สวัสดีค่ะ ^^

          มาถึงเล่มสุดท้ายของหนังสือสุดสร้างสรรค์ชุดนี้แล้วค่ะ สำหรับเรื่อง Listening to the Volcano หรือ สดับเสียงภูเขาไฟ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่ฉันอยากนำมาแชร์ และเป็นบล็อกสุดท้าย หลังการจับฉ่ายหาหัวข้อที่ใช่ เรื่องที่ชอบ สำหรับทำวิทยานิพนธ์ เพราะบล็อกถัดจากนี้ฉันตั้งใจจะศึกษาและนำเสนอเกี่ยวกับทฤษฎี รูปแบบความคิด หรือ Mental model เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เป็นประเด็นหลักในการทำวิทยานิพนธ์ครั้งนี้แล้วค่ะ ^^

 

 

          “การประชุม” “การสัมมนา” “การฝึกอบรม” สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นรูปแบบของการสนทนาที่เราเห็นในแทบทุกองค์กร การแลกเปลี่ยนเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็น ที่ทุกองค์กรต้องทำ หากแต่สิ่งที่เป็นที่น่าสงสัยในปัจจุบัน คือ “ผลที่ได้จากการสนทนาเหล่านี้ คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปหรือไม่ ?”


          จะเห็นว่า พนักงานจำนวนมาก เหน็ดเหนื่อยและเบื่อกับการประชุม ดังตัวอย่างที่ อ.ภิญโญ เล่าให้ฟังในชั้นเรียนว่า บริษัท โตโยต้า ได้เปลี่ยนวิธีการประชุม จากให้ทุกคนนั่งประชุม เป็นยืนประชุม และค้นพบว่าผลที่ได้จากการประชุมที่ดีกว่าวิธีเดิมๆ ซึ่งวิธีการนี้เป็นหนึ่งในการสร้าง “การสนทนาที่เกิดผล (Productive conversation)” ซึ่งเกิดจากการควบรวมระหว่าง “โครงสร้างเชิงกลยุทธ์” และ “การสร้างความหมายร่วม” เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากเมื่อพนักงานถูกบังคับให้ยืนขึ้น ความยืดเยื้อและสิ่งต่างๆที่อยู่นอกประเด็น ก็จะลดน้อยลง ทำให้บทสนทนาที่เกิดขึ้น ถือเป็น “ไดอะล็อคแท้ หรือ Pure Dialog” หรือ เป็นบทสนทนาที่ค้นพบความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ตรงประเด็น จากนั้นก็นำไดอะล็อคแท้ ของผู้ร่วมสนทนาทั้งหมดมาแบ่งปันกัน เพื่อสรุปผลการประชุม หรือผลการตัดสินใจ

 

          สภาพแวดล้อม ที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิด “ไดอะล็อคแท้” โดยสภาพแวดล้อมที่ดีจะต้องสามารถสร้างความไว้วางใจ เผื่อให้เกิดการเปิดเผยความคิดที่แท้จริงจากสมอง และความรู้สึกของผู้เข้าร่วมสนทนา เช่น ในชั้นเรียนวิชาพื้นฐานธุรกิจ อาจารย์ให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลมใหญ่รอบห้อง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆให้เพื่อนในห้องฟัง ซึ่งถือเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นกันเอง มากกว่าการนั่งเรียนแบบปกติ ทำให้นักเรียนในห้องไว้วางใจที่จะพูด “ไดอะล็อคแท้” ได้ง่ายขึ้น

 

 

          ปัญหาที่พบเจอมากที่สุดในการตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ คือ การคล้อยตามคนที่เสียงดังที่สุด (Reactive) ซึ่งประเด็นนี้จะพบมากในสังคมตะวันออก ที่เน้น “ความเกรงใจ” หรือ “ลำดับขั้นความอาวุโส” จนทำให้บางครั้ง สิ่งที่เราเห็นด้วย จะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราคิดอยู่เสมอไป ดังนั้น สิ่งที่จะสามารถบรรเทาปัญหาตรงนี้ได้ คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิด “ความไว้ใจกัน” อันจะนำไปสู่ “เสรีภาพในการเสนอความคิดที่แท้จริง” ตัวอย่างเช่น กลุ่มสนทนาแบบที่ประชุมที่เป็นทางการ กับ กลุ่มสนทนาที่ใช้หลักการแบบ World Café จะเห็นว่าอย่างหลังจะเกิดบรรยากาศที่เอื้ออำนวยแก่การแสดงความเห็นที่แท้จริงมากกว่า

 

          ดังนั้น การเปลี่ยนแนวทางการคุยกัน หรือ การเปลี่ยนแนวทางการใช้ถ้อยคำ จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดที่แท้จริงของผู้ร่วมสนทนา (การพูดจากใจ) อันจะนำไปสู่ทางออกที่ยิ่งใหญ่ได้

 

 

          สรุปได้ว่า เราสามารถสร้างการสนทนาที่มีความหมายได้ จากการใช้วิธีการต่างๆ เช่น การเสนอความเห็น (Advocacy) การซักถาม (Inquiry) การสนทนา (Dialog) หรือการอภิปรายปรึกษาหารือ (Discussion) เป็นต้น โดยจะต้องเป็นวิธีการที่สามารถสร้างความหมาย และโอกาสร่วมระหว่างผู้เข้าร่วมสนทนาได้


          ความหมายและโอกาสร่วมดังกล่าวนั้น ก็มาจากการเปิดเผยอย่างคิดไตร่ตรอง (Reflective Openness) หรือ การแสดงออกถึงสิ่งที่ตนเองคิด รู้สึก และต้องการจริงๆ ของผู้เข้าร่วมสนทนา โดยไม่ได้คล้อยตามคนกลุ่มใหญ่เท่านั้น

 

          ฉันเชื่อว่าการค้นหา “ไดอะล็อคแท้” จะเป็นอีกวิธีการใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์แก่องค์การต่างๆ เพื่อพบความยุ่งเหยิงจาก “การสนทนา” กันแบบเดิมๆ

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ เจอกันบันทึกหน้าค่ะ ^^