๓๑  พฤษภาคม ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้หลังจากที่ตั้งใจเข้าคอร์สรับยาใหม่ ตื่นขึ้นมาตีสามครึ่งบนเตียงตั่ง ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิพิงหมอนสามเหลี่ยมภาวนา ยังง่วงอยู่จึงลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน จัดแจงหุงข้าว ถามตนเองว่า

“จะไปวัดไหม เหมือนไม่ค่อยมั่นใจ แต่ขอหุงข้าวไว้ทานก่อน พอเดินไปหุงข้าวจึงหุงข้าวกล้อง แล้วก็เอาขนมที่ตั้งใจซื้อฝากพี่ ๆที่ สวพ. แต่ลืมให้พี่น้อยไป จัดแจงใส่ถ้วย เอาไปวัด”

จึงเดินขึ้นห้องพระ สักพักได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านแทรกขึ้นมา ลงมาดูเป็นพี่กุ๊ เอาปลาดุกสดที่ปรุงแล้วพร้อมทอดมาฝาก สองตัว ลงมารับ เอ่ยขอบพระคุณท่าน มิตรภาพของเพื่อบ้านงดงามจังเลยค่ะครู แล้วก็ขึ้นไปสวดมนต์ทำวัตรเช้า ใจสบายกับการได้โอกาสกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ลงมาเปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย วิ่งหน้าหมู่บ้าน ผ่อนคลายร่างกายแล้วก็ เดินมาดูสวนที่ลงปลูกต้นไม้เมื่อวาน หลายต้นดูสดชื่นขึ้นค่ะครู หนูกลับมาจัดแจงทอดปลาที่พี่ก็ให้มาตัวหนึ่งใส่ถ้วยไปวัด อีกตัวหนึ่งใส่กล่องข้าวไปทำงาน ทำกับข้าวเสร็จ อุณหภูมิร่างกายลดลงพอดี จึงอาบน้ำแต่งตัวหิ้วตะกร้าไปวัด วันนี้ที่วัดคนมีพอสมควรค่ะ ท่านเจ้าอาวาสเอ่ยว่า

“โยมดูหนาตากว่าปกติ”

มีพระบวชใหม่ท่านจึงเมตตาเทศน์สอน

                ครูค่ะหนูอยู่กับลมหายใจพร้อมกับการฟังเทศน์ บางทีก็ขนลุก บางทีน้ำตาก็พาลจะไหล นั่งดูลมหายใจกับอาการที่เกิดขึ้นขณะฟังเทศน์ ท่านสอนเรื่อง

 

สุขทุกข์ ดีชั่วเป็นของคู่กัน มาด้วยกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือ ปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ มีเกิดก็ต้องมีดับ มีวันเกิดก็ต้องมีวันตาย

 

เหมือนที่ครูเคยสอนหนูเสมอ ๆ เลยค่ะ หนูสำนึกพระคุณครูแล้วรู้สึกว่า

“หนูเกลียดทุกข์ และอยากได้สุข จึงได้ทรมารกับความบีบคั้นเสมอมา”

 

ไม่ค่อยอดทน ดีแต่อ้อน แถมยังคร่ำครวญ (ผิดศีลข้อ ๑) นี่คือสาเหตุที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่มีปัญญาจะเข้าใจอะไรได้

กลับจากวัดมาที่ทำงาน จัดแจงเตรียมของไปดูกล้องสามตา หนูรู้สึกว่าต้องทำงาน ๆ จึงจะมีสติ นั่งเฉย ๆ อ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ จิตมันจม เฉื่อย ออกมาทำงาน ช่วยให้จิตเคลื่อนไหวและเห็นชัดดี แถมมีกำลังด้วยค่ะ พอไปเห็นเครื่อง งงเต๊กเลยค่ะครู ชิ้นส่วนอยู่คนละที่ทาง (ผิดศีลข้อ ๑ ขาดความเมตตาที่จะทำความเข้าใจ) สายไฟถูกถอด สังเกตน่าจะมาจากความปรารถนาดีเพื่อไม่ให้เครื่องชำรุดเร็วไป เพราะยังไม่มีใครใช้ตั้งแต่ปี ๔๙ เอาหล่ะเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะปลุกของขึ้นมาใช้งาน (ผิดศีลข้อ ๔ ใจอวดเก่งถือดี ทั้ง ๆ ที่อ่อนประสบการณ์) โทรปรึกษาบริษัทและช่าง ได้ข้อมูลว่า เขาจะเข้ามาวันที่ ๓ บอกตนเองว่า

 

“รอก่อน อย่าอวดเก่ง เครื่องนี้ไม่เคยใช้ ไม่ชำนาญ เพียงสองวัน งานก็ไม่เร่ง”

 

ก่อนเดินกลับตึกเก่าสอบถามถึงชุดถ่ายภาพ ตรวจสอบข้อมูล (ผิดศีลข้อ๑ เบียดเบียนผู้อื่น ขาดความไว้วางใจในผู้ดูแลเครื่อง) รอจนแน่ใจว่าเรียบร้อย จึงค่อยกลับตึก ได้รับความร่วมมือดีมาก ๆ เลยค่ะจากพี่ ๆน้อง ๆ

พอเที่ยง ๆหยิบกล่องข้าวขึ้นมาทาน เป็นภาพชินตาของใคร ๆ เสียแล้วกับการห่อข้าวมาทานที่ทำงาน บางวันพี่ ๆก็ห่อมาทานด้วยกันบางวัน ซื้อมาร่วมทานด้วยเฮฮาดีค่ะครู

บ่าย ๆ ปริ้น USP วิธีวิเคราะห์ยาและมาตรฐานยา Phenytoin inj มานั่งอ่านทำความเข้าใจ เพราะต้องวิเคราะห์คุณภาพยาตัวนี้ในอาทิตย์หน้า ไม่ถึงขนาดกังวลแม้จะวางมือจากงานวิเคราะห์ยาไปเป็นปี เพราะรู้สึกว่า การทำทุกครั้งเหมือนเรียนใหม่ ใจก็ผ่อนคลาย และก็มีพี่อ้อ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันอีกคน ทำอีกวิธีควบคู่กันไป

พอใกล้ ๆ เลิกงานพี่วิไลมาคุยด้วย พูดปราย ๆว่า อยากไปสวดมนต์ทำวัตรเย็น เพราะเคยเอ่ยกับหลวงพ่อไว้แต่ยังไม่ได้ไปสักที หนูพิจารณา เอาไงดี ไม่อยากไปนะ เพราะควรไปออกกำลังกาย (ผิดศีลข้อ๑ เห็นแก่ตัว) แต่พอปรับใหม่ เพราะถ้าพี่เขาไม่มีเพื่อนก็จะยังไม่กล้าไปในครั้งแรก จึงตัดสินใจพาท่านไป (ผิดศีลข้อ ๔ ไม่ทำตามความตั้งใจของตนเองในการดำเนินกิจวัตร) แต่ขับรถคนละคันค่ะครู พอเดินลงมาเจอน้องส้ม จึงชวนร่วมทางไปด้วย ซึ้งก็ไม่ปฏิเสธ เหมือนได้กำไร มีเพื่อนร่วมทางอย่างไม่ได้คาดหวัง

เราไปถึงวัดประมาณสี่โมงห้าสิบห้า ในวัดค่อนข้างเงียบค่ะครู หนูเห็นพระท่านเดินจงกรมเรียบกำแพง จึงค่อย ๆลงมาปิดประตู พอเข้าไปที่ศาลาค่อนข้างสงัด ทำให้เห็นใจหนูที่ยังร้อนรนกับการที่ไม่ได้ไปทำกิจวัตร ของตนเอง (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง) เดินไปห้องน้ำ ทราบเพิ่มเติมว่า วันนี้มีงานศพ เป็นเด็กอายุ ๑๑ ปี แต่แขกก็ยังไม่ค่อยมี พี่วิไลแจ้งว่าพระเริ่มสวดประมาณห้าโมงครึ่ง แต่ละคนก็หามุมสงบตามอัธยาศรัย หนูหลบมาเดินจงกรมภาวนา แรก ๆ ใจค่อนข้างบีบคั้นและร้อนรน แต่อดทน เดินตามลมดูใจไปเรื่อย ๆค่ะครู แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีรถยนต์ขับเข้ามา ตากระทบ ใจวูบตกใจ กลับมาที่ลม ใจหวิว ๆ ลมหายใจติดขัด แต่ก็ยังเดินต่อ แล้วก็ค่อย ๆเงียบ ตามลมหายใจ ความบีบคั้นตอนแรกหายไป ใจสบายขึ้น รู้สึกขอบพระคุณคนขับรถที่มาช่วย ประมาณห้าโมงครึ่งพระท่านตีระฆัง จึงขึ้นไปที่ศาลา ท่านพาสวดมนต์แปล ทำวัตรเย็น และบทสวดหน้าศพ แล้วท่านก็ให้นั่งภาวนา หนูนั่งตามลมหายใจ ใจสบายผ่อนคลาย ระลึกถึงในหลวง ระลึกถึงครู พออกจากสมาธิพระท่านเทศน์ต่อเกี่ยวกับการพิจารณาความตาย ไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศไม่เลือก เด็ก ไม่เลือกผู้ใหญ่ ใจผ่อนคลายค่ะครู

ขากลับแวะซื้อของที่ตลาด กลับถึงบ้านเปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย วิ่งแล้วก็มาเคลื่อนไหวแบบแอโรบิค แต่ไม่เปิดเพลงต่อที่หน้าบ้านตนเอง รู้สึกผ่อนคลาย รถน้ำต้นไม้แล้วก็อาบน้ำ ขณะกำลังอาบน้ำหนูระลึกขึ้นว่า

 

“ใจหนูสบายขึ้น โดยรวมพูดน้อยลง เพ้อเจ้อน้อยลง ไม่ใช่น้อยลงแบบจงใจสร้างภาพ แต่น้อยเพราะในใจไม่มีเสียง ไม่มีเรื่องราวจะพูด คุยโทรศัพท์ก็น้อยลงค่ะครู ผู้ชายหนูก็ไม่ค่อยคิดถึงแล้ว ที่สำคัญเหมือนรู้สึกอิ่มเป็นยินดีกับชีวิตที่เป็นอยู่ ทั้ง ๆที่พี่อ้อทักว่า เมื่อก่อนมันอยู่บ้านเดี่ยว แต่ตอนนี้มาอยู่ก็ห้องแถวมันก็ยังอยู่ได้ แถมปลูกผักปลูกต้นไม้อย่างที่มันชอบทำ ขณะที่คนอื่น ๆ แย่งชิงบ้านเดี่ยวกันแทบตาย (ผิดศีลข้อ ๑และ ๔ ตำหนิผู้อื่น)ทำให้หนูนึกย้อน อืม หนูไม่ได้รู้สึกอะไร เคยอาลัยบ้างตอนที่ย้ายออกใหม่ ๆ แต่พอลงใจว่าไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรกเรื่องบ้านพักก็จบ อยู่ที่ไหนก็ได้ ตามอัตภาพ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ หนูง่ายขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่  เรื่องฆ่าสัตว์ อืมแบบจงใจนั้นทำไม่ได้อยู่แล้ว ช่วงนี้แม้ยุงก็พยายามไล่เอาค่ะ หรือบางทีก็ดูเขากัด พออิ่มแล้วเขาก็ไป เรื่องอาบน้ำแต่งตัว เสื้อผ้า ผมเผ้า ง่ายขึ้นมากรวดเร็ว ฉับไว แม้เรื่องผม หนูยังไม่เห็นคำตอบว่า ตัดผมไปทำไม แต่ตอนที่ผมสั้น ๆ สบายดีค่ะครู แต่ก็รู้สึกผิดต่อแม่ เพราะท่านอยากให้ไว้ผมยาว อืม แต่เรื่องนี้ก็เจอปัญหาอยู่บ้างเพราะถูกทักว่าเป็นผู้ชายบ่อยขึ้น แรก ๆ ขุ่นมัว แต่ตอนนี้ก็ เงียบลงค่ะ แม้การภาวนาหนูจะล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็พอมีอะไรพอหล่อเลี้ยงใจได้บ้าง แต่ก็รู้อยู่ในตนเองว่า ความยึดมั่นถือมั่นแบบผิด ๆ ยังมากอยู่ค่ะครู แต่ยังไงหนูก็รักครูนะคะ”