“มะมีแผลที่เท้า เท้าบวม ปวดมาก เดินไม่ได้ เป็นมาหลายวันแล้ว แต่ไม่ยอมมาหาหมอ ”

             วันหนึ่งเวลาบ่ายสามโมง  ผู้ป่วยเริ่มบางตา  พยาบาลเริ่มมีทีท่าว่าจะได้พักหน่อย  รถเข็นนั่งผู้ป่วยรายหนึ่งเข้ามารอการซักประวัติ  ผู้ป่วยมีสีหน้าเศร้าหมอง  ไม่ค่อยสบตาพยาบาล  ไม่ค่อยตอบคำถาม  บุตรสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดยืนอยู่ใกล้เปลนั่งเล่าว่า “มะมีแผลที่เท้า  เท้าบวม  ปวดมาก  เดินไม่ได้  เป็นมาหลายวันแล้ว  แต่ไม่ยอมมาหาหมอ ”   เริ่มมีหลายคำถามเกิดขึ้นในใจ  บางคำถามก็ได้รับคำตอบ บางคำถามก็ไม่ได้รับคำตอบ  จากการดูประวัติเก่า  นางบ่อย๊ะ  เหล็มหมัน  อายุ  48 ปีอาชีพ  ประมง  เริ่มมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ปี 2547   กินยาไม่สม่ำเสมอ ผิดนัดบ่อย ขาดยาไปปีกว่า  เคยมีแผลที่เท้า  และตัดนิ้วเท้ามาแล้ว  “ทำไมมะไม่มารับยาหล่ะ  ค่ายาก็ไม่ต้องจ่าย  แล้วมีแผลก็ไม่รีบมาหาหมอ” มีการต่อว่าจากพยาบาลซักประวัติเล็กน้อย “มะไม่ค่อยว่าง  ต้องทำงาน  ไม่มีใครดูแลลูกผู้ป่วยเริ่มเครียดและมีสีหน้าเศร้ามากขึ้น  ทุกคำถามทีคิดไว้ในใจจึงหยุดชะงัก  ผู้ป่วยคงยังไม่พร้อมที่จะให้คำตอบ  “  ไม่เป็นไร มะ เข้าพบหมอก่อน  เราค่อยมาคุยกันใหม่น่ะ”  หลังพบแพทย์  ปรากฏว่าผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากแผลที่เท้าบวมและอักเสบมาก  หลังจากจัดเตรียมเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย  ก่อนส่งผู้ป่วยไปนอนยังตึกผู้ป่วยใน  “มะนอนพักผ่อนก่อนน่ะ  พรุ่งนี้จะเข้าไปเยี่ยมที่ตึกผู้ป่วย” เป็นประโยคสุดท้ายก่อนจากกันในวันแรก  สีหน้าผู้ป่วยยังคงเศร้าหมองดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล  น้ำตาคลอเบ้าจนรินขอบตา เห็นผู้ป่วยแอบเช็ดน้ำตา…  ทำให้เรารู้สึกผิดที่ต่อว่าคนไข้โดยไม่ฟังเหตุผล....มะบ่อยะได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี  นอนพักในโรงพยาบาล7วัน ทุกวันที่เข้าไปเยี่ยมจะพบกับบุตรสาวคนโตซึ่งท้องแก่กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่นั่งคลอเคลียอยู่ในตัก มีสีหน้าที่สดชื่นขึ้นเป็นลำดับ    เริ่มคุ้นเคยและมีสัมพันธภาพดีขึ้น จนสามารถเล่าข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเรามากขึ้น แผลที่เท้าเริ่มดีขึ้น จนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ และทุกเดือนเราเจอกันที่คลินิกเบาหวาน มะบ่อยะมาตามนัดและเป็นกันเองกับเรามากขึ้น แต่เนื่องจากผู้รับบริการในคลินิกมีจำนวนมาก ทำให้เราไม่มีเวลามากพอในการให้คำปรึกษาบางอย่าง.... เราจึงได้รวบรวมข้อมูลทุกอย่างมาคุยกับทีมสหวิชาชีพ  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ  จนได้ผลสรุปจากทุกคนว่า …เราจะลงไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน…

               วันแรกที่เราลงไปเยี่ยมบ้านมะบ่อยะตามแผนที่ๆผู้ป่วยเคยบอกไว้  รถจอดได้แค่ถนนใหญ่  เราต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 300 เมตร ทางเดินเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขัง  มีตอไม้ระเกะระกะ  จนพวกเราเกือบจะลื่นล้มเพราะถนนลื่นทรงตัวลำบาก  ใบหญ้าที่ขึ้นรกไม่ค่อยมีระเบียบพันแข้งพันขาที่ข้างทางเดิน    ถึงบ้านผู้ป่วยเจอบ้านที่หลังคามุงสังกะสี  ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ไผ่   มีเสาบ้าน 6 เสา  ซึ่งมีความทรุดโทรมมากจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าฝนตกหนักบ้านหลังนี้จะอยู่ได้หรือไม่ ?  บริเวณบ้านมีน้ำขัง  มีกลิ่นเหม็น  มีซากตอไม้ซึ่งเป็นที่ดินใกล้ป่าชายเลน   บ่อน้ำข้างบ้านก็มีสีเขียวของคราบตะใคร่น้ำไม่ค่อยสะอาด ไม่มีส้วมใช้  ภายในบ้านก็รกรุงรังไม่มีความเป็นระเบียบ  มุ้งเก่าๆสีคล้ำผูกอยู่ข้างฝาบ้าน  ที่นอนสภาพอับชื้นซึ่งเพิ่งจากผ่านการสาดกระเซ็นของฝนเมื่อคืน  พื้นบ้านยังเปียกชื้นอยู่  ที่นอน ที่กิน   แทบไม่มี   หลังคาและฝาบ้านมีรูรั่วรอบทิศทาง  เรามีความหดหู่ใจเป็นอย่างมาก  ยังมีอีกหรือ? สภาพชีวิตที่เป็นอย่างนี้… เราต่างก็นั่งรับผู้ป่วยอยู่แต่โรงพยาบาล   จนลืมนึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เขาเผชิญและ ปัญหาที่กำลังรุมเร้ารอบทิศทางในตัวของเขา…มะบ่อยะเล่าให้ฟังว่า “มะมีลูกทั้งหมด 5 คน  คนโต    คนแต่งงานแยกครอบครัวกันไปตอนนี้เหลือแต่ตัวเองกับลูก2 คน    คนโตเรียนหนังสือ ป.4  คนสุดท้องที่เห็นที่รพ. อายุ  4  ขวบ  ส่วนสามีเลิกรากันเมื่อลูกคนเล็กเพิ่งคลอด”    มะบอย๊ะเล่าด้วยน้ำเสียงที่เริ่มลดต่ำลงและสะดุดเล็กน้อย    หยุดพักนิดหนึ่งก่อนเล่าต่อว่า   “มะต้องทำงานเลี้ยงลูกเองโดยการออกไปหาหอย  หาปลาเพื่อประทังชีวิต 3 คน แม่-ลูก  ไม่มีเงินที่จะมาซ่อมแซมบ้าน  ความเจ็บป่วยก็เริ่มมารุมเร้ามากขึ้นหลังจากคลอดบุตรคนเล็ก  บางครั้งตนนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว  ไม่มีเงินแม้ค่ารถรับจ้างที่จะมารับยาที่รพ”.  น้ำตาเริ่มคลอเบ้าขึ้นมาอีกครั้ง  “ สงสารลูกที่ต้องมาเจอกับสภาพชีวิตแบบนี้  ลูกไม่สนุกสนานร่าเริงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ” ผู้ป่วยเล่าทั้งน้ำตา  เราได้แต่ปลอบใจ  ให้กำลังใจและสัญญาว่าเราจะช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่เราช่วยได้…ดังนั้นเราได้ประสานองค์กรต่างๆในชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย   อสม   จิตอาสาในชุมชน  ตลอดจนอบต.และผู้ใหญ่บ้าน  ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  เราดีใจมาก  ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น... จิตอาสาในชุมชนช่วยกันให้กำลังใจและนำผู้ป่วยนั่งรถจักรยานยนต์มาทำแผลที่สอ.  ทุกฝ่ายทำงานประสานกันเป็นอย่างดี  เกิดชุมชนเข็มแข็ง

               และเมื่อพวกเราไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยครั้งต่อมา ผู้ป่วยนั่งคอยพวกเราที่หน้าบ้าน  ซึ่งวันนั้นบันไดบ้านพังไปแล้ว  พวกเราขึ้นเยี่ยมบ้านอย่างทุลักทุเล  บางคนก็ไม่กล้าขึ้นบนบ้าน   มะบ่อยะ   มีสีหน้าตื่นเต้นและบอกเราว่า “  เดือนหน้าทางอบต. เขาจะมาทำบ้านให้มะแล้วน่ะ .”  “ขอบคุณลูกๆทุกคน  คอยห่วงใยมะและช่วยเหลือทุกอย่างเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน  มะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”   พวกเราปลื้มใจแทนผู้ป่วยจนบอกไม่ถูก  ชีวิตใหม่ของผู้ป่วยกำลังจะเริ่ม  เมฆฝนจางหายไป ฟ้าเริ่มสาง  ดวงอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า  เพื่อชีวิตมนุษย์ได้ดำเนินไป  แผลที่เท้าก็ดีวันดีคืน  ผู้ป่วยมีความสุข  เราทุกคนก็มีความสุข  อิ่มเอมใจจนบอกไม่ถูก..

 

                                        สุภาพรรณ    ปาละสัน   

                    แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลละงู อ.ละงู จ.สตูล