สิทธิพลเมืองเรื่องของเหยื่อ(ผู้ถูกกระทำ)และโจร(ผู้กระทำ)
ด้วยความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ความคิดไม่ตรงกัน ผลประโยชน์ขัดกัน ความอิจฉาริษยา ความไม่ร้จักการประมาณตน การมักใหญ่ใฝ่สูง การต้องการอำนาจ ความต่องการที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองการปกครอง และอีกหลาย ๆ ประเด็นทำให้เกิดความยุ่งยากในการดำรงอยู่ของประชากรในชาติ เพราะการกระทำของคนอีกกล่มอาจจะส่งผลให้คนอีกกลุ่มที่ไม่ได้กระทำสิ่งใด ๆ ให้เขาเดือดร้อน กลับต้องมาเดือดร้อน เสียชีวิต เสียทรัพย์สิน เสียลูก เสียเมีย เสียพ่อเสียแม่ เสียปู่ย่า ตายาย ถึงแม้การศึกษาพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไร คนรับรู้มากขึ้นอย่างไร ก็ไม่พ้นคนที่มีความคิดในหลาย ๆประเด็นดังกล่าวข้างต้น ก็ยังไม่วายที่จะหาวิธีการให้เป็นไปตามความต้องการของตนให้สำเร็จให้จงได้ ยิ่งมีอำนาจยิ่งมีเงินก็ยิ่งทำให้ความต้องการของตนสำเร็จได้มากขึ้น
นับตั้งแต่บรรพกาลมาแต่อดีต มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมมักจะทำมาหากิน และมีทรัพยากรที่เหลือกินเก็บไว้มากบ้างน้อยบ้างตามฐานานุรูป และตามความสามารถของตน ขณะที่มนุษย์ส่วนน้อยจะเป็นเพราะเหตุขี้เกียจ หรือไม่มีปัจจัยในการผลิตเพียงพอ หรือมีความสามารถในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตน้อยกว่า ก็จะขาดแคลนทรัพยากร การเข้าแย่งชิงทรัพยากรและปัจจัยในการผลิตจึงเกิดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่จึงได้รวมตัวกันป้องกันการแย่งชิงทรัพยากร และปัจจัยการผลิตที่ตนทำมาหาได้ การรวมตัวเช่นว่านั้นเราเรียกว่า “รัฐ” และในรัฐเรามีหัวหน้าที่ได้รับมอบหมายให้ปกป้องทรัพยากรและชีวิตร่างกายของผู้คนในสังคมเรียกว่า “กษัตริย์” และเพื่อตอบแทนหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรและชีวิตร่างกาย เราได้มอบทรัพยากรส่วนหนึ่งให้ เรียกว่า “ภาษี” และต่อมาเราก็พัฒนาการเลือกหัวหน้าที่ทำหน้าที่แทนกษัตริย์และเรียกว่า “รัฐบาล” ฉะนั้น รัฐทุกรัฐ รัฐบาลทุกรัฐบาลจึงมีภารกิจที่สำคัญที่สุดคือ การปกป้องชีวิต ร่างกาย และทรัพยากรทั้งส่วนบุคคล และของรัฐซึ่งเราเรียกหน้าที่นี้ว่า “การรักษาความสงบ” รัฐก็ดี กษัตริย์ก็ดี และรัฐบาลก็ดีจะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าไม่ได้มีอยู่เพื่อการรักษาความสงบ นี่คือภารกิจแรกและสาระแห่งความเป็นรัฐ
รูปแบบของการเข้าแย่งชิงทรัพยากรนั้น มักจะเริ่มจากหลอกให้เจ้าของทรัพยากรส่งมอบให้เขาลักเอาโดยเจ้าของเขาไม่รู้ จนถึงการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายเพื่อที่จะได้ทรัพยากรนั้นมา รวมทั้งรูปแบบอื่นๆ อีก อันเป็นการละเมิดต่อการรักษาความสงบของรัฐ ผู้ที่ละเมิดต่อการรักษาความสงบเราเรียกว่า “โจร” และผู้ที่เดือดร้อนจากการถูกละเมิดต่อการรักษาความสงบ เราเรียกว่า “เหยื่อ” เมื่อมีการละเมิดต่อการรักษาความสงบ จึงเป็นเรื่องประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ระหว่างโจรกับเหยื่อ
ในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันมิให้รัฐ กษัตริย์หรือรัฐบาลกระทำต่อพลเมืองโดยไม่ชอบ จึงได้มีการวางกฎเกณฑ์ว่าด้วย “สิทธิพลเมือง” ซึ่งทั้งโจรและเหยื่อต่างก็มีสิทธิพลเมืองนี้โดยเท่าเทียมกัน แต่เมื่อประโยชน์ของโจรและเหยื่อขัดกัน คือโจรอยากได้ทรัพย์สินของเหยื่อ เหยื่อไม่ยอมมอบให้และจะถูกโจรทำร้าย รัฐเกือบทั้งหมดจะเห็นแก่สิทธิพลเมืองของเหยื่อมากกว่าสิทธิพลเมืองของโจร ซึ่งหมายความว่าสิทธิพลเมืองของโจรจะมีได้ต่อเมื่อเหยื่อไม่อยู่ในความเสี่ยงใดๆ ในการละเมิดต่อการรักษาความสงบหรือไมมีความเดือดร้อนเสียหายมากระทบ
สิทธิพลเมืองของโจรย่อมจะไม่มีหากเหยื่อยังตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ดังนั้น โจรที่จับเหยื่อเป็นตัวประกัน ย่อมไม่อาจเรียกร้องการปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือตามหลักสิทธิมนุษยชนใดๆ ได้ และเราเรียกรัฐที่คงพันธสัญญาเห็นเหยื่อมีค่ามากกว่าโจร ว่า “นิติรัฐ” ในทางตรงข้าม ก็ยังคงมีบางรัฐเห็นแก่สิทธิพลเมืองของโจรยิ่งกว่าสิทธิพลเมืองของเหยื่อ เราเรียกรัฐประเภทนี้ว่า “รัฐโจร"
ในสังคมเราจะมองเปรียบเทียบให้ชัดเจนก็คือคนที่ทำคนอื่นให้เดือดเพราะตนเองมีความต้องอีกอย่างหนึ่งโดยบอกว่าเป็นสิทธิที่กระทำได้โดยไม่คิดว่าไปกระทบสิทธิของผู้อื่น บางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว สิ้นชีวิต โดยที่เขาเหล่านั้นไม่ได้ล่วงละเมิดสิทธิผู้ใดเลยแม้แต่นิด แสดงให้เห็นว่ามองความถูกผิดและความดีชั่วที่แตกต่างกัน เห็นว่าความเห็นของผู้อื่นไม่ถูกต้อง ถ้ายังมีความคิดแบบที่กล่าวถึงยังไม่มีการแก้ไขในหมู่คนในชาติจะมากจะน้อยก็ตาม ประเทศของเราก็จะเข้าประเด็นที่ว่าเดินหน้าไป 5 ก้าวแล้วถอยหลังกลับมาอีก 10 ก้าว อย่าได้หวังเลยว่าจะเจริญพัฒนาเท่าเทียมอารยประเทศอื่น ๆ ได้
หันมาร่วมมือปรองดอง สมานสามัคคี ปรับความเข้าใจให้ตรงกันและที่สำคัญต้องให้ความเคารพในสิทธพลเมืองทั้งของตนเองและผู้อื่นด้วย โอกาสที่จะก้าวถอยหลังจะไม่มีหรอกครับ
แหล่งอ้างอิง........ผู้จัดการออนไลน์ 2 มินายน 2553