ตอนที่ ๑


          สถานที่จัดการประชุมคือมหาวิทยาลัย Ateneo de Manila ในวันที่ ๒๙ – ๓๐ พ.ค. ๕๓   ส่วนวันที่ ๓๐ เป็นการแสดง

          เช้าวันที่ ๒๘ ตอนรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม พบ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ได้รับรางวัล แม็กไซไซ และได้รับเชิญมาเป็น keynote speaker   ผมคุ้นเคยกับ ดร. กฤษณาดีตั้งแต่อยู่ที่ มอ. ด้วยกัน   และตอน ดร. กฤษณาเป็น ผอ. สำนักวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม ผมก็เป็นกรรมการของสถาบัน   แต่เราไม่ได้พบกันกว่า ๑๐ ปีแล้ว   ได้คุยกันเรื่องงานที่ ดร. กฤษณา ไปทำให้แก่ ๑๖ ประเทศยากจนในอัฟริกา 

          เช้าวันที่ ๒๘ เราขึ้นรถบัสคันใหญ่หลายคันไปยังมหาวิทยาลัย Ateneo de Manila   ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ออกไปชานเมือง ผ่านบริเวณที่เป็นสลัม   มหาวิทยาลัยนี้เป็น ม. เอกชน ของคริสตจักรคณะเพรสไบทีเรียน   และปีนี้เป็นปีฉลอง ๑๕๐ ปี   บริเวณมหาวิทยาลัยกว้างใหญ่   ผู้เข้าร่วมประชุมฉลอง ๑๐ ปี API Fellowship Program รวมประมาณ ๒๐๐ คน   เข้าใจว่าเขาเชิญ เฟลโลว์ ทุกคน   และเชิญกรรมการบางคนมาร่วม  

          จากการเข้าร่วมกิจกรรมวันแรก   และจากการคุยกับคนไทยและคนมาเลเซียจากซาราวัค ๑ คน ชื่อ Henry Chan ซึ่งทำงานที่ Sarawak Forestry Corporation   ผมคิดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานการทำงานวิชาการหรือกึ่งวิชาการข้ามพรมแดนประเทศ   เกิดความรู้จัก เข้าใจกัน และเป็นเครือข่ายกัน

          คุณเฮนรี่ เป็นเฟลโล่ว์ รุ่นแรก ปี ค.ศ. ๒๐๐๑  ทำโครงการ Forestry and Conflict Management  โดยมาทำที่เชียงใหม่   เขาศึกษาชาวเขาที่ อ. แม่แจ่ม เชียงใหม่   โดยจ้างล่ามคนไทยไปพูดคำเมืองกับชาวเขาและแปลให้เขาเข้าใจ เป็นเวลา ๒ เดือน   เขาเข้าใจพัฒนาการเรื่องกฎหมายป่าชุมชนและปัญหาที่เกิดกับชาวเขาดีมาก   เขาแนะนำว่ามีตัวอย่างความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่บ้านยางสั้น  อ. แม่แจ่ม 

          คณะ เฟลโล่ว์ จากไทยเล่าว่าทาง Nippon Foundation ได้จัดให้มีโครงการ regional project ทำร่วมกันในกลุ่มเฟลโล่ว์ข้ามประเทศ   เป็นโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   เขาเล่าว่าได้ประโยชน์มาก   ทำให้ผมคิดว่า นี่เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะทำให้เกิดความใกล้ชิดกันระหว่าง เฟลโล่ว์ ในต่างประเทศในภูมิภาค

          การประชุมวันนี้ถือเป็น Symposium เรื่อง Asia : Identity, Vision, and Position   มี ๓ keynote speech แต่ละ keynote มี ๒ discussant   ในลักษณะของการเปิดมุมมองด้าน

 Changing identities and their Social, Historical, and Cultural Contexts โดยศาสตราจารย์ Benedict R. OG. Anderson, Aaron L. Binenkorb Professor of International Studies. Emeritus, Cornell University 


 Reflection on the Human Condition and the Search for Social Justice โดย ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ได้รับรางวัลรามอนแม็กไซไซ ปี 2009  และคณบดีเกียรติคุณ คณะการแพทย์ตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต


 Globalization in East Asia : Structures, Processes, and Alternatives โดย Jomo K. S., Senior API Fellow 2001, Malaysia และเวลานี้เป็นผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ด้านเศรษฐกิจและสังคม  

          ประเด็นที่ผมจับได้คือ คำ “ปัญญาชนสาธารณะ” (Public Intellectuals) เป็นคำที่มีความหมายไม่ชัดเจน   ตีความได้แตกต่างกัน   ศ. เบน แอนเดอร์สัน บอกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ส่งเสียงเป็นประจำ   คนเงียบๆ ก็เป็น PI ได้   หากครุ่นคิดเรื่องของสังคมอย่างจริงจังต่อเนื่อง   และผลิตผลงานที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือออกมา   ท่านเป็นนักวิชาการคลาสสิคที่ทำงานวิชาการอย่างมีคุณภาพสูงต่อเนื่องและรับผิดชอบ   ท่านให้กลไกคุณภาพในตัวนักวิชาการเอง ไม่เชื่อใน peer review ซึ่งท่านบอกว่า เป็นการผลัดกันเกาหลังมากกว่า   ท่านให้ความเห็นว่า PI สื่อสารออกมาทางสื่อสมัยใหม่ เช่น บล็อก ไม่เพียงพอ   เพราะเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ขาดความลุ่มลึก    ซึ่งผมว่าท่านก็สุดโต่งไปด้านหนึ่ง  

          ผมมองว่า เราสามารถมอง PI ได้ ๒ แบบ   คือมองเน้นผลงาน ที่มีความลุ่มลึกน่าเชื่อถือ   กับแนวมองเน้นกิจกรรมหรือกระบวนการ   PI คือคนที่เอาใจใส่กิจการสาธารณะ และหาทางเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อ ลปรร. เรื่องของกิจการนั้น   เพื่อนำไปสู่การร่วมกันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เหมาะสม เป็นประโยชน์ของสังคมวงกว้าง และระยะยาว    ผมชอบแนวทางหลังมากกว่า 

          คนที่พูดได้จับใจ/สะใจ ผู้ฟังที่สุดคือ ดร. กฤษณา   ส่วนคุณ Jomo พูดให้เห็นว่า globalization เป็นมายาเพื่อประโยชน์ของมหาอำนาจที่อ้างแนวทางนั้น เพื่อประโยชน์ตน   ไม่ใช่ประโยชน์ของโลกอย่างที่เขาอ้าง   

          อ. เบน พูดแบบนักวิชาการที่รู้จักภูมิภาคนี้ดีมาก   ท่านชี้ให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนเป็นรายประเทศ   มีการพูดกันว่าการที่ประเทศ PI มีปัจจัยสำคัญคือ มีคนที่เกิดมาเพื่อจะเป็น PI   และสภาพสังคมเอื้ออำนวยหรือเปิดกว้างให้โอกาสที่จะทำงานพัฒนาตนเองเป็น PI   ซึ่งหมายความว่าสังคมต้องไม่ปิดกั้นแนวความคิดที่ไม่ตรงกับความเชื่อเดิมๆ หรือจารีตดั้งเดิม

          ผมฟังการประชุมวันนี้ทั้งวันแล้ว เกิดความคิดว่า มองจากมุม HRD โครงการ API เป็นโครงการ HRD ที่น่าสนใจมาก   เป็น HRD โดย action project ที่สนับสนุนให้ทำข้ามพรมแดนรัฐ   ผลของ HRD นี้คือ PI ที่มีศักยภาพข้ามประเทศ  

          เป็นที่รู้กันว่า เฟลโล่ว์จากประเทศไทยมีลักษณะต่างจากประเทศอื่นตรงที่มี NGO, activist มากกว่าประเทศอื่น   ซึ่งผมก็สนใจว่า การมีเกณฑ์เลือกเช่นนี้ ดีหรือไม่

          ตอนเลี้ยงอาหารค่ำ เขาแจกเอกสารเพิ่ม เรียกว่า Programme   มีคำนำของ คุณ Yohei Sasakawa ประธานมูลนิธินิปปอน  บอกว่าโครงการ API ตั้งขึ้นเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัตน์เมื่อ ๑๐ ปีก่อน   โครงการนี้ตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิก ๔ ประเทศรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ได้ดีขึ้น   ทำให้ผมเข้าใจความในใจของการก่อตั้ง API ชัดขึ้น   และทำให้เห็นว่า ในเวลา ๑๐ ปี กระแสโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนรูปไปมาก   และประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจก็เข้าใจและรู้เท่าทันขึ้นมาก  

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๘ พ.ค. ๕๓
มานิลา