ตอนที่ ๑
          ในตอนแรก เสนอบทบาทของอุดมศึกษาในด้านการเข้าไปทำงานวิชาการในลักษณะ เครือข่ายอุดมศึกษาหนุนประชาชนแก้ปัญหาความยากจน   โดยตีความความยากจนว่ามี ๓ ด้าน คือ จนเงิน จนโอกาส และจนสิทธิ

 

          ในตอนที่ ๒ นี้ เสนอบทบาทของอุดมศึกษาในการลดช่องว่างทางสังคม และเพิ่มการเป็นเพื่อนร่วมสถาบันระหว่างนักศึกษาต่างภาคต่างสถานะทางสังคม   เพิ่มการคลุกคลีระหว่างประชาคมอุดมศึกษากับสังคมของคนด้อยฐานะ

 

          โดยที่สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าทำหน้าที่นี้จะต้องทำด้วยความเชื่อว่า ความแตกต่างหลากหลายสถานะทางสังคม (social diversity) ของนักศึกษามีคุณค่าไม่เฉพาะต่อสังคมวงกว้าง    ยังมีคุณค่าต่อสถาบันเอง ช่วยให้สถาบันทำหน้าที่ได้ดีกว่าสภาพที่องค์ประกอบของนักศึกษามีลักษณะเหมือนๆ กัน (homogeneity)   เมื่อมีความเชื่อเช่นนี้ แต่ละสถาบันก็หาทางสร้างความแตกต่างหลากหลายในสถานะทางสังคมของนักศึกษาเอาเอง   และค่อยๆ เรียนรู้การทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมทางสังคมให้แก่ประเทศ   และเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันเอง

 

          การสร้างภราดรภาพต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น   ต้องเชื่อมโยงออกสู่สังคมวงกว้าง และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยด้วย   โดยต้องสร้างภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่   ที่อาจารย์นักศึกษาออกไปเรียนรู้จากชาวบ้าน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนในชุมชน   และนำเอาโจทย์วิจัยจากสังคม/ชุมชน เป็นเครื่องมือเรียนรู้ของตน และเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนในชุมชน

 

         ในมิติแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคม/ชุมชนนี้ สถาบันอุดมศึกษาสามารถใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้อย่างไม่จำกัด   สามารถจับประเด็นโจทย์หรือหัวข้อวิจัยได้หลากหลายรูปแบบหลากหลายมิติ   โดยที่สถาบันจะได้เรียนรู้วิธีการจัดการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับสังคม/ชุมชน  

 

          ขอย้ำว่า สถาบันอุดมศึกษาจะต้องพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในกระบวนทัศน์ใหม่  เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่สำหรับใช้ในการทำหน้าที่นี้   และจะต้องค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มขึ้นจากประสบการณ์    และ สกอ. จะต้องมีการจัดการเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะและรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการทำหน้าที่สร้างภราดรภาพนี้     

 

 

วิจารณ์ พานิช
๙ มิ.ย. ๕๓