การส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้น
"ผลของการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปในเขตรับผิดชอบสถานีอนามัยบ้านหนองนกปีกกา ตำบลโป่งแดง อำเภอเมือง จังหวัดตาก"
ณัฐธีมา เจดีย์วุฒิ, ปาณิสรา แก้วบุญธรรม
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มศึกษาวัดผลก่อนหลัง (Two group pretest-posttest design) โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ต้องการศึกษาผลของการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพต่อการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปในเขตสถานีอนามัยบ้านหนองนกปีกกา ตำบลโป่งแดง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ที่มารับบริการคัดกรองเบาหวานด้วยวาจา (Verbal screening) และเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงปานกลาง โดยกำหนดเงื่อนไขในการคัดเลือกตัวอย่างเข้าร่วมการศึกษาดังนี้ เป็นผู้ที่เข้าใจภาษาไทย สามารถอ่านออกและเขียนได้ และเป็นผู้ที่ยินยอมเข้าร่วมการศึกษา จากนั้นจึงสุ่มตัวอย่างเข้าเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามที่ผู้ศึกษากำหนด และเอกสารความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับเพียงเอกสารความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ถึง 31 กรกฎาคม 2552 โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยตนเองก่อน และหลังการศึกษา
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test และ Paired t-test ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกัน ก่อนการทดลองกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพไม่แตกต่างกัน หลังการทดลองกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.024)
ผลการศึกษาครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า การส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรนำการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในการศึกษาครั้งนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่การรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตระหนักถึงผลดีของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพต่อไป
แวะมาอ่านครับ...
อันนี้น่าทำอย่างยิ่งครับ
สวัสดีค่ะ