รวมพลังเครือข่ายออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
ผลการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป ในปี 2546 2547 และ 2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรมีแนวโน้มการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ จากร้อยละ 29.0 เป็น 29.1 และ 29.6 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการออกกำลังกายของประชากรในแต่ละกลุ่มช่วงวัย พบว่าประชากรกลุ่มวัยเด็กออกกำลังกายมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้อยู่ในวัยเรียน การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียน โดยมีอัตราการออกกำลังกายสูงถึงร้อยละ 73.1 รองลงมาคือกลุ่มเยาวชน และประชากรสูงอายุ คือ ร้อยละ 45.4 และ 28.0 ตามลำดับ [1]
จากการศึกษาความสัมพันธ์ของการออกกำลังกายของประชากรกับภาวะสุขภาพ(การเจ็บป่วยและการเข้าพักรักษาในสถานพยาบาล) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2550 ยังระบุด้วยว่า จำนวนประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป ทั้งหมด 55.0 ล้านคน มีการป่วยในรอบ 1 เดือน จำนวน 9.2 ล้านคน(ร้อยละ 16.7) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ร้อยละ 68.5 และผู้ที่เข้าพักรักษาในสถานพยาบาลระหว่าง 12 เดือนก่อนสัมภาษณ์มีจำนวน 3.3 ล้านคน(ร้อยละ6.1) ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่ออกกำลังกายถึง 74.2
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของระยะเวลาในการออกกำลังกายกับการเจ็บป่วยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระยะเวลาที่นานกว่า 3 เดือนขึ้นไปจะมีการเจ็บป่วยในรอบ 1 เดือน หรือเข้าพักรักษาในสถานพยาบาลในรอบปี น้อยกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในระยะเวลาที่สั้นกว่า กล่าวคือ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปมีการเจ็บป่วยและการเข้าพักรักษาในสถานพยาบาลเพียง ร้อยละ 17.4 และ 5.2 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ออกกำลังกายเป็นระยะเวลาต่ำกว่า 1 เดือน มีการเจ็บป่วยและการเข้าพักรักษาในสถานพยาบาล สูงกว่า คือ ร้อยละ 24.1 และ 8.2 ตามลำดับ
การสำรวจยังระบุด้วยว่า จากประชากรที่ออกกำลังกายทั้งหมด(ร้อยละ29.65) ประเภทกีฬาและการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมออกกำลังกาย คือ การเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล บาสเก็ตบอล ตะกร้อ แบตมินตัน เทนนิส (ร้อยละ 47.87) การออกกำลังกายร้อยละ 52.1 ชนิดกิจกรรมที่ออกกำลังกาย คือ วิ่ง(17.78) เดิน (19.0) เต้นแอโรบิค(8.05) และออกกำลังกายประเภทอื่น ๆ เช่น รำไม้พลอง โยคะ ไทเก๊ก จี้กง ฟิตเนส เป็นต้น เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนออกกำลังกายคือทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อนชวน
จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากร ดังกล่าว หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พยายามแสวงหาแนวทางในการรณรงค์ให้ประชาชน ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลดการเจ็บป่วย
มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมหลักของโครงการที่ผ่านมาได้แก่
1) ส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกายในสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2) การเผยแพร่ความรู้ และข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสาธารณะ ได้แก่ การจัดทำวารสารวิ่งเพื่อสุขภาพการจัดทำหนังสือปาฏิหาริย์แห่งการวิ่ง การจัดทำเวปไซท์ www.thaijoggingclub.net การเผยแพร่ความรู้ด้านการเดิน-วิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์
3) ส่งเสริมการดำเนินงานของเครือข่ายชมรมเดิน-วิ่งและออกกำลังกาย ระดับภูมิภาค 10 ภาค
4) ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเดิน-วิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
5) สนับสนุนกิจกรรมเดิน-วิ่งสมาธิวิสาขะพุทธบูชา ถือศีลห้า ลดละอบายมุข
6) สนับสนุนกิจกรรมมหกรรมกีฬามหามงคล : วันฉัตรมงคล
7) สนับสนุนกิจกรรมเดิน-วิ่งวันสหประชาชาติ (UN Day Run ) กิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่นจุลกฐินปลอดเหล้า การรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัยในเฮติ การช่วยเหลือนักวิ่งและผู้ประสบอุบัติเหตุระหว่างการออกกำลังกาย
8) โครงการศึกษาวิจัยด้านการออกกำลังกาย เรื่องการศึกษาวิจัยปัจจัยเชิงเหตุและผลของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของคนไทย โดยนายชัยยุทธ กุลตังวัฒนา และคณะ
การดำเนินโครงการส่งเสริมกิจกรรมเดิน-วิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ที่ผ่านมานับว่าประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายอย่างดียิ่ง มีโครงการที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหลายโครงการ เช่น กิจกรรมออกกำลังกายในสวนสาธารณะ โครงการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยกีฬาภูมิปัญญาไทย 4 ภาค โครงการเดิน-วิ่งสมาธิวิสาขะพุทธบูชา ถือศีลห้าลดละอบายมุข
ในปี พ.ศ. 2553 มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย มีเป้าหมายดำเนินกิจกรรมหลักในการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิต โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อกระตุ้นให้เกิดนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ทั้งในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และระดับองค์กร เพื่อขยายฐานมวลชนออกกำลังกาย ให้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีประธานเครือข่ายภูมิภาค ที่ตั้งขึ้นภายใต้โครงสร้างการบริหารงานของสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย เป็นผู้เชื่อมประสานองค์กร และชมรมในพื้นที่
ทั้งนี้มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ มีเครือข่ายชมรมเดิน-วิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ ทั้งหมด 10 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ ตอนบน ภาคใต้ ตอนล่าง และกรุงเทพและปริมณฑล มีชมรมเดินวิ่ง และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นสมาชิกทั้งหมด 370 ชมรม นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ องค์กรภาครัฐ เอกชน ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ ออกกำลังกายขยายพื้นที่ออกกำลังกายให้กว้างขึ้น เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่น เครือข่ายกระทรวงแรงงาน นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายในสถานประกอบการทั่วประเทศ
[1] การสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากร พ.ศ.2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติ