ตามบันทึกเรื่อง "ความยุติธรรมไม่มา สามัคคีไม่เกิดจริงหรือ" http://gotoknow.org/blog/peaceful-means/362613 ท่านผอ.พรชัยแห่งโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จ.ยโสธร ในฐานะกัลยาณมิตรได้ร้องขอให้สรุปประเด็นที่ผู้เขียนได้ไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ "พระพุทธศาสนากับแนวทางการปรองดองของสังคมไทย" ของรายการ "ที่นี่ประเทศไทย" โดยมี ดร.ณัฐฏา เป็นพิธีกร ในวันที่ ๒๘ พฤภาษคม ๒๕๕๓ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชานั้น เพื่อสนองตอบต่อแนวทางของกัลยาณมิตรนั้น ผู้เขียนขอสรุปประเด็นดังนี้

"พระพุทธศาสนากับแนวทางการสร้างความปรองดองของสังคมไทย"
สัมภาษณ์โดย ดร.ณัฏฐา โกมวาทิน
ตอบโดย
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, ผศ.ดร.
++++++++++
๑. ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งทำให้ชาวพุทธจำนวนมากแสดงความไม่สบายใจ และมีคำถามสถานการณ์ดังกล่าวคำถามมีว่า ประเด็นการแสดงออกทางการเมืองของพระบางรูปว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
คำตอบ
การแสดงออกในลักษณะดังกล่าว หากวิเคราะห์ตามหลัก "วิภัชชวาท" ในพระพุทธศาสนา เราสามารถตอบได้สองแนวทาง
(๑) ในเชิงบวกต่อการเข้าร่วมกิจกรรม จากการให้สัมภาษณ์ของพระสงฆ์บางรูปที่เข้าร่วมกิจกรรมพบคำตอบที่น่าสนใจว่า ญาติโยมบางท่านเป็นชาวต่างจังหวัด หรือกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโยมที่เป็น "กัลยาณมิตร" หรือ "อุปัฏฐาก" ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเรียกร้องความต้องการทางการเมืองจากรัฐบาล และในบางครั้งญาติโยมเหล่านั้น ต้องการที่พึ่ง ต้องการแรงบันดาลใจ ต้องการแนวทางที่เหมาะสมต่อการดำเนินการ โดยเฉพาะ "แนวทางพุทธสันติวิธี" จึงได้นิมนต์พระบางรูปไปร่วมกิจกรรม ซึ่งผลดีที่เกิดขึ้นคือ ในบางสถานการณ์สามารถทำให้เหตุการณ์ที่หนักกลายเป็นเบาได้ ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นความเยือกเย็นมากขึ้นได้ เหล่านี้เป็นผลในเชิงบวกต่อการเข้าร่วมกิจกรรมของพระบางรูป
(๒) ในเชิงลบต่อการเข้าร่วมกิจกรรม เป็นที่ประจักษ์ว่า พระบางรูปที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียกร้องทางการเมือง ในแสดงออกในเชิงไม่เหมาะสม การใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ขัดกับหลัก "สมณสารูป" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เข้าไป "เลือกข้าง" แทนที่จะทำหน้าที่ในการชี้นำสังคม แต่กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม สรุปประเด็นนี้คือ ในขณะที่สังคมกำลังต่อสู่กันทางความคิดทางการเมือง พระไม่ได้มีหน้าที่ในการ Take side คือ "เลือกข้างใดข้างหนึ่ง" แต่พระมีหน้าที่ในการ Take to their side คือ "การให้กำลังใจ การนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมกับเหตุ ผล ตน ประมาณ บุคคล เวลา และสถานการณ์"

๒. ประเด็นเรื่อง "ความยุติธรรมกับความปรองดอง หรือสามัคคี"
ตอบ
ความยุติธรรมเป็นเครื่องมือประการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างความ “สามัคคี” ให้เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน หากมองในมิตินี้จะพบว่า สามัคคีคือเป้าหมาย (Goal) ส่วนความยุติธรรมคือเครื่องมือ หรือตัววิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมแบบพหุนิยม (Pluralism) ที่ประกอบด้วยกลุ่มคน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และกลุ่มขัดแย้งหลายกลุ่ม ฉะนั้น การนิยาม หรือให้ความหมายของคำว่า “ยุติธรรม” ย่อมมีความเห็น มุมมอง และแนวทางในการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และย่อมเป็นเรื่องยากที่จะหาบทสรุป หรือหาความหมายร่วมกันในระยะเวลาอันสั้น
ถึงกระนั้น ประเด็นเรื่องการสร้าง “กติการ่วม” (Ground Rules) นับเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่สังคมไทยจะต้องสร้างเวทีเพื่อหาบทสรุปร่วมกันโดยอาศัยความร่วมมือจากองคาพยพต่างๆ ในสังคมบนบาทฐานหลักการต่างๆ เช่น หลักอปริหานิยธรรมตามที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสีนำเสนอ โดยการดึงภาคส่วนต่างๆ ที่มีความเห็นต่างเข้ามาพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวลา และสถานที่ที่เหมาะสม (Inclusive Society) เพื่อให้เกิดกระบวนแบ่งปันข้อมูลที่รอบด้าน โดยไม่พยายามที่จะผลักคนที่เห็นต่างออกไปจากสังคมไทย (Exclusive Society)
กรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งในประเด็นนี้คือ หากมองในเชิงพุทธ สังคมที่พระพุทธเจ้าปรารถนาจะเห็นคือ “สังคมแห่งความพร้อมเพรียง” เพราะว่า “ความพร้อมเพียงแห่งหมู่คณะ นำความสุขมาให้” สังคมแบบพหุนิยมนั้นเป็นสังคมที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนต่างๆ ได้ดำรงอยู่อย่าง “มีศักดิ์ศรี” และ “เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน” และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ “การสร้างกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน” ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพื่อทำให้สังคมของพระองค์เพียงพอที่จะรองรับกลุ่มคนต่างๆ ให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม เพื่อใช้ความยุติธรรมเป็นเครื่องสร้าง “สามัคคีธรรม” ให้เกิดขึ้น และพร้อมที่จะรองรับบรรยากาศแห่ง “สันติธรรม” ในลำดับต่อไป

๓. ประเด็นเรื่อง "หลักการและแนวทางที่จะใช้เป็นหลักยึดซึ่งเป็นการในการสร้างความปรองดอง และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสถานการณ์ปัจจุบัน"
ตอบ
สังคมไทย: สังคมแห่งไฟเผาลน
ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สังคมไทยถูกไฟ ๓ กองเผาลนอยู่ กล่าวคือ
ไฟกองที่ ๑: ไฟคือความอยาก กำหนัด และพึงพอใจอยู่ในโลกธรรม จนถูกโลกธรรมครอบงำ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ สรรเสริญ และนินทา ประเด็นคือ เรามัวแต่ไปคิดว่า สิ่งเหล่านี้จะยืนยงคงอยู่กับเราได้อย่างยาวนาน แต่ความจริงคือ สิ่งเหล่านี้ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีใครไปบังคับบัญชาให้เป็นไปตามอำนาจของเราได้ ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะพบว่า ถ้าอยากจะมีความสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็นของฉัน
ไฟกองที่ ๒: ไฟคือโทสะ เราอยู่ในสถานการณ์ของความเกลียดชังมาหลายปีแล้ว และในปัจจุบันนี้ความเกลียดชังก็ยังคงอยู่ และนับวันจะฝังรากลึก ร้อนรนอยู่ภายในใจ จากประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้ พบว่า ความเกลียดชังมีจุดเริ่มจากความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งด้านข้อมูล ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ ค่านิยม และโครงสร้าง แต่เพราะความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการในวิถีทางที่ไม่เหมาะสม หรือถูกกดทับด้วยอำนาจ หรือสิ่งอื่นๆ เอาไว้ จึงทำให้ความขัดแย้งได้กลายพันธุ์ไปสู่ "ความรุนแรง" ดังที่ปรากฎในสถานการณ์ปัจจุบัน และแม้ว่าฝ่ายใดจะชนะ หรือแพ้ แต่อุณภูมิของความเกลียดชังยังฝังตัวอยู่ และรอเวลาที่จะปทุอีกครั้งในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์"
ไฟกองที่ ๓: ไฟคือโมหะ ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ บางแง่มุมของเมืองไทยเป็นเมืองแห่ง "โมหะ" หรือจะเรียกอีกอย่างว่า "สังคมแห่งอวิชชา" หรือ "เป็นเมืองแห่งความไม่รู้" กล่าวคือ ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรชั่ว ไม่รู้ว่า อะไรสูง อะไรต่ำ และนำไปสู่สังคมแบบไม่รู้ไม่ชี้
ทางรอด:
น้ำสามขันผันไปสู่ความปรองดอง
น้ำขันที่
๑: ถอนความยึดมั่น (ดับไฟคือราคะ)
ในขณะที่แต่ละคน
แต่ละกลุ่มพากันยึดมั่น หรือมุ่งมั่นในคำว่า "การแพ้ หรือชนะ"
ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้นว่า "ผู้ชนะย่อมก่อเวร
ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์" ผู้ชนะอาจจะลิงโลดใจ
และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การตามล้าง
ตามล่ากลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ และแนวคิดของตัวเอง
หรือกลุ่มตัวเอง ซึ่งการแสดงออกแบบนี้
นำไปสู่การก่อเวรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน
ฝ่ายที่คิดว่าตัวเอพ่ายแพ้ต่อการเรียกร้อง ก็ย่อมแสวงหาแนวทาง
หรือช่องทางที่จะทำให้ตัวเองประสบกับชนะในอนาคต
ซึ่งประเด็นที่ของการหาช่องทาง
อาจจะเกิดความคิดขึ้นแบบมาเคียวารีที่ว่า "ขอเพียงประสบกับชัยชนะ
อย่าไปสนใจวิธีการ" ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเวรต่อไปเช่นเดียวกัน
ฉะนั้น การลดทอนความยึดมั่นในชนะ หรือพ่ายแพ้ โดยการเปิดพื้นที่หันมาสร้างกฎกติกาที่ทุกฝ่ายพึงพอใจร่วมกัน นับเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายควรให้ความใส่ใจ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในคำสั่งนายก ๖๖/๒๓ โดยไม่พยายามคนที่ไม่เห็นเห็นด้วยออกไปจากสังคม แต่ดึงคนเหล่านั้น มาร่วมแสวงหาทางเลือก และสร้างกติกาที่ทุกคนย่อมรับได้และปฏิบัติได้ รวมไปถึงความพึงพอใจต่อทางาเลือกดังกล่าว

น้ำขันที่ ๒: แบ่งปันความรัก (ดับไฟคือโทสะ)
การแบ่งปันความรักมีผลต่อการทำลายล้าง "อุกศลธรรมตัวโทสะ" ความรัก
ความปรารถนาดี และความเข้าไปช่วยเหลือเมื่อเพื่อนมนุษย์มีความทุกข์"
นับเป็น "ภูมิปัญญาไทย" ที่คงอยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
เพียงแต่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้เราหลงลืมคุณค่าของ
"ความเมตตากรุณา"
ซึ่งเคียงคู่มากับสังคมแบบเกษตรกรรมมาอย่างยาวนานในสังคมไทย
คำถามสำคัญคือ ความเมตตากรุณาใช่ไม่ได้กับสังคมแบบทุนนิยม
หรือว่าใช่ได้อยู่ แต่เราไม่ค่อยนำมาใช่อย่างเต็มกำลัง
ความจริง ความรัก
และความเอื้ออาทร เป็นหลักการสำคัญที่จะทำหน้าที่ในการ "เชื่อม"
วัตถุ มนุษย์ และธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่าง "ประสานสอดคล้อง"
ซึ่งรวมไปถึงการเมืองซึ่งควรเป็นการเมืองแบบเมตตา
และเอื้ออาทรแก่เพื่อนมนุษย์
เปิดพื้นให้แก่คนอื่นและสิ่งอื่นเพื่อให้มีที่หยิบ ที่ยืน
อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์
ฉะนั้น
เหนือนอกจากการแบ่งปันความรักให้โลก หรือสังคมสดใสแล้ว ยังรวมไปถึง
การแบ่งปันลมหายใจแห่งสันติภาพด้วย เพราะในแต่ละวัน
มนุษย์กำลังแบ่งปันลมหายใจระหว่างกัน และกัน
รวมไปถึงกันหายใจเอาลมหายใจของกันและกันเข้าไปด้วย
หากลมหายใจของเราเต็มไปด้วยสันติ
เราก็ได้หายใจเอาลมหายใจแห่งสันติเข้าไปด้วย
หากเป็นลมหายใจแห่งความเร้าร้อน
เราก็ได้รับลมหายใจเช่นนี้เข้าไปด้วย
น้ำขันที่ ๓: ประจักษ์สรรพสิ่งชัดด้วยปัญญา (ดับไฟคือโมหะ)
คำถามมีว่า "มนุษย์อับจนปัญญา"
หรืออย่างไร เราจึงไม่สามารถพาตัวเอง หรือสังคมออกไปจาก
"กับดักของความรุนแรง และความเห็นต่างได้" คำตอบคือ "ไม่"
แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นคือ ปัญญาที่มนุษย์มีนั้น เป็น "ปัญญาแบบโลกิยะ"
ที่จะพาตัวเองรอดเท่านั้น เราจึงเรียก ปัญญาที่เรามีตอนนี้เป็น
"ปัญญาที่ขาดเมตตา และกรุณา" เป็นปัญญาที่เอาตัวเองรอดตาม "สัญชาตญาณ"
ที่พยายามจะหาวิธีการและออกแบบวิธีการเพื่อเอาตัวเอง
หรือกลุ่มตัวเองให้รอด
ในขณะเดียวกัน
การที่มนุษย์ไม่ประจักษ์สรรพสิ่งตามเนื้อผ้า หรือตามที่ความเป็นจักษ์
เพราะบางคน หรือบางกลุ่ม เลือกที่จะเสพ หรือสื่อในมุมที่ตัวเองมองว่า
เกิดประโยชน์สูงสูดต่อตัวเอง หรือกลุ่มตัวเอง ด้วยเหตุนี้
การพูด การแสดงออก หรือการคิดจึงติดกับ หรือตกหลุมพรางของ "โมหะ"
ที่ขาดหลัก "วิภัชชวาท" คือการแยกแยะว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี
อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด หรืออะไรสูง อะไรต่ำ

๔. เราจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร ในขณะที่มีคู่ขัดแย้งเช่นนี้ในสังคมไทย
เราต้องอยู่ให้เหนือ "ภาวะแห่งความเป็นคู่ไปให้ได้" มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์ก็ต้องมานั่งร้องไห้ เจ็บปวด และทรมานเช่นนี้อย่างไม่หยุดหย่อน ธรรมะที่เป็นคู่ เช่น ลาพ เสื่อมเลื่อม ยส เสื่อมยส สรรเสริญ นินทา ชอบ และไม่ชอบ เป็นต้น โดยพยายามที่จะทุกอย่างตามที่มันเป็นตามหลัก "กาลามสูตร" อย่างเพิ่งเชื่อเพียงเพราะสิ่งที่ได้ยินมา หรือเชื่อกันมา หรือเป็นอาจารย์ หรือคนที่เรารักและนับถือ โดยขาดการไตร่ตรองด้วยเหตุ ด้วยผลอย่างประจักษ์ชัด
มนุษย์ในสังคมปัจจุบัน "ตกหล่มเพราะสิ่งที่เรา หรือคนที่ชอบหรือไม่ชอบ" หากสิ่งใดไม่พึงใจ หรือปรารถนาของเรา เราก็จะทุกข์หรือทรมานกับสิ่งนั้น กล่าวคือ เรามักจะนำสิ่งที่ผิดปกติ หรือไม่ปกติของคนอื่นมาทำลายความเป็นปกติของเรา" การสุข หรือทุกข์ของเรา มักจะต้องพึ่งพิงกับคนอื่นหรือสิ่งอื่นอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การดำรงอยู่ชีวตให้อยู่เหนือภาวะความเป็นคู่ ชอบไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ จะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดของเรา และมีความสุขกับการดำเนินชีวิตบนฐานของสังคมที่กำลังขัดแย้งได้อย่างรู้ ตื่น และเบิกบาน บนสายธารแห่งธรรม
ดูบทให้สมภาษณ์โดยละเอียดของผู้เขียน และผศ.ดร. ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวัฒน์ ในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย วันที่ ๒๘ พฤภาคม ๒๕๕๓
โยมแก้ว
นมัสการครับ
หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือน พคที่ผ่านมา ทำให้คนไทยในต่างแดนส่วนใหญ่ฝันร้ายมาตลอดครับ
เพราะนึกไม่ถึงว่าจะเห็นภาพที่น่าสลดใจที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ เมืองที่เรารัก
เพราะจิตใจคนไทยไม่นิ่ง
ยังมีฉันทาคติที่รุนแรง จนสามารถผิดศีลได้
แต่หลังจากผ่านพ้นไป การร่วมใจกันออกไปทำควาามสะอาดของทุกคน ก็ช่วยสร้างกำลังใจให้กลับคืนมาได้บ้างครับ
ผมได้ตามไปชมรายการสัมภาษณ์ของท่านอาจารย์แล้วครับ ก็อยากให้มีรายการแบบนี้ให้มากขึ้น
เพราะเป็นการเตือนสติ ให้แนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็น เหมือนการทำกายภาพบำบัดของคนไข้ที่เพิ่งพักฟื้น
ผมเห็นว่า สติจำเป็นต้องได้รับการนำกลับมา
และเห็นว่า ศีล 5 นั้นเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้สังคมสงบสุข เพียงศีล 5 ถ้าทุกคนตั้งใจยึดถือปฏิบัติ ผนวกกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง รับรองได้ครับว่า ในเวลาไม่นาน สังคมไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างสง่างามอีกครั้ง
นอกจากนั้น ความสำคัญของ "วันพระ" ก็ควรนำมาส่งเสริมอย่างจริงจังครับ
วันพระควรเป็นวันสำคัญของสังคมไทยครับ ถ้าส่งเสริมให้เป็นวันสำคัญระดับชาติ
กล่าวคือ ผู้นำในรัฐบาลต้องนำและทำเป็นตัวอย่าง ไปวัด ทำบุญตักบาตร รักาาศีล ปฏิบัติธรรม ก็น่าจะดีนะครับ
เพราะวันพระคือวัน "หยุด" อย่างน้อยก็หยุดทำผิดศีลและพัฒนาจิต
ถ้าหยุดกันได้ทุกวันพระ จิตใจคนก็จะสงบระงับมากขึ้น
เราเคยทำวันต่างๆ ของเราให้เป็นวันระดับชาติและระดับโลกมาแล้ว เช่นวันงดสูบบุหรี่โลก เป็นต้น
ทำไมจะทำให้วันพระ สำคัญอย่างจริงจังไม่ได้
ทำให้วัดกลับมาเป็นสถานที่สำคัญของชุมชนอีกครั้ง
ทำให้ครอบครัวสนิทสนมกันมากขึ้น
อย่างน้อย แค่วันพระวันเดียวครับ
นมัสการครับ
นมัสการครับ
ท่านทูต
นมัสการครับ
ขอสนทนาต่อครับ
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ซึ่งผมคิดว่าพุทธศาสนิกชนต่างรู้ดีว่า ระยะหลังเราเป็นพุทธแต่ในนาม
นับถือพุทธเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของชีวิต
แต่ไม่เคยถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ....มากไปกว่าการทำบุญ
อะไรที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของชาวพุทธให้กลับคืนมา
ผมจึงเห็นว่าศีล 5 เป็นพื้นฐานสำคัญ การจะให้คนรักษาศีลก็ต้องสร้างเครือข่ายที่จะสนับสนุนการกระทำนี้ จึงเห็นว่าทุกวันพระ น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะมากระชับเรื่องนี้
ถ้าเราสร้างเป็นกระแสได้ ก็จะทำให้วัดและครอบครัวกลับมามีกิจกรรมระหว่างกันที่สม่ำเสมอกันอีกและใกล้ชิดกันมากขึ้น
ก็คงไม่ต้องถึงกับหยุดงานครับ แต่คนต้องสร้างนิสัยการไปวัดในวันพระหรืออย่างน้อยใส่บาตร รักษาศีลหรือปฏิบัติธรรม
ซึ่งตรงนี้ บรรดาผู้นำในระดับต่างๆ ต้องเป็นผู้นำกระแสครับ เช่นบรรดานักการเมืองในรัฐบาล รวมทั้งรัฐมนตรี หากได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ครับ
(ในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมได้นิมนต์พระจากวัดพุทธไปบิณฑบาตรที่ที่ทำงานสัปดาห์ละครับ)
พูดถึงศรีลังกา ไทยเคยนำสิ่งที่ดีไปยังศรีลังกา ในยุคที่ศรีลังกาต้องการ จนพระพุทธศาสนาฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งในประเทศนี้
เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับที่ศรีลังการให้วันพระเป็นวันหยุดทำงาน เพื่อคนจะได้ไปวัดและไปทำบุญที่วัด
สำหรับพวกมุสลิม ก็ถือเอาวันศุกร์เป็นวันสำคัญที่จะต้องไปละหมาดที่สุเหร่า ถ้าไม่ติดอะไรที่สำคัญ ก็จะไปกัน
ในยุโรป คนก็จะพากันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์อย่างเคร่งครัด
น่าชื่นชมในศรัทธาของคนเหล่านี้ครับ
สิ่งที่ผมอยากเห็นในบ้านเราคือการที่วัดกลับมามีความสำคัญในชุมชนอีกครั้ง
นั่นคือมิใช่วัดที่สวยงามเท่านั้นแต่ประตูโบสถ์ต้องเปิดเสมอด้วย
ถ้าเชื่อมั่นว่าคนต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยปีละหลายสิบล้านนั้นมาเพราะประเทสเรามีสิ่งที่น่าสนใจไม่ว่าจะคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส สภาพสิ่งแวดล้อม สถานที่น่าท่องเที่ยว สินค้าราคาถูกแล้ว วัดและความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีครับ
ในส่วนที่เกี่ยวกับอินเดีย หากนับว่าพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของฮินดู (คนอินเดียเชื่อเช่นนั้น) ก็จะทำให้ประเทสไทยเป็นเมืองพุทธสำหรับคนอินเดียด้วย ซึ่งคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อมีประมาณ 300 ล้านคน ทีเดียว
น่าคิดนะครับ
นมัสการครับ
ท่านทูต
วันนี้เป็นวันศีลใหญ่ ดิฉันขอฟังเทศน์กับท่านอาจารย์ตรงนี้เลยนะเจ้าคะ
นมัสการครับ
ขออนุญาติสนทนาต่อครับ
การทำให้วัดกับคนมาใกล้ชิดกันมากขึ้น เป็นสิ่งที่น่าจะจำเป็นครับ
สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศสและในยุโรป จำได้ว่าเข้าโบสถ์เป็นประจำ
แม้จะเป็นพุทธที่เคร่งครัด แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะเข้าโบสถ์
ผมมีความรู้สึกว่าโบสถ์ของคริสต์ศาสนานั้นใกล้ชิดกับคนมาก
นอกจากวันอาทิตย์ที่ศริสต์ศาสนิกชนจะต้องไปแล้ว โบสถ์เปิดทุกวันและทั้งวัน
หากสังเกตุดีๆ โบสถ์จำนวนมากตั้งอยู่ริมถนน โดยเฉพาะในเมือง เดินผ่านไป ก็สามารถแวะเข้าไปหาสิ่งดีๆ สำหรับจิตใจได้เสมอ
ในหน้าร้อน โบสถ์เป็นสถานที่เข้าไปแล้วเย็น ในหน้าหนาว เข้าไปแล้วหลบหนาวได้
นอกจากนั้นโบสถ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับจิตใจ
กลับมาที่วัดในประเทศไทย ส่วนใหญ่อุโบสถจะอยู่ในวัด และวัดก็จะมีรั้วรอบขอบชิด โดยมีอุโบสถอยู่ลึกหรืออยู่ตรงกลางวัด และเท่าที่ผมได้สัมผัสมาหลายวัด อุโบสถมักจะปิด บางวัดปิดอย่างแน่นหนา
และเนื่องจากอากาศบ้านเราร้อนถึงร้อนมาก อุโบสถจำนวนไม่น้อยจึงร้อนเป็นปรกติ (ถึงร้อนเพียงใด ผมก็มักจะเข้าวัด)
วัดไทยมักจะมีศาลาที่เป็นสถานที่พักพิงของผู้มาเยือนที่คลายร้อนได้
ที่ผมพูดถึงเรื่อง"สถานที่" ก็เพราะสถานที่นั้นมีความสำคัญกับจิตใจคนไม่น้อย
นอกจากศีล 5 แล้ว หากได้มีการเปิดกว้างเรื่องสถานที่(วัด-อุโบสถ) โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึง ทำให้ผมคิดถึง "โครงการเปิดประตูวัด เปิดประตูอุโบสถ" ก็น่าจะทำให้วัด พระ คน ใกล้ขิดกันได้มากขึ้น เช่นเรื่องโบสถ์ของคริสต์ในยุโรปที่ผมนำมาเล่า
เป็นข้อมูลที่นำมาเล่าเป็นข้อคิด มิได้มีเจตนาอื่นใด
นมัสการครับ
นมัสการครับ
ขออภัยครับ แสดงความเห็นโดยลืมเข้าระบบครับ
ท่านทูต
คำกล่าวของท่านทูตที่ว่า...
นับเป็นแสดงสะท้อนมุมมองที่แหลมคม และมากด้วยประสบการณ์ของแง่คิดที่บ่งบอกถึงแนวทางปฏิบัติในเชิงรูปธรรม ประเด็นเหล่านี้ จากประสบการณ์ที่อาตมาไปอยู่ที่เมืองอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษมาหนึ่งปีนั้น รับรู้และสัมผัสได้เป็นอย่างดี เพราะมีหลายคราวที่อาตมาก็แวะเข้าไปสังเกต และพักผ่อนเพื่อดูกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนในโบสถ์
ตามมุมต่างๆ จะมีญาติโยมเข้าไปนั่งพัก และเข้าเงียบเป็นการส่วนตัว ลักษณะเชิงคุณภาพสะท้อนเหมือนกับศาลาริมทางที่ทุกคนสามารถเข้าไปนั่งพัก "ทางกาย" และ "จิตใจ" ในขณะที่เหนื่อยล้าได้
การเปิดวัดในเชิง "กายภาพ" นั้น เชื่อมั่นว่า วัดต่างๆ ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เหล่านี้เพื่อชาวพุทธอยู่แล้ว เพื่อให้ชาวพุทธได้เข้าถึงวัดในเชิง "จิตภาพ" ทั้งในแง่ของการทำบุญ การนั่งสมาธิ
แต่การออกแบบคำว่า "โบสถ์" นั้น อาจจะสะท้อนแง่มุมระหว่างคำว่า "โบสถ์คริสต์กับโบสถ์พุทธ" โบสถ์คริสต์อาจจะสะท้อนกิจกรรมต่างๆ แบบสามัญของคนทั่วไปได้ แต่โบสถ์พุทธนั้น สะท้อนกิจกรรมหลักๆ เช่น การบวช การประกอบพิธีกรรมของพระสงฆ์ ถึงกระนั้น บางวัดก็ได้ใช้โบสถ์อย่างคุ้มค่ากับจำนวนเงินที่สูญเสียไป โดยการใช้สอยประดุจดัง "ศาลาวัด" เช่น วัดมหาธาตุฯ และวัดชนะสงคราม บางลำภู
ฉะนั้น คำว่า "ศาลา" จึงสะท้อนกิจกรรมการใช้งานที่เห็นอย่างเด็นชัดในแง่ของกิจกรรมสามัญทั่วไป ที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสได้ เช่น ศาลาริมธาร ศาลาการเปรียญ และศาลาธรรม
โดยสรุป เห็นด้วยกับการ "เปิดวัด" โดยการเปิดโบสถ์ หรือเปิดศาลา เพื่อให้เราได้มีโอกาส "เปิดใจ" รับสายธารแห่งธรรมกับมุมที่สงบเงียบ ถึงกระนั้น การเปิดเหล่านั้น เปิดการเปิดในเชิงสัญลักษณ์ แต่หากเราได้ถึงคำว่า "วัดใจ" แล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องไปเปิดที่ไหนเลย เราสามารถเปิดได้ "ที่ใจ" อยู่ตลอดเวลา ทุกนาทีของการหายใจเข้า และหายใจออก
การเปิด "วัดนอก" ย่อมไร้ค่า และไร้ความหมาย หากพวกเราไม่สามารถ "เปิดวัดใน" เพื่อวัดใจของตัวเองว่า "สุขหรือทุกข์อย่างไรในทุกวินาทีของก้าวย่าง"
ด้วยสาราณียธรรม
นมัสการครับ
อนุโมทนาสาธุครับ
เห็นด้วยครับสำหรับวัดนอกและวัดใน
หลังจากผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา
มีคำว่าเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ....
จึงเห็นว่า อะไรก็ตามที่จะทำให้คนไทยฟิ้นตัวได้และอย่างทันท่วงที
ไม่ว่าวัดนอกวัดใน
ร่วมด้วยช่วยกันครับ
นมัสการครับ
ปล.เพลงวิสาขะ ไพเราะมากครับ
ท่านทูต
นมัสการครับ
สาธุครับ
ขอร่วมให้กำลังใจทุกฝ่ายครับ
ยิ้มสยามจะได้กลับมาเหมือนเดิม
นมัสการครับ
อนุโมทนาท่านทูตเช่นกันแม้จะอยู่ไกล แต่ส่งใจ และความปรารถนาดีมาถึงพวกเราทุกคน
นมัสการพระคุณท่าน ผศ ดร พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส
กระผมติดตามหาอ่านและขอชมรายการย้อนหลังก็ไม่ได้(อาจจะเป็นเพราะขาดความรู้เรื่องเทคโนโลยี)
จึงร้องขอพระคุณท่านได้นำมาเสนอทางบันทึก เป็นข้อคิดที่จะทำให้คนในสังคมได้หวนกลับมาคิดหาทางออกร่วมกัน
นมัสการด้วยความเคารพ
ความเห็นท่านทูตพลเดช วรฉัตร เรื่องการเปิดอุโบสถให้คนได้เข้าไปฝึกจิตเป็แนวคิดที่พระสงฆ์ไทย
ควรขยายผลสู่การปฏิบัติ โรงเรียนก็อยากนำเด็กเข้าไปเรียนรู้ ฝึกกาย วาจา ใจ เช่นกัน ขอรับ
ท่านผอ. พรชัย
ด้วยสาราณียธรรม
นมัสการครับ
ขอสนทนาต่อครับ
พูดถึงเรื่องวัดใน วัดนอก ซึ่งโยงถึงเรื่องสถานที่ หรือพื้นที่
ทำให้ผมนึกถึงพื้นที่ในจิตใจคน ว่าจะมีพื้นที่มากเพียงใดที่จะให้กับศาสนา
ในอดีต วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นเสมือนโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือเป็นที่ที่คนจะสามารถหาความรู้ได้มากมาย
นอกจากวัดแล้ว ที่บ้าน ก็จะต้องมีห้องพระ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้คนสงบจิตใจได้ แม้ไม่มีห้องพระ ส่วนใหญ่ก็จะมีหิ้งพระในห้องใดห้องหนึ่ง
สังคมสมัยใหม่ ทำให้วิถีของคนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเรื่องจิตใจ พื้นที่เหล่านี้ถูกวิถีชีวิตสมัยใหม่ทำให้ลดน้อยลง
ที่พักอาศัยเล็กลง พื้นที่สำหรับตั้งพระพุทธรูปก็น้อยลง จนอาจจะไม่มีหรืออาจจะไม่ได้เป็นพื้นที่แล้ว แต่เป้นเพียงกล่องเก็บพระ
จิตใจที่มีพื้นที่สำหรัลศาสนาน้อยลงทำให้ พฤติกรรมด้านนี้น้อยลง...หรือไม่ครับ
การขยายพื้นที่สำหรับศาสนาจึงน่าจะมีความหมายต่อคนในสังคม จะเป็นการกระชับพื้นที่เพื่อให้กิเลสที่ยึดครองพื้นที่ในใจคนมานานน้อยลงหรือไม่ ก็น่าสนใจครับ
วิถีคนรุ่นใหม่หรือคนสมัยใหม่จะไปวัดบ่อยเพียงใด อาจจะขึ้นอยู่กับ"พื้นที่"ในจิตใจมีมากน้อยเพียงใดด้วย
ทำอย่างไรจึงจะให้พื้นที่ด้านศาสนา(ที่คนสามารถสงบจิตใจได้) เพิ่มและใกล้ชิดกับคน ทำนองว่าเดินผ่านไปผ่านมา (ก่อนไปทำงานหรือหลังเลิกงาน) ก็สามารถแวะเข้าไปได้ (คล้ายกับการแวะเข้าไปในห้างหรือร้านเซเว่น-ร้านสะดวกซื้อ)
ใครสักคนอาจแวะเข้าไปในโบสถ์ บอกว่า "ขอซื้อความสงบ 1 ชม. ครับ"
ถ้ารัฐจะขยายพื้นที่-กระชับพื้นที่ ก็น่าจะทำในเรื่องจิตใจนี้ได้ครับ
นมัสการครับ
ท่านทูต
อาตมารู้สึกสุขใจอย่างยิ่งที่เราได้มีประเด็นในการสนทนาธรรมกันเพิ่มเติมอยู่เนื่องๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งปันแง่มุมระหว่างกัน
ประเด็นที่ท่านทูตตั้งข้อสังเกต "วิถีคนรุ่นใหม่หรือคนสมัยใหม่จะไปวัดบ่อยเพียงใด อาจจะขึ้นอยู่กับ"พื้นที่"ในจิตใจมีมากน้อยเพียงใดด้วย"
ในวินาทีนี้ อาตมาเห็นว่า เราต้องพยายามข้ามพ้นจาก "วัดในภาษาคน" ไปสู่ "วัดในเชิงภาษาธรรม" ให้ได้
ด้วยสาราณียธรรม