ชื่อเรื่อง: ประสิทธิผลของโปรแกรมคลินิก DPAC ( Dietary Physical Activity Clinic )
          ในการลดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะเบาหวานแฝง   
ผู้วิจัย:   นาง อัมพา  กิตติอุดมเดช  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หน่วยงานเจ้าของโครงการ โรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์พนมทวน
 บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องประสิทธิผลของโปรแกรมคลินิก DPAC ( Dietary Physical Activity Clinic )
ในการลดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีภาวะเบาหวานแฝงในโรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์พนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี  ปีพ.ศ. 2553       ปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่เป็น Burden อย่างมากได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายลำดับต้นๆ และหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพาตหรืออัมพฤกษ์(กระทรวงสาธารณสุข,2551) ซึ่งขณะนี้ระบบบริการสาธารณสุขได้ใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อดูแลโรคเรื้อรังเหล่านั้น การคัดกรองเพื่อหากลุ่มดังกล่าว จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิผลในการลด Burden of disease และต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่ปัจจุบันมีแต่การทำ Case Finding แต่ยังไม่มีรูปธรรมของ Case Holding  และเมื่อทำ RCT (Root Cause Analysis) แล้ว ปฐมเหตุของ โรคอ้วน Metabolic Syndrome ที่จะพัฒนาไปเป็นเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการดำเนินชีวิต (Life Style) และการแก้ที่ต้นเหตุคือ ต้องมีคลินิกที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เกิดโภชนาการที่ดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากจะให้บริการแก่กลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง (Primary Prevention) ที่ส่งมาจากการทำ Case Finding แล้ว ยังเป็นคลินิกที่รองรับการส่งต่อจากคลินิกโรคไม่ติดต่อได้แก่ คลินิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้การรักษาที่ไม่ใช้ยา ที่เรียกในคลินิกว่า TLC หรือ Therapeutic Life Style Change เพื่อป้องกันผลแทรกซ้อนหรือความพิการ(Secondary and Tertiary Prevention) ซึ่งคลินิกที่ว่านี้คือ     D iet P hysical A ctivity C linic หรือ DPAC (ชลทิศ  อุไรฤกษ์กุล, 2552) 
                จากการค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมคลินิก DPAC สามารถใช้เป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจัดการกลุ่มเสี่ยง Impair Fast Glucose ได้คุณภาพมากขึ้น เป็นการป้องกันและลดภาระโรคไม่ติดต่อ  จึงควรมีการส่งเสริมให้ขยายแนวคิดคลินิกDPAC ลงสู่สถานีอนามัยและชมรมสร้างสุขภาพ  จากการศึกษาการลดระดับน้ำตาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างน้อย 6 เดือน  เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้มีการเพิ่ม GLUT-4 (Glucose Transporter-4) และการสร้างไกลโคเจน (glycogen) ในกล้ามเนื้อลาย กลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งเกิดจากการลดปริมาณไขมันบริเวณท้อง ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น (อภิชาติ วิชญานรัตน์, 2546)  ซึ่งการทดลองใช้เวลาเพียง  3 เดือนและกลุ่มตัวอย่างยังไม่ได้จัดการเรื่องออกกำลังกายอย่างเหมาะสม   สอดคล้องกับการศึกษาของ Oksana A., and James D. (2009) ได้ทำการศึกษา Diabetes Intervention Program(DPP)ในประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาในผู้ป่วยที่ตรวจพบความทนทานต่อน้ำตาลบกพร่อง (IGT : Impaired glucose tolerance) จำนวน 29 ราย โดยติดตามนานเฉลี่ย 1 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเข้มงวด ระยะเวลา 6 และ 12 เดือนระดับน้ำตาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ระดับ HbA1C ลดลงตามเปอร์เซ็นของระดับน้ำหนักที่ลดลง และพบว่า ร้อยละ 27 ที่ใช้ยาเบาหวานอยู่สามารถหยุดยาได้ จึงควรมีการศึกษาวิจัยต่อเนื่องวิธีการเพิ่มทักษะการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และการศึกษากลุ่ม DPAC ในระยะยาวต่อไป
 Focus2