เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด
จากการศึกษาเรื่องสมองและการเรียนรู้ของมนุษย์ พบว่า มนุษย์ทุกคนหากคลอดปกติแล้วจะมีสมองพร้อมที่จะเรียนรู้เหมือนกันทุกคนโดยมีเซลล์สมองถึงแสนล้านเซลล์ ส่วนหลังจากนั้นเด็กจะเรียนรู้หรือพัฒนาไปในทางที่ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อสมองเด็ก โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมการอบรมเลี้ยงดูในช่วงปฐมวัยที่สมองเริ่มพัฒนา พ่อแม่เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมกระตุ้นสมองเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างประสิทธิภาพ รองลงมาคือ ครูปฐมวัย ซึ่งในสภาวะปัจจุบันครูปฐมวัยนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งเท่ากับพ่อแม่ก็ว่าได้ที่จะช่วยส่งเสริมกระตุ้นสมองเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างประสิทธิภาพ
เทคนิคให้ลูกฉลาด
การให้ลูกฉลาด ต้องเริ่มแต่เล็ก ไม่ใช่เลี้ยงตามมีตามเกิด
โดยอาจต้องพูดกับลูก เป็นการพูดกับลูกแต่แรกเกิด
โดยลูกจะรู้หรือไม่รู้ไม่ต้องใส่ใจ ขอให้พูดกับลูกไปเรื่อย ๆ
เด็กจะรับรู้โดยไม่รู้ตัว สังเกตได้ว่า เด็กหลายคนจะพูดตาม
การพูดนอกจากจะช่วยด้านสติปัญญาแล้ว ยังทำให้เด็กได้ศัพท์ ทำให้รู้จักประโยค หลากหลาย เช่น เด็กเล็ก ๆ ไปอยู่กับใครก็พูดแบบคนนนั้น แสดงว่าเด็ก ๆ รับรู้ภาษา ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ลูกฝรั่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นชาวอีสานพูดอีสานคล่อง ขณะที่เด็กไทยไปอเมริกา พูดภาษาอังกฤษได้ดี
สร้างบรรยากาศ
เด็กจะฉลาดหรือไม่อยู่ที่บรรยากาศของบ้าน
จะต้องเป็นบ้านที่เพิ่มพูนสติปัญญา ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน
หรือของเล่น มีความอบอุ่นปลอดภัย
ส่งเสริมให้มีประสบการณ์ใหม่
ๆ
ถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องให้ลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าลูกจะเล็กแค่ไหน
ก็สามารถทำได้ เช่น เด็กนอนในเปล จะดูรอบตัว คนสมัยก่อนให้ลูกนอนเปล
โดยมีปลาเงินปลาทอง ที่ทำด้วยใบลานสีสวย ๆ แขวนอยู่กลางเปล
ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เป็นของเล่นห้อยหมุน ๆ เด็กจะดูด้วยความสนใจ
แล้วเอื้อมมือไปจับ จับแล้วก็เอามาอม หรือฟาด หรือถู หรือดึง
ซึ่งก็แสดงว่าเด็กเริ่มใช้สมองหาประสบการณ์
สื่อด้วยเพลง
เพลงช่วยสร้างสมอง เพราะเพลงบางเพลงจะเล่าเป็นเนื้อเรื่อง
ทำให้เด็กเกิดจินตนาการตาม เช่น
เพลงเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านหรือธรรมชาติ ไม่ว่าเป็นนก ต้นไม้ กุ้ง ปลา
แม้แต่ ก ถึง ฮ ก็จำได้ด้วยการร้องเพลง เช่น ก เอ๋ย ก ไก่, ข ไข่
อยู่ในเล้า ฯลฯ เป็นการทำเสียงสูงต่ำแบบเหมือนร้องเพลงเลยจำแม่น
แม้แต่ A ถึง Z เราก็จะส่งเสียงท่องเหมือนร้องเพลง เพลงเด็กต่าง ๆ
ในปัจจุบันมักจะแต่งได้ไพเราะ และมีความหมาย
มีคุณธรรมทำให้เด็กเพลิดเพลินในการร้องและจำเนื้อเรื่องได้ง่าย
ให้กำลังใจเมื่อทำผิด
ชมเชยเมื่อทำดี
เด็กเล็ก ๆ ไม่มีประสบการณ์ย่อมทำผิดได้ และอย่าว่าแต่เด็กเลย
ผู้ใหญ่ก็ทำผิดไม่น้อย เวลาผิดห้ามซ้ำเติม
เพราะเด็กจะกลายเป็นคนขาดกลัว ไม่กล้าแสดงออก ทำให้สมอง
ไม่พัฒนาเท่าที่ควร ควรจะออกมาในรูปที่ให้กำลังใจ ไม่ใช้คำพูดเชิงลบ
วิพากษ์วิจารณ์ให้ลูกรู้สึกว่าตนเองทำผิด
จนส่งผลให้เป็นคนขาดความมั่นใจในตนเอง
บทบาทสมมติ
บทบาทสมมติ
มีส่วนทำให้เด็กแยกแยะว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างไร เช่น แม่ร้องเมี้ยว
ๆ ให้ลูกฟัง เพื่อบอกลูกว่านั่นคือเสียงแมวหรือหมา ร้องอย่างไร
สรุปแล้ว เด็กเกิดมาไม่ได้อยู่ ๆ ก็จะฉลาดได้ ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์บวกอาหารการกิน การเลี้ยงดู หรือบรรยากาศรอบตัวเด็ก ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยลูกแต่แรก ลูกคงจะฉลาดไม่ได้ เท่าที่ควร แม้พ่อแม่จะเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายนี้มีเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ฉลาด และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
....TESTS เป็นหลักการเลี้ยงลูกง่ายๆ
ที่มีวัตถุประสงค์ให้พ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง
คนดีของครอบครัวและสังคม โดยพ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยการ
-ฝึกให้ลูกคิด
( T )
-ให้ประสบการณ์ลูก
( E )
-ให้ลูกรู้จักตัวตน
ซึ่งหมายถึงการเข้าใจตนเองว่าเป็นใคร ( S )
-รู้จักการทำงาน
และการอยู่ร่วมกับคนอื่น ( T )
-และตัวสุดท้ายคือการสนับสนุนของพ่อแม่
( S )
การเลี้ยงลูกด้วย
TESTS ต้องเริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในช่วงปฐมวัยโดยเฉพาะวัยอนุบาล(3 - 6
ขวบ) เป็นวัยที่กระหายเรียนรู้โลกใหม่ที่เด็กไม่เคยพบเห็นมาก่อน
พ่อแม่ต้องให้โอกาสลูกเรียนรู้
เด็กปฐมวัยพร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัสเข้าไว้ในตนแล้วสะสมเป็นความรู้
ความคิด เจตคติ และบุคลิกภาพ ซึ่งจะแสดงออกเมื่อโตขึ้น
การเลี้ยงลูกของพ่อแม่จึงมีความหมายกับเด็กมาก
มีมากเท่ากับพันธุกรรมที่เด็กสืบทอดมา
อาจมากกว่าถ้าการเลี้ยงดูนั้นกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้สุกใส งดงาม
ตามด้วยปัญญาที่ชาญฉลาด
.... TESTS
ไม่ใช่การทดสอบลูก แต่เป็นวิธีการเลี้ยงลูก แต่ในขณะเดียวกัน TESTS
หมายถึงการตรวจสอบตนเองของพ่อแม่ว่าได้กระทำการเลี้ยงลูกด้วย TESTS
จริงหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องแก้ไข และพยายามทำ TESTS ใหม่
สำหรับลูกให้ดีที่สุด ผลลัพธ์ของการเลี้ยงลูกด้วย TESTS
พ่อแม่จะได้ลูกที่มีปัญญาฉลาด
อีกทั้งอารมณ์ที่ดี
T: Think เลี้ยงลูกต้องให้ลูกคิด
-เริ่มต้นฝึกคิดจากการจำ
-ทำอย่างไรเด็กถึงจะจำอย่างเข้าใจ
-การปลูกฝังการคิด
-ฝึกคิดคล่อง
-ทำเองได้ฝึกคิด
-ฯลฯ
E : Experience ให้ประสบการณ์ลูก
-ให้ลูกเล่นน้ำเล่นทราย
-เปิดโลกให้ลูก
-เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว
-ฯลฯ
S : Self -understanding รู้ตัวตน
-เราคือใคร
-พัฒนาลูกตามวัย
-ให้ลูกรู้ว่าหนูทำได้
T : Team ให้ลูกเรียนรู้การเป็นหมู่คณะ
-รู้จักเพื่อน
-เด็กดีต้องมีกติกา
-การเป็นมิตร
S : Support สนับสนุนให้ลูกพัฒนา
-ให้เวลาลูก
-ให้โอกาสลูก
-เข้าถึงใจลูก
-สร้างใจลูกให้แข็งแรง
ฯลฯ
www.tutorchula.com/c-d-c/paper9.htm
บทความ ทฤษฎีคนอัจฉริยะ (การพัฒนา เด็ก-คนปกติ ให้ไปสู่ คนอัจฉริยะ)
ผู้เขียน อ.ปั้น
ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาว่า ทำไมคนบางคนสามารถเกิดขึ้นมาเป็นคนที่เก่งมากเป็นระดับอัจฉริยะ ทั้งที่บางคนดูในวัยเด็กแล้ว ไม่มีความเก่งกาจใดๆ แต่สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นคนเก่ง ที่มีความสามารถได้ การที่คนบางคนสามารถเกิดมาเป็นอัจฉริยะได้ แต่บางคนทำไม่ได้ คำถามแรก ถ้าเราจัดรูปแบบสภาพแวดล้อมทุกอย่างให้คนทั่วไป ดำเนินกระบวนการแบบเดียวกับอัจฉริยะภาพ คนคนนั้นจะกลายเป็นอัจฉริยะภาพได้ไหม ทฤษฎีอัจฉริยะภาพ คือ การพยายามจัดสภาพแวดล้อม ด้วยปัจจัยต่างๆ เพื่อให้คนๆหนึ่งสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นอัจฉริยะได้ (จริงๆแล้วอาจไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นคนเก่ง ก็ถือว่าใช้ได้)
M --- P---> G , I
M เด็ก หรือ คนทั่วไป
--- P--> กระบวนการพัฒนา คนธรรมดา ให้เป็น คนอัจฉริยะ
G , I คนอัจฉริยะ หรือ คนเก่ง
ปัจจัยในกระบวนการพัฒนา คนธรรมดา ให้เป็น คนอัจฉริยะ
1.การส่งเสริมความรู้-ความชำนาญ (การศึกษา)
2.การได้รับโอกาส-ประสบการณ์ (การที่ได้ทำงาน หรืออยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีคนเก่งมากมาย)
3.กระบวนวิธีคิดของคน คนนั้น (รู้จักมองและคิดทะลุปัญหาต่างๆ)
4.บุคลิกภาพของคน คนนั้น
เช่น เรามีจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มีโอกาสในการทำงานห้องวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศ พบเจอคนเก่งมากมาย เรียนรู้วิธีคิด พัฒนาสิ่งใหม่ๆ มีบุคลิกภาพรับฟังความเห็นคนอื่นๆ อดทนต่อการทำงาน เป็นต้น
อัจฉริยะหลายคน ถูกฝึกสอนโดยอัจฉริยะอีกคนหนึ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวนมากเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นำของโลก ทำงานในสถานบันชั้นนำ อยู่ภายใต้บรรยายกาศที่แวดล้อมไปด้วยคนเก่งมากมาย
เอกสารประกอบ
(จากเรื่อง อัจฉริยะปัจจัย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน)
นักวิทยาศาสตร์ที่พ่อแม่ไม่ได้เลย
โลกนี้มีอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่แหกกรง คือ เก่งโดยที่บิดา – มารดาไม่ได้มีความสามารถสูงในสาขาเดียวกันเลย เช่น Niels Bohr มีบิดาเป็นศาสตราจารย์สรีรวิทยา Maria Goeppert Mayer เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี พ.ศ. 2506 ด้วยผลงานทฤษฎีโครงสร้างนิวเคลียสแบบ shell model เธอมีบิดาเป็นศาสตราจารย์กุมารเวชศาสตร์ หรือ Hideki Yukawa ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2492 จากผลงานทฤษฎีแรงนิวเคลียร์ มีบิดาเป็นศาสตราจารย์ภูมิศาสตร์ ส่วนบิดาของ Marie Curie เป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียน และ Max Planck นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ประจำปี พ.ศ. 2461 จากผลงานการคิดทฤษฎีควอนตัม ก็มีบิดาเป็นทนาย หรือในกรณีของ Hans Oersted ผู้พบว่ากระแสไฟฟ้าทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ก็มีบิดาเป็นเภสัชกร ส่วน Robert Millikan ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2466 ด้วยความสำเร็จในการวัดประจุของอิเล็กตรอนมีบิดาเป็นนักเทศน์ สำหรับ Galilei Galileo นั้นมีบิดาเป็นนักดนตรี และ Christian Huygens นักฟิสิกส์ชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้พบทฤษฎีคลื่นของแสง มีบิดาเป็นทูต ส่วน Wilhelm Rontgen ผู้พบรังสีเอ็กซ์และเป็นผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี พ.ศ. 2444 มีบิดาเป็นพ่อค้า หรือในกรณี Isaac Newton ก็มีบิดาเป็นชาวนา และ Charles Coulomb ผู้พบกฎแรงดึงดูดและผลักระหว่างประจุไฟฟ้า ก็เป็นลูกของข้าราชการ หรือแม้แต่ Albert Einstein ก็มีบิดาเป็นนักธุรกิจ สำหรับ Johannes Kepler ผู้พบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์นั้นก็มีบิดาเป็นนายทหาร และ James Maxwell เจ้าของทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีบิดาเป็นเศรษฐีที่ดิน ส่วน Jean Fouries เจ้าของทฤษฎีการนำความร้อนในของแข็ง และเป็นผู้คิดคณิตศาสตร์แขนง Fourier Analysis ก็มีบิดาเป็นช่างตัดผ้า Georg Ohm เจ้าของกฎของ Ohm ก็มีบิดาเป็นช่างทำกุญแจ และMichael Faraday ผู้พบปรากฎการณ์เหนี่ยวนำไฟฟ้าเป็นลูกของช่างตีเหล็ก ส่วน Ernest Rutherford ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี พ.ศ. 2451 จากการพบนิวเคลียสในอะตอมมีบิดาเป็นช่างซ่อมรถยนต์
เวลาที่แสดงออกถึงความสามารถ
มีตัวอย่างที่แตกต่างกันมากให้เห็นอย่างหลากหลาย เช่น Karl Gauss ผู้สามารถบอกบิดาตั้งแต่อายุ 3 ขวบว่า บิดาคิดค่าจ้างคนงานผิด และเมื่อเวลาผ่านไป Gauss ก็ยิ่งเก่ง จนเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่เทียบเท่า Newton และ Archimedes หรือสำหรับ Freeman Dyson ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างทฤษฎี quantum electrodynamics (QED) ก็ได้เล่าว่า ในขณะที่มีวัย 4 ขวบ แทนที่จะวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป เขากลับนั่งบวกเลข และก็ได้แสดงแววอัจฉริยะเมื่อได้พบว่า 1+ 1/2+1/4 + 1/6+1/8 +1/6... มีค่าเท่ากับ 2 สำหรับ Mary Catherine Balesin ผู้เป็นนักมานุษยวิทยา ก็เล่าว่าในวัยเด็กเธอชอบเฝ้าดูพฤติกรรมของเพื่อน ๆ ในห้อง แล้วจดบันทึกข้อสังเกตต่าง ๆ
ส่วน Richard Dawkins นักชีววิทยาด้านทฤษฎีวิวัฒนาการก็ได้บอกว่าความสนใจของตนด้านนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อได้อ่านนวนิยายเรื่อง The Adventures of Dr.Doolittle ตั้งแต่เรียนชั้นประถม เหล่านี้คือตัวอย่างของอัจฉริยะบุคคลที่แสดงแววฉลาดตั้งแต่เด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็มีอัจฉริยะอีกหลาคนที่ชีวิตได้ล้มเหลวมานานา แต่ก็ประสบความสำเร็จ เมื่อได้พบและทำงานที่ตนถนัด เช่น Leo Tolstoy นักประพันธ์ชาวรัสเซีย ผู้ประพันธ์นวนิยายอมตะเรื่อง War and Peace เคยถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัย ส่วน Werner von Braun วิศวกรชาวเยอรมันผู้ประดิษฐ์จรวด V2 ที่นาซีใช้ถล่มอังกฤษระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างจรวด Saturn V ที่ขับนำยาน Apollo ไปดวงจันทร์นั้นก็มีประวัติการเรียนว่าเคยสอบคณิตศาสตร์ตก Louis Pasteur นักเคมีและนักจุลชีววิทยา ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการพบวัคซีนโรคกลัวน้ำก็เล่าว่า ในสมัยที่เรียนเคมีที่ Royal College เขาเรียนได้ไม่ดีหรือเด่นเลย สำหรับ Louis May Alcott เจ้าของบทประพันธ์คลาสสิคเรื่องLittle Women นั้นก็เคยถูกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตำหนิว่า ไม่มีความสามารถในการเขียนหนังสือเลย และ Winston Churchill ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เคยสอบตกตอนอยู่ ป.6 และต้องสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยที่ Sandhurst ถึง 3 ครั้ง จึงเข้าได้และขณะเรียนที่นั่นครูได้เคยบ่นว่า เป็นนักเรียนที่ไม่มีจินตนาการเลย แต่ในที่สุดเด็กชายผู้ไร้ความฝันคนนี้ในเวลาต่อมาได้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี พ.ศ. 2496
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆๆ
แนะนำ การเลี้ยงลูก ให้ดีหรือต้องการให้ลูกเป็นอัจฉริยะ กำหนดโดยพ่อแม่
http://goo.gl/ABt7kf