Millennium Development Goals (MDGs)/Asian Seminar on Consumers and E-commerce

ผู้เขียนขอบันทึกเหตุการณ์ไว้กันลืมเนื่องจากเคยได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุมกิจกรรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งประกอบด้วย ๒ รายการ ซึ่งได้เคยเวียนภายในหน่วยงานเมื่อครั้งได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ สคบ. แต่อาจได้รับความสนใจจากหน่วยงานน้อยมาก และเกรงว่าเอกสารที่ได้เวียนไว้อาจสูญหายไประหว่างที่ทำเนียบรัฐบาลถูกยึดพื้นที่ และปัจจุบัน ผู้เขียนไม่ได้ติดตามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก อาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจที่จะนำไปต่อยอดต่อไปได้ ดังนี้   

๑.Millennium Development Goals (MDGs)  and the Consumer Movement (วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๘) ซึ่งจัดโดย Consumers International Asia Pacific Office และ UNCTAD

การจัดประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมในระดับภาคพื้นเอเชียโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะได้นำผลและการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายเพื่อการพัฒนา (MDGs)  ของกลุ่มองค์กรผู้บริโภคซึ่งเป็นสมาชิกของ Consumers International Asia Pacific Office ภาคเอกชน นำเสนอต่อการประชุมสุดยอดขององค์การสหประชาชาติซึ่งได้กำหนดหัวข้อเพื่อการทบทวนเรื่องดังกล่าวในเดือนกันยายนนี้ ณ องค์การสหประชาชาติ

MDGs เป็นแนวความคิดในเชิงอุดมการณ์หรืออาจถือได้ว่าเป็นสัญญาประชาคมในการกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ ๘ ประการ ได้แก่ การขจัดความยากจนและความหิวโหย  การบรรลุเป้าหมายในการให้มีการศึกษาขั้นต่ำ  การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและการสนับสนุนสิทธิสตรี  การลดอัตราการตายของเด็ก  การส่งเสริมสุขภาพของมารดา  การขจัดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง มาเลเรียและอื่น ๆ  การให้หลักประกันเรื่องความยั่งยืนในทางสิ่งแวดล้อม  และการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป้าหมายทั้ง ๘ ประการนั้นไม่สามารถที่จะสำเร็จได้ด้วยตัวเองเนื่องจากได้ครอบคลุมถึงประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจและความยั่งยืนของการพัฒนามนุษย์ โดยอาจเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ หากสามารถที่จะกำหนดเป็นภารกิจของรัฐบาล

MDGs เป็นแนวความคิดซึ่งได้ถูกประกาศขึ้นเป็นครั้งแรกและนำไปใช้เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ในการประชุมผู้แทนประเทศจำนวน ๑๔๗ คน ซึ่งเป็นการประชุมทั่วไปครั้งที่ ๕๕ ณ องค์การสหประชาชาติ โดยที่ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติทั้ง ๑๙๑ ประเทศได้รับรองแนวความคิดดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม เป็นที่วิจารณ์กันว่า MDGs ยังขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง เนื่องจากในขณะที่มีการ   ก่อร่างแนวความคิดนี้ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม (Civil Society)

MDGs นั้นเป็นผลมาจากการร่วมมือกันระหว่างองค์กรที่สำคัญ ได้แก่  OECD  ธนาคารโลก และ IMF   ซึ่งต่อมา ก็ได้ถูกนำไปใช้และอ้างอิงในระหว่างรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ  องค์กรภาคประชาสังคม  และองค์กรเอกชนต่าง ๆ รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง

ในการจัดให้มีการประชุม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะทบทวนบทบาทของ  การเคลื่อนไหวของผู้บริโภคซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนที่จะถูกทบทวนโดยองค์การสหประชาชาติในการประชุมสุดยอดในเดือนกันยายนศกนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นที่ต้องจัดในประเทศและสมาชิกที่อยู่ในทวีปเอเชียครั้งนี้เนื่องจากเพื่อต้องการทบทวนในเชิงบริบทของสังคมเอเชียเนื่องจากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ได้ถูกล่วงละเมิดไม่ได้รับความเป็นธรรมเชิงสังคมมีจำนวนมากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นอัตรารายได้ต่อวันต่อคน ทุรโภชนาการ อัตราของเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา การเลือกปฏิบัติ และสุขอนามัย

ในบริบทของการคุ้มครองผู้บริโภคกับแนวความคิดเรื่อง MDGs ได้ให้ความหมายของคำว่า “ผู้บริโภค” ในความหมายอย่างกว้าง โดยให้หมายรวมถึง ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ชาวประมง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายเล็กน้อยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้อำนาจต่อรองด้วย  นอกจากนี้ ขอบเขตของการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงกฎหมายไม่เพียงแต่เฉพาะกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น หากแต่ขยายขอบเขตไปในมิติของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันการค้าอย่างยุติธรรมด้วย

สำหรับบทบาทของ Consumers International ในการประกาศรับรองการมีตัวตนของสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคตามแนวความคิดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ แล้วนั้น จากความเคลื่อนไหวในแนวความคิดเรื่องดังกล่าวได้รวมสิทธิผู้บริโภคอีกสี่ประการเข้าไป ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าและบริการขั้นพื้นฐาน  สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย  สิทธิที่จะได้รับการศึกษา  และสิทธิที่จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ด้วย

๒. Asian Seminar on Consumers and E-commerce (วันที่ ๒๔ และ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘)  ซึ่งจัดโดย Consumers International Asia Pacific Office และ EuropeAid

๒.๑) Consumer Protection Measures for E-commerce

ในการประชุมส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เห็นภาพโดยรวมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่าง ๆ รวมถึงกฎระเบียบหลักเกณฑ์และแนวทางซึ่งเกี่ยวกับการจัดการกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการค้าอีเล็กทรอนิกส์ซึ่งได้ถูกพัฒนาโดยสหภาพยุโรป  OECD  อาเซียน  และ  Global Business Dialogue on Electronic Commerce

สหภาพยุโรป

ได้มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของเว๊บไซต์ต่าง ๆ และมาตรการการสร้างความน่าเชื่อถือ  การรบกวนความเป็นส่วนตัวโดย Spam  ดุลยอาณาหรือเขตอำนาจอธิปไตยในการบังคับใช้กฎหมาย และกฎหมายที่นำไปใช้บังคับแก่กรณี (Jurisidiction and Applicable Law)  และการที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย 

สำหรับกรณีเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเวบไซต์ต่าง ๆ นั้น ในสหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการไว้ใน Distance Selling Directive 1977/7/EC และ E-commerce Directive 2000/31/EC ว่าด้วยการกำหนดให้แสดงตัวตนของผู้ให้บริการและสิทธิในการเลิกสัญญาโดยระยะทาง  การหลอกลวงด้วยการชำระเงินด้วยบัตร  ตลอดจนได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าที่ไม่ยุติธรรมไว้ใน Directive on Unfair Commercial Practices   สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ การกำหนดแนวทางปฏิบัติการควบคุมกันเองระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันโดยมาตรการสมัครใจด้วยการกำหนดเครื่องหมายการรับประกันความน่าเชื่อถือเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค Trust Marks และระบบการจัดการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการร้องเรียน

สำหรับกรณีเกี่ยวกับการรบกวนความเป็นส่วนตัวโดย Spam  นั้น Directive on Privacy and Electronic Communication 2002/58/EC ได้กำหนดมาตรการไว้ ได้แก่ การห้ามปลอมตัวตนในการส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ และการส่งจดหมายดังกล่าวนั้นจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนไว้ในหัวเรื่องว่าเป็นการสื่อสารในเรื่องทางธุรกิจการค้าเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบก่อนที่จะตัดสินใจเปิดอ่านหรือปฏิเสธที่จะอ่านและลบทิ้งเสีย  ทั้งนี้ อาจเป็นจดหมายที่แพร่กระจายไวรัสคอมพิวเตอร์หรือสิ่งที่ไม่เหมาะสมทางศีลธรรมที่มีผลกระทบต่อสังคม เป็นต้น

สำหรับกรณีดุลยอาณาหรือเขตอำนาจการบังคับใช้กฎหมาย และกฎหมายที่นำไปใช้บังคับแก่กรณี (Jurisidiction and Applicable Law)  นั้น ได้มีการนำเสนอว่าควรที่จะต้องมีมาตรการหรือแนวทางความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ  ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายภายในแต่ละรัฐไม่สามารถใช้บังคับกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ภายในรัฐนั้น ๆ

สำหรับระบบการจัดการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการร้องเรียนเพื่อชดเชยค่าเสียหายนั้น  ได้กำหนดให้มีกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแบบทางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) และสร้างเครือข่ายกระบวนการดังกล่าวระหว่างประเทศ หรืออาจนำระบบ Escrow Account  มาใช้เป็นมาตรการเชิงป้องกัน และ Class Action มาใช้ในการดำเนินคดีในชั้นศาล

OECD

ได้มีการกล่าวถึงประเด็นการสร้างความน่าเชื่อถือออนไลน์ขึ้นโดยมีการวางขอบเขตนโยบายโดยกำหนดแนวทางสำหรับการให้ความมั่นใจในการคุ้มครองผู้บริโภค การคุ้มครองความเป็นส่วนบุคคล และการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างความปลอดภัย

ในการนี้ ได้มีการกล่าวถึงประเด็นกลไกการแก้ไขปัญหาการร้องเรียนเพื่อชดเชยค่าเสียหาย  การคุ้มครองผู้ใช้บัตรในการชำระหนี้  การร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมาย  และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Spam

แนวทางสำหรับการให้ความมั่นใจในการคุ้มครองผู้บริโภคในทางพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์นั้นได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อช่วยเป็นหลักประกันว่าผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองในการทำธุรกรรมทางอีเล็กทรอนิกส์ไม่น้อยไปกว่าการซื้อสินค้าแบบปกติ  สาระสำคัญของแนวทางดังกล่าวผู้ประกอบธุรกิจจะต้องมีแนวทางการปฏิบัติที่ประกอบไปด้วยความโปร่งใสและมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ  ดำเนินธุรกิจดังกล่าวด้วยความเป็นธรรม  เปิดเผยข้อมูลชัดเจนเพียงพอ  มีกระบวนการ   ในการที่จะให้ผู้บริโภคยืนยันสนองรับราคาหรือข้อเสนออย่างชัดเจนโปร่งใส  มีกลไกในการชำระค่าตอบแทนที่ปลอดภัย  มีระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแบบทางเลือกให้  คุ้มครองความเป็นส่วนบุคคล  และให้ความรู้กับสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริโภค

สำหรับหลักการเกี่ยวกับการรักษาความเป็นส่วนบุคคลของผู้บริโภคนั้น ได้กำหนด หลักการไว้ ได้แก่ จะต้องจำกัดการเก็บข้อมูลของผู้บริโภคเท่าที่จำเป็นและด้วยความยินยอมของผู้บริโภคเท่านั้น  และข้อมูลเช่นว่านั้นจะต้องเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีคุณภาพ  มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  มีระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล  และมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้  สำหรับการร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมาย  และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Spam ควรจะต้องมีกลไกและความร่วมมือกันระหว่างประเทศสมาชิกหรือระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน

อาเซียน

ได้มีการกล่าวถึงที่มาของประเด็นพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ของอาเซียนซึ่งได้เริ่มต้นจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าอาเซียนโดยผู้นำประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้รับรองแนวความคิดเรื่อง e-ASEAN เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๒ ในการพัฒนาและสนับสนุนส่งเสริมโครงสร้างพื่นฐานในเอเซียนซึ่งสินค้า บริการ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถที่จะไหลเวียนอย่างอิสรเสรีโดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์  และต่อมา เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ กลุ่มผู้นำในประเทศอาเซียนได้ลงนามในข้อตกลง e-ASEAN Framework Agreement ในเรื่องดังกล่าวเพื่อที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์  การค้าเสรีในสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ  การส่งเสริมให้เป็นรัฐบาลอีเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนส่งเสริมความรู้ทางด้านเทคโนโลยีในเรื่องดังกล่าว เป็นต้น  และสิ่งที่กำลังจะพัฒนาต่อไปในอนาคตในบริบทของพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การกำหนดให้มีเว๊บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ  ระบบการจัดการกับการรับเรื่องร้องเรียนและการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง  มาตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) ความปลอดภัยในทางไซเบอร์ และการจัดการปัญหาเกี่ยวกับ Spam

Global Business Dialogue on Electronic Commerce

 Multi-lateral Global Privatd Dialogue Focusing on e-Commerce มีสมาชิกเป็นกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ    ที่สำคัญมีชื่อเสียงในทวีปต่าง ๆ มีการรวมกลุ่มกันดำเนินกิจกรรมและวางหลักเกณฑ์ร่วมกันกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของผู้ประกอบธุรกิจ  กิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ Consumer Confidence WG 2005 ซึ่งมีขอบเขตของกิจกรรมที่สำคัญคือ G-Trust Mark, G-ADR and G-Privacy  โดยมีสมาชิกร่วมกันระหว่างบริษัท HP และ NEC มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ผู้บริโภค เช่น การสร้างเครือข่ายเป็นสมาคมเครื่องหมายสัญลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคร่วมกันทั่วโลก การสร้างมาตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) และการสร้างมาตรการที่จำเป็นสำหรับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาความลับของผู้บริโภคซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลมิให้รั่วไหล  นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ประสานทำหน้าที่กับ OECD ในการจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับ Spam อาชญากรรมทางอีเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย

๒.๒) Consumer Problems with Online Shopping: Case Studies

ในการประชุมส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะจัดการกับกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผู้บริโภคได้ประสบเมื่อได้ทำการซื้อสินค้าหรือรับบริการออนไลน์  ในกรณีศึกษาต่าง ๆ นี้ได้มีการหยิบยกประเด็นประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอซีย ได้แก่ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงค์โปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของมาเลเซียและประเทศไทย ซึ่งได้มีการศึกษาและวิจัยร่วมกันภายใต้การสนับสนุนของ Consumers International ในโครงการพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์กับการคุ้มครองผู้บริโภคในทางธุรกรรมทางอีเล็กทรอนิกส์โดยในการนำเสนอของแต่ละประเทศนั้นจะเน้นไปที่ปัญหาผู้บริโภคกับความน่าเชื่อถือของเว๊บไซต์ต่าง ๆ ความเป็นส่วนบุคคล กฎหมายที่จะนำไปบังคับใช้ และการร้องเรียนเพื่อชดเชยค่าเสียหาย

ปัญหาของประเทศต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น จะมีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ ปัญหาเกมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนโดยผู้ประกอบธุรกิจหรือให้บริการดังกล่าวขาดจรรยาบรรณโดยไม่มีกฎหมายโดยตรง   ที่จะนำมาบังคับใช้ต่อกรณีดังกล่าว  ปัญหาการขโมยบัญชีเครดิต  การฉ้อโกงหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รับสินค้าหรือบริการทางอินเตอร์เน็ตหรือการโอนเงินไปให้โดยมีไปรษณีย์อีเล็กทรอนิกส์ปลอมแจ้งมายังผู้บริโภคซึ่งผู้บริโภคนั้น ๆ ได้หลงเชื่อ  ปัญหาเว๊บไซต์ปลอม  ปัญหา Spam

สำหรับประเทศไทยนั้น จากผลสรุปของการวิจัยซึ่งได้ถูกนำเสนอในวันประชุมดังกล่าว  สรุปได้ว่าผู้บริโภคจะต้องมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอและน่าเชื่อถือก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า  หรือรับบริการใด ๆ ออนไลน์  จากการสำรวจเว๊บไซต์ต่าง ๆ พบว่าการเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ     ทางเว๊บไซต์ในประเทศไทย ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่เพียงพอและไม่น่าเชื่อถือจากการสำรวจ     เช่นว่านั้น  ข้อมูลที่มีความสำคัญดังกล่าวจะสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของเว๊บไซต์นั้น ๆ  ผู้บริโภคมักจะถูกชักจูงให้สำคัญผิดในสาระสำคัญของข้อความในสินค้าหรือบริการนั้น ๆ  สิทธิของผู้บริโภคดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครองจากการรับประกันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูล  ดังนั้น คู่กรณีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กลุ่มผู้บริโภค องค์กรที่มีอำนาจทางกฎหมายต่าง ๆ ของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์จะต้องพัฒนาระบบการค้าขายออนไลน์และกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้ตระหนัก โดยให้มีข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นบรรจุอยู่ลงในเว๊บไซต์ของตนเพื่อผู้บริโภค โดยเสนอว่าจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดตัวตนและที่อยู่ในเว๊บไซต์ของตนเองให้ชัดเจนสามารถที่จะถูกตรวจสอบตัวตนได้ ตลอดจนการกำหนดคำเตือนและการยืนยันข้อตกลง เป็นต้น  มีมาตรการให้ผู้ประกอบธุรกิจควบคุมกันเอง เช่น ให้ผู้ประกอบธุรกิจสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคโดยกำหนดสัญลักษณ์แห่งความน่าเชื่อถือในเว๊บไซต์ของตน เป็นต้น  และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในและต่างประเทศในการบังคับใช้กฎหมาย  นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ก็ได้มีข้อเสนอที่มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เช่น ความจำเป็นที่จะต้องให้การศึกษาและความรู้แก่ผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการออนไลน์  ความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว  การเผยแพร่รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่มีพฤติการณ์หลอกลวงผู้บริโภค และกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภคทางอินเตอร์เน็ต

๒.๓) A Framework for E-Commerce in Asia

ในการประชุมส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะกำหนดและพิจารณากลไกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับกำหนดขอบเขตหรือกรอบสำหรับพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียซึ่งประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมายและบริหารรวมถึงกลไกอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่อไป

ที่ประชุมได้มีการอภิปรายเป็นองค์คณะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจสรุปได้ว่ามีการเสนอให้มีกลไก ได้แก่ การให้ผู้ประกอบธุรกิจควบคุมกันเองเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจออนไลน์  การสร้างสัญลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคโดยผู้ประกอบธุรกิจเอง  การสร้างความพร้อมของประเทศสมาชิกต่าง ๆ  การให้มีการรวมกฎหมายหรือตรากฎหมายให้เป็นระบบหรือมีสาระที่ครอบคลุมและคุ้มครองผู้บริโภคในทางพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์เดียวกัน (Harmonization)  การให้การศึกษาแก่ผู้บริโภค  การบังคับใช้กฎหมายและการควบคุม  การขจัดปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายที่นำไปใช้บังคับแก่กรณี (Jurisidiction and Applicable Law)  การสร้างกลไกการแก้ปัญหาและเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนและการดำเนินคดีแบบกลุ่มในเรื่องดังกล่าว เป็นต้น  อนึ่ง หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นในวันนี้แล้ว จะได้สรุปแจ้งให้สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง

ข้อพิจารณาและประโยชน์ที่ได้จากการเข้าร่วมประชุม

                   ๑. จากการเข้าร่วมประชุม พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในระหว่างบุคคล โดยผู้เขียนได้เคยเข้าร่วมกิจกรรมของ Consumers International Asia Pacific Office มาแล้ว ๒ ครั้ง (ณ ประเทศไทยและประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๒๕๔๑ ตามลำดับ) ได้มีข้อสังเกตว่าการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวไม่มีความต่อเนื่องทางด้านข้อมูลและการประสานงานซึ่งกันและกัน ทำให้ข้อมูลในเชิงวิชาการและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรระหว่างประเทศด้วยกันเกิดช่องว่างทางความคิดเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้และครั้งอื่น ๆ ในอดีต ได้เกิดวิวัฒนาการในเชิงความร่วมมือทั้งในวิชาการและในทางสังคม ตลอดจนได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำวิจัยและอื่น ๆ เป็นต้น จึงทำให้บทบาทของภาครัฐด้านการคุ้มครองผู้บริโภคประเทศไทยในมุมมองขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งภายในและต่างประเทศไม่ได้รับความสนใจและความสำคัญเท่าที่ควรจะเป็น  ดังนั้น ในฐานะที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน่วยงานภาครัฐในฐานะสมาชิกขององค์กรประเภทหน่วยงานภาครัฐควรที่จะสนับสนุนการเข้าร่วมประชุมและสังเกตการณ์ในกิจกรรมซึ่งจัดโดยองค์กรดังกล่าวทุกครั้งอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอาจทำให้องค์กรพัฒนาเอกชนได้เปลี่ยนมุมมองในการมองหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงบวกและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ การเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้และเป็นกระบวนการทางสังคม (Socialization) ในอันที่จะทำให้องค์กรและบุคคลากรเกิดการพัฒนาโลกทัศน์ เข้าใจความคิดของผู้อื่น และมีบทบาทในเวทีต่างประเทศทัดเทียมกับองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งภายในและต่างประเทศต่อไป      

                   ๒. สืบเนื่องจากข้อ ๑. การประชุมดังกล่าวก่อให้เกิดช่องว่าทางความคิดในเชิงคุ้มครองผู้บริโภค  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุมมองของภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังคงยึดติดอยู่กับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งการคุ้มครองผู้บริโภคในมุมมองของหน่วยงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม ได้มองเรื่องดังกล่าวในเชิงบูรณาการและเป็นระบบอย่างสัมพันธ์กัน  นอกจากนั้น การคุ้มครองผู้บริโภคในมิติดังกล่าวยังหมายรวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่อาจปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวได้  ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะต้องดำเนินไปอย่างคู่ขนานในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในฐานะผู้บริโภคอย่างเป็นระบบและอย่างบูรณาการ