ผู้ป่วยจิตเภทหลายคนมีอาการประสาทหลอน อาการประสาทหลอน คือการรับรู้ทางประสาทสัมผัส โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่เป็นจริง เช่น หูแว่ว ภาพหลอน อาจมีประสาทหลอนทางหู ตา จมูก ลิ้น หรือสัมผัสทางกาย ที่พบบ่อยคือ หูแว่ว ได้ยินเสียงคนพูด

      อาการหูแว่วสร้างความเดือดร้อนกับผู้ป่วยพอสมควร จากการพูดคุยกับผู้ป่วย ผู้ป่วยได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับหูแว่วให้ฟังเช่น

        -มีหูแว่ว เสียงคนรู้จักกันมาสั่งให้เกลียดชังพระ ตนเองรู้สึกผิด ตั้งสติได้ก็ก้มลงกราบที่พื้น  นอกจากนี้ยังมีเสียงมาพูดคุย ตนเองใช้วิธีแผ่เมตตา ตอนนี้รู้สึกเสียงเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย พยายามเรียนรู้มัน ศึกษามัน เสียงมีมากตอนที่อยู่ว่างๆ

        -มีหูแว่วเป็นญาติมาพูดคุยด้วย  ใช้วิธีไม่สนใจ ทำเฉยๆ แต่บางทีรู้สึกกลัว ใช้วิธีหลบซ่อนในที่ต่างๆ

       -มีเสียงคนมาบอกรักตลอดเวลา รู้สึกพอใจไม่อยากให้เสียงหายไป นั่งยิ้มคนเดียวบ่อยๆ

       -เสียงคนที่ข้างบ้านบอกว่าฉันเป็นคนไม่ดี หงุดหงิด ต่อว่าเขาเป็นการโต้ตอบ

      การประเมินอาการหูแว่วเป็นสิ่งจำเป็น พยาบาลต้องประเมินผู้ป่วยแต่ละคนเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับอาการหูแว่ว เช่นเขาได้ยินเสียงอะไร เนื้อหาเป็นอย่างไร  เสียงมาบ่อยไหม เวลาที่ได้ยินเสียงเขารู้สึกอย่างไร  เขาโต้ตอบเสียงอย่างไร แล้วมีวิธีจัดการกับเสียงอย่างไร

       การประเมินจะช่วยให้พยาบาลวางแผนการดูแลได้ ถ้าเขาได้ยินแล้วแยกออก หาอะไรเบี่ยงเบนความสนใจ  เช่น ไม่สนใจเสียง หากิจกรรมทำ คุยกับคนอื่น ฟังเพลง รดน้ำต้นไม้ ฝึกหายใจผ่อนคลาย หรืออ่านหนังสือออกเสียงดังๆ  ก็ถือว่าเขาปรับตัวกับเสียงได้ แต่ถ้าหากเขาได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าตัวตาย สั่งให้สั่งให้ทำตาม ให้ทำร้ายคนอื่น  แล้วผู้ป่วยไม่สามารถแยกแยะได้หรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ก็จะเป็นอันตรายเหมือนกัน บางคนหมกมุ่นกับเสียงแว่วจนไม่สนใจสิ่งแวดล้อมก็มี  

     ผู้ป่วยที่อาการหูแว่วไม่ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่พยาบาลต้องกลับมาคิดคือ ผู้ป่วยรับประทานยาหรือเปล่า ด้วยเหตุที่ว่าผู้ป่วยจิตเภทหลายคนไม่รับรู้ว่าตนเองป่วย เป็นไปได้ที่เขาจะไม่อยากรับประทานยา ต้องคอยดูแลเมื่อให้ยา ให้รับประทานยาต่อหน้า อ้าปากให้ดู ระวังซ่อนยาใต้ลิ้น ระวังคายยาลงแก้วน้ำหรือทำท่ารับประทานแต่กำยาไว้ในมือ ยาจะทำให้อาการหูแว่วหายไปหรือลดลง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  พฤติกรรมเหมาะสม

       เมื่อผู้ป่วยประสาทหลอนที่บ้าน ญาติควรเก็บวัตถุหรือสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย สร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยแก่ผู้ป่วย โดยการอยู่เป็นเพื่อนใกล้ๆไม่โต้แย้ง ขบขันหรือเห็นเป็นเรื่องตลก  บอกสภาพตามความเป็นจริง ให้ผู้ป่วยพบปะหรือพูดคุยกับผู้อื่น ซึ่งอาจจะเป็นญาติหรือเพื่อนบ้าน  มอบหมายงานให้ทำเช่นทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ ดูแลให้ได้รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

ภาพจาก Internet