน
ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพเพื่อให้บริษัทประกันรับประกัน
ไม่แถลงข้อเท็จจริง แถลงข้อมูลเท็จหรือแถลงไม่หมด
ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงประกันทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และหลายครั้งมักเป็นพาดหัวข่าวให้เป็นที่น่าสนใจหลายครั้ง
หลายคนอาจจะคิดนะครับว่าใครจะยอมเสี่ยงติดคุกฆ่าคนอื่นเพื่อแลกกันเงินไม่เท่าไหร บางครั้งแค่หลักหมื่นถึงแสนบาทเท่านั้นเอง แต่ความคิดเหล่านี้ก็ถูกท้าทายจากข่าวที่ปรากฏในหลายครั้งเกี่ยวกับประเด็นฆ่าเพื่อหวังเอาเงินประกัน โดยหลายครั้งบุคคลคนที่ลงมือฆ่าหรือบงการฆ่านั้นก็คือบุคคลที่ใกล้ชิดหรือมีสายเลือดเดียวกับผู้เอาประกันด้วยซ้ำ ที่เคยเป็นข่าว เช่น ลูกฆ่าพ่อ แม่ฆ่าลูกที่พิการ สามีฆ่าภรรยา หรือภรรยาเป็นผู้บงการฆ่าสามี เพื่อหวังเอาเงินประกัน ฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าคนเราสมัยนี้ทำไมจิตใจช่างโหดร้ายยิ่งนัก ชีวิตคนหนึ่งคนกว่าจะได้เกิดมาลืมตาดูโลก กว่าจะเติบโตช่างยากลำบาก ดังนั้นเรียกได้ว่าค่าของชีวิตของคนๆหนึ่งไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ แต่คนเราก็ต้องการเอาชีวิตคนๆหนึ่งเพราะเขามีประกันชีวิตมูลค่าวงเงินไม่กี่หมื่นกี่แสนบาทเท่านั้น นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ผู้เอาประกันบางคนยังยอมสูญเสียอวัยวะสำคัญของตัวเองเพียงเพื่อหวังจะได้เงินประกัน โดยไม่สนว่าตนเองจะกลายเป็นคนพิการก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว บางรายที่ถูกบริษัทประกันปฏิเสธเพราะเจตนาจงใจทำร้ายตนเองเพื่อหวังเงินประกัน ซึ่งก็เคยปรากฏเป็นข่าวอย่างกรณีเสี่ยใหญ่ตัดนิ้วตัวเองโดยหวังเงินเคลมจำนวนสูงถึง 16 ล้านบาท
ทั้งหมดเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมคนเราถึงต้องยอมเสี่ยงเพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่งซึ่งบางครั้งดูเหมือนไม่คุ้มกันเลยกับการกระทำที่เสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางกฏหมาย ได้ไม่คุ้มเสีย
การกระทำดังกล่าวนั้นนอกจากผิดกฏหมายแล้วยังเป็นความผิดทางศีลธรรมอีกด้วยเพราะ การฆ่าผู้อื่น การทำร้ายตนเอง ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งตนเองและผู้อื่นอีกด้วย บุคคลที่คิดหรือตัดสินใจดังกล่าวนั้นถือว่าเป็น Moral Hazard หรือ”ภาวะภัยทางศีลธรรม” หรือ “อันตรายทางศีลธรรม” ที่น่ากลัวเพราะเจตนาของการกระทำนั้นมุ่งหวังเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเองโดยที่ผู้อื่นต้องเดือดร้อน ได้รับความเสียหายหรือเสียผลประโยชน์

Moral Hazard : A hidden action
Moral Hazard นั้น ตามพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๐ แปลความหมายว่าคือ “ภาวะภัยทางศีลธรรม”
หมายถึงภาวะหรือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเสี่ยงภัยสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการกระทำอันไม่สุจริตเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเอาประกันภัย เช่น ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ฆ่าผู้เอาประกันชีวิต เพื่อหวังได้รับเงินจากผู้รับประกันชีวิตหรือผู้เอาประกันอัคคีภัยเจตนาวางเพลิงเพื่อหวังเงินค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น
Moral Hazard จึงนับเป็นปฏิปักษ์ต่อแวดวงธุรกิจประกันอย่างยิ่ง เพราะการกระทำที่เกิดจาก Moral Hazard นั้นสร้างความเสียหายให้กับบริษัทผู้รับประกันละผู้เอาประกันคนอื่นที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการแสวงหาการประกัน ทั้งนี้เพราะผู้รับประกันที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของผู้เอาประกันนั้นเกิดจาก Moral Hazard หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ และหากมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เหตุการณ์ที่เกิดจาก Moral Hazard มากเข้า ก็จะทำให้บริษัทประกันเสียรายได้จนถึงภาวะขาดทุนได้หากสินไหมทดแทนนั้นมีวงเงินมูลค่าสูง ท้ายที่สุดบริษัทผู้รับประกันก็จำเป็นต้องเพิ่มเบี้ยหรือพูดง่ายๆว่าขึ้นราคาสินค้าเพราะต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากสินไหมเพิ่มขึ้น ไม่สามารถแบกรับกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ ผู้เอาประกันคนอื่นๆที่เจตนาบริสุทธิ์ก็เลยต้องรับเคราะห์ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้นตาม
แล้วผู้รับประกันจะป้องกัน Moral Hazard ของผู้เอาประกันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและลูกค้าคนอื่นๆ ก่อนที่จะไปพุดถึงเรื่องการป้องกัน เราต้องมาทำความเข้าใจกันกันครับ ว่าอะไรที่เป็นแรงจูงในให้ผู้เอาประกันเกิด Moral Hazard
อันที่จริง Moral Hazard ไม่ได้ใช้เฉพาะในแวดวงประกันเท่านั้นนะครับ ธุรกิจอื่นๆก็มีเรื่องของ Moral Hazard เช่นกัน การศึกษาของ McKinnon and Pill เกี่ยวกับการประกันเงินฝากของสถาบันการเงินที่ทำให้เกิดการบิดเบือน โดยเริ่มจากการตั้งข้อสังเกตุที่ว่าการเปิดตลาดสินเชื่อ (ทั้งในและนอกประเทศ) ให้เสรี มักจะตามมาด้วยการคาดคะเนผลกำไรจากการลงทุนจะอยู่ในเกณฑ์สูง ถ้าหากระบบสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อนั้นได้รับการประกันเงินฝาก การลงทุนในระบบที่มีการประกันเงินฝาก จะมีการลงทุนมากกว่าที่ควร และจะมีการกู้เงินมากกว่าที่ควร ผู้ที่ได้สินเชื่อแต่ละรายจะเลือกลงทุนในโครงการ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอีกด้วยเพราะคิดว่าการลงทุนที่ยิ่งมีความเสี่ยงสูงยิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง (High Risk, High Return) โดยลืมคิดไปว่าบางครั้งหากความเสี่ยงสูงเกินไปนอกจากจะไม่มีผลตอบแทนงามๆกลับมาแล้ว ยังอาจเสียเงินต้นที่ลงทุนไปอีกด้วย (High Risk, No Return) พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการลงทุนที่มี Moral Hazard แฝงอยู่คือก่อให้เกิดการลงทุนเกินควรในเชิงปริมาณแต่อย่างเดียวแต่ขาดคุณภาพ พูดง่ายๆคือพฤติกรรมหวังเก็งกำไรจากการลงทุนโดยเลินเล่อไม่ค่อยนึกถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เป็นจริง เพราะคิดว่าถึงอย่างไรเงินสินเชื่อดังกล่าวก็ได้ทำประกันเงินฝากไว้แล้ว ถึงเงินทุนหายไปก็ไม่เป็นไร และคิดแต่ว่านโยบายการเปิดสินเชื่อเสรีจะทำให้การลงทุนมีโอกาสกำไรสูง ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลให้ขาดทุนจากการลงทุนและไม่สามารถจ่ายเงินคืนแก่บริษัทผู้ให้สินเชื่อได้ในที่สุด
Moral Hazard ในธุรกิจประกันชีวิตนั้นถือว่าพบได้ค่อนข้างบ่อยทั้งที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหตุที่ใช้ในการเรียกร้องสินไหมนั้นมีสาเหตุมาจาก Moral Hazard และบางครั้งก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะการกระทำที่เกิดจาก Moral Hazard นั้นเป็นการกระทำที่แฝงเร้น ( Hidden Action) ไปด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นหลักฐานที่จะหลงเหลือให้ผู้รับประกันพิสูจน์หาสาเหตุจึงไม่ค่อยมีให้เห็นสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนจึงมักต้องจบลงด้วยการยอมจ่ายสินไหมทดแทนให้แก่เอาผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ แรงจูงใจที่มักก่อให้เกิด Moral Hazard ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ (Benefits) จากการทำประกันได้แก่
- ผู้เอาประกันซื้อวงเงินเอาประกันหรือวงเงินชดเชยรายวันหรืออุบัติเหตุสูง
- ผู้รับผลประโยชน์มีความขัดแย้งกับผู้เอาประกัน
- ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เอาประกันต้องการผลประโยชน์อย่างเร่งด่วน
- ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เอาประกันต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากเงินชดเชยจากบริษัทประกัน
- มีผู้เกี่ยวข้องคนอื่นที่ไม่มีส่วนได้เสียในการทำประกัน (Insurable interest) แต่มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์จากการทำประกัน เช่น ตัวแทนหรือนายทุนที่จ่ายเบี้ยประกันแทนผู้เอาประกัน
- ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประซื้อประกันไว้กับบริษัทประกันหลายแห่ง เมื่อรวมหลายๆแห่งแล้วมีเงินค่อนข้างสูง ซึ่งบางครั้งเป็นการจัดทำให้โดยผู้รับผลประโยชน์หรือมีนายทุนทำให้
- บางครั้งผู้เอาประกันสุจริตใจในการทำประกันในตอนแรก แต่เนื่องจากมีการทำประกันเพิ่มในตอนหลังแล้วปรากฏว่ามีวงเงินค่อนข้างสูง เมื่อเรียกร้องสินไหมเข้ามาแล้วเคยได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนที่งามพออาจทำให้ผู้เอาประกันเปลี่ยนใจมามีพฤติกรรม Moral Hazard ในตอนหลัง
รูปแบบของ Moral Hazard ที่พบในธุรกิจประกันชีวิตนั้นมีหลากหลายมากที่พบบ่อยๆได้แก่
1.ผู้รับผลประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกันเพื่อหวังเงินประกัน
2.ผู้เอาประกันเจตนาทำร้ายตัวเองแต่บิดเบือนให้เป็นอุบัติเหตุเนื่องจากต้องการเงินสินไหมชดเชย
3.ผู้เอาประกันเคลมเกี่ยวกับการเจ็บป่วยบ่อยโดยเฉพาะกรณีการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่าปกติเพื่อหวังเงินสินไหมชดเชยรายวัน
4.ผู้เอาประกันมักเคลมเกี่ยวกับอุบัติเหตุบ่อยๆและมักเป็นอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เช่น มีดบาดมือ น้ำร้อนลวก โดนเตารีด เป็นต้น เพื่อหวังเงินสินไหมชดเชย
5.มีผู้อื่น เช่น ตัวแทนประกันชีวิตหรือนายทุน เป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันให้กับผู้เอาประกันโดยที่ผู้เอาประกันอาจรับทราบหรือไม่รับทราบการทำประกันดังกล่าว
6.ผู้เอาประกันซื้อค่าชดเชยรายวันหรืออุบัติเหตุไว้สูงมาก
7.ผู้เอาประกันปกปิด ไม่แถลง (Non-disclosure) ข้อมูล แถลงข้อมูลเพียงบางส่วนหรือแถลงข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อหวังผลประโยชน์จากการทำประกันโดยอาจร่วมมือกับผู้รับผลประโยชน์หรือตัวแทนปกปิดข้อมูล
8.ผู้เอาประกันมีสวัสดิการที่สามารถเบิกค่าชดเชย หรือค่ารักษาได้หลายแห่ง
9.ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์ร่วมกับตัวแทนหรือนายทุนในการแจ้งเรียกร้องสินไหมเท็จ
10.ผู้เอาประกันร่วมกับสถานพยาบาลในการทุจริตเกี่ยวกับการเรียกร้องสินไหม เช่น ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง ให้ผู้อื่นใช้สิทธิประกันแทนผู้เอาประกัน
Moral Hazard สามารถเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเรียกร้องสินไหม (Insured Event) จากบริษัทประกัน โดย Moral Hazard ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์นั้นเรียกว่า Ex ante Moral Hazard
ส่วน Moral Hazard ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นั้นเรียกว่า Ex post Moral Hazard
Ex ante Moral Hazard หมายถึง ภาวะภัยทางศีลธรรม ที่มีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเรียกร้องสินไหม ซึ่งมักเกิดจากการที่ผู้เอาประกันได้ไตร่ตรองไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะทำอะไรและอย่างไร เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการทำประกัน ยกตัวอย่างเช่น นายเอ ทำประกันอุบัติเหตุไว้กับบริษัทบี วงเงิน 3 ล้านบาท โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันคือ หากสูญเสียมือ หรือเท้าหรือตาข้างใดข้างหนึ่งบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกัน หากสูญเสียมือหรือเท้าหรือตารวมทั้งสองข้างบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกัน แต่ถ้าสูญเสียนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ 25 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกัน นายเอกำลังต้องการเงินเพื่อใช้หนี้พนันบอล จึงได้ตัดสินใจเสียนิ้วโป้ง 1 นิ้วเพื่อหวังเอาเงินประกันโดยจงใจยื่นนิ้วโป้งเข้าไปในเครื่องบดเนื้อ ทำให้เครื่องบดเนื้อบดนิ้วโป้งจนขาด จากนั้นนายเอจึงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ดดยแจ้งกับแพทย์ว่าเป็นอุบัติเหตุ แพทย์จึงลงความเห็นในใบรับรองแพทย์ว่านายเอได้รับอุบัติเหตุเครื่องบดเนื้อบดนิ้วโป้งจนขาด จากนั้นนายเอจึงยื่นเรียกร้องสินไหมกับบริษัทบีเพื่อให้บริษัทบีจ่ายค่าชดเชยให้ 25 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกันเป็นจำนวนเงิน 750,000 บาท โดยใช้ใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐานประกอบการเรียกร้อง บริษัทบีเองไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่านายเอจงใจยื่นนิ้วให้เครื่องบดเนื้อบดนิ้วตัวเองหรือเป็นอุบัติเหตุจริง จึงต้องจ่ายสินไหมให้กับนายเอ จะเห็นได้ว่าตัวอย่างดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจาก Moral Hazard ที่ได้ที่การคิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหรือเรียกว่า Ex ante Moral Hazard นั่นเองครับ
ส่วน Ex post Moral Hazard นั้นจะตรงข้ามกันครับ เพราะหมายถึง ภาวะภัยทางศีลธรรม ที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเรียกร้องสินไหมครับ พูดง่ายๆก้คือไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์นั้นหรอก แต่ไหนๆเหตการร์นั้นก็เกิดขึ้นแล้ว ก้ขอเรียกร้องเอาผลประโยชน์จากบรัทประกันหน่อยก็แล้วกัน ยกตัวอย่างเช่น นางสาวบีได้ทำประกันอุบัติเหตุกับบริษัทเจไว้ด้วยวงเงิน 1 ล้านบาทโดยในสัญญาระบุว่าบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้สัปดาห์ละ 0.7 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุทำให้ทุพลภาพสิ้นเชิงชั่วคราวพูดง่ายๆคือทำงานไม่ได้ช่วงหนึ่งนั่งแหละครับ และบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้สัปดาห์ละ 0.3 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุทำให้ทุพลภาพบางส่วนชั่วคราวหรือพุดง่ายๆคือทำงานได้แต่อาจไม่เต็มที่เหมือนตอนปกติ นอกจากนี้เงื่อนไขของผลประโยชน์ยังระบุว่ากรณีที่เกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้เอาประกันต้องพักรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลจะได้รับเงินค่าชดเชยอีกวันละ 0.1 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินประกัน นางสาวบีรู้ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอย่างดี วันหนึงนางสาวดีกำลังเดินบนถนนแล้วเกิดเดินพลาดทำให้ข้อเท้าแพลงบวม จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แพทย์บอกว่าอาการของนางสาวบีไม่เป็นอะไรมากแค่ทำแผลและให้ยากลับไปทานที่บ้านไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็หาย แต่นางสาวบีอยากได้ผลประโยชน์จากบริษัทประกัน จึงขอให้แพทย์รับตนนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 4 วันซึ่งจะได้รับเงินชดเชยวันละ 1000 บาทตามผลประดยชน์และยังขอให้แพทย์ระบุว่าต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์จึงจะหายดี เพื่อให้บริษัทประกันจ่ายชดเชยกรณีทุพลภาพสิ้นเชิงชั่วคราว 1 สัปดาห์เป็นเงิน 7000 บาทและให้จ่ายชดเชยกรณีทุพลภาพบางส่วนชั่วคราวต่ออีก 1 สัปดาห์เป็นเงิน 3000 บาท จะเห็นได้ว่าตัวอย่างดังกล่าวจะแตกต่างจากตัวอย่างแรกนะครับ คือตัวอย่างที่สองนั้นนางสาวบีไม่ได้ตั้งใจจะเดินแล้วเท้าแพลงแต่อย่างใด แต่เป้นอุบัติเหตุจริงๆ แต่หลังจากเกิดเหตุแล้วนางสาวบีอยากได้ผลประโยชน์จากเงินประกันเยอะๆจึงได้ขอรักษาต่อในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นและให้แพทย์ระบุเวลาในการพักฟื้นนานเพื่อหวังผลประโยชน์นั่นเอง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อผู้เอาประกันเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาในสถานพยาบาลก็เลยอาสัยโอกาสในการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่าปกติเพื่อหวังเงินชดเชยครับ เช่น นายซี ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ จึงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพี โดยนายซีมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากบริาัทที่นายซีทำงานอยู่ นอกจากนี้นายซียังซื้อเงินค่าชดเชยรายวันกับบริษัทประกันเคกรณีรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในวันละ 5,000 บาทอันที่จริงอาการของนายซีนั้นไม่จำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลแต่นายซีอยากได้ค่าชดเชยจึงขอนอนพักรักษาในโรงพยาบาล 3 วัน โดยนายซีไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาสักบาทเพราะมีสวัสดิการบริษัท แต่บริษัทประกันเคต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายซี 15,000 บาท
นี่เป็นตัวอย่างของ Ex post Moral Hazard ที่ผมยกมาให้เห็นภาพครับ
อันที่จริงแล้ว Moral Hazard สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกันต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์นะครับ เช่น ผู้เอาประกันอาจจงใจให้เกิดอุบัติเหตุกับตนเพื่อหวังเงินชดเชยอุบัติเหตุ(Ex ante Moral Hazard) แล้ว ตอนเข้ารักษาในโรงพยาบาลผู้เอาประกันยังพยายามขอนอนรักษานานๆเพื่อหวังเงินชดเชยรายวันอีกด้วย(Ex post Moral Hazard) เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Moral Hazard ที่ต่อเนื่องกันทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ครับ