การฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์จะช่วยลดการเจ็บป่วยในเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือนได้ และยังช่วยลด Febrile RTI ในแม่ได้ด้วย

                วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่อง การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ประจำปี และไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่  ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพ ซึ่งจัดโดย กรมการแพทย์ ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีในปัจจุบัน

 

Inactivated Influenza vaccine (egg-based) ได้แก่

      -Whole virus vaccine

      -Split vaccine

      -Subunit vaccine

                  -กระทรวงสาธารณสุขสั่ง New H1N1(2009) Monovalent Vaccine(วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย)   จำนวน 2 ล้านdoses มาฉีดให้บุคลากรสาธารณสุขกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูง

l    Live Attenuated Influenza vaccine  (วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ )

ใช้พ่นทางจมูก  เลียนแบบการติดเชื้อธรรมชาติ  มี Local Ig A  ภูมิคุ้มกันนานกว่า

 -ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมกำลังดำเนินการผลิต คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนกับ อย. ได้ในเดือนกรกฎาคม 2553

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวสำหรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009  คือการฉีดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่พบว่าหลายแห่งมีการปฏิเสธการฉีด เนื่องจากมีปัญหาพบ dead fetus in utero แต่จากการศึกษาอย่างละเอียดภายหลังพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน

ศ.พญ. กุลกัญญา  โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ความเห็นภายใต้ข้อมูลทางวิชาการว่าการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์จะช่วยลดการเจ็บป่วยในเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือนได้  และยังช่วยลด Febrile RTI ในแม่ได้ด้วย

-มีการศึกษาของศิริราชที่แสดงว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 มีความปลอดภัยพอๆกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

-อาการที่พบบ่อยและไม่ร้ายแรงภายหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 คือ อาการทางระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการคล้ายเป็นหวัด

-บุคลากรทางการแพทย์ตัดสินใจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 เพียง 34% โดยผู้ที่ฉีดให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันตนเองและป้องกันให้คนไข้ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฉีดคือ สูงอายุ เชื่อว่ามีประโยชน์ ต้องดูแลผู้ป่วย

 

อังค์ริสา  พินิจจันทร์