ดีใจที่ลูกได้แสดงน้ำใจที่ยิ่งใหญ่

  วันนี้เป็นวันที่ชลบุรียังอยู่ในช่วงประกาศ Curfew เป็นวันสุดท้ายแล้วค่ะ ผู้คนที่นี่ก็เอาใจใส่บ้านเมืองดีค่ะ พากันกลับบ้านก่อนเวลาประกาศ ร้านรวงก็พากันปิดแต่วัน รู้สึกเงียบลงถนัดใจ เป็นการรับผิดชอบต่อสังคม

   ขอนำเรื่องที่ลูกชายเล่าให้ฟัง หลังรับประทานข้าวเย็นวันนี้ มาแบ่งปันกันค่ะ  เขาเล่าว่า เมื่อหัวค่ำ เขาได้จอดรถรอเพื่อนบริเวณ อ่าวอุดม ใกล้ๆปั๊มน้ำมัน ขณะนั้น ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่ง เดินลากจูงมอร์เตอร์ไซด์ ผ่านไป แต่ไม่ไกลมากก็หยุด และพยายามขยับเขย่ารถอยู่สักพัก จากนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินเข้ามาเคาะกระจกรถของลูกชาย เมื่อเปิดกระจกคุยกัน จึงได้ทราบว่า เขามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากวันนี้ มารับพี่สาว(หญิงที่มาด้วยกัน) กลับจากโรงพยาบาล และกำลังจะเดินทางกลับสัตหีบ ซึ่งไกลจากที่นี่ เกือบ ห้าสิบ กม. แต่ให้บังเอิญยางรถแตก เขาได้ไปปะยางเรียบร้อยแล้ว และเงินก็หมดลงพอดี เหลืออยู่สิบสามบาท รถก็เกิดน้ำมันหมดและดับไป ไฟโชว์ว่าน้ำมันออโตลูป ก็หมดเช่นกัน เขาพยายามเข้าไปขอน้ำมันจากปั๊มสักแค่ติดก้นถัง แต่ก็ถูกไล่ออกมา บัดนี้มืดค่ำมากแล้ว ขอความช่วยเหลือเขาด้วย ช่วยซื้อน้ำมันพอติดก้นถัง เขาจะค่อยๆขับรถกลับบ้านช้าๆ จะได้ไม่เปลืองน้ำมัน และขอค่าโดยสารให้พี่สาวกลับบ้านทางรถโดยสารก่อน

  เป็นความทุกข์ที่สัมผัสได้ในเวลานั้น ลูกชายเล่าต่อว่า จึงนำเขาไปที่ปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด แล้วสั่งเติมน้ำมันให้เต็มถัง ออร์โตลูปเติมให้สองกระป๋อง เพราะหมดสุดๆ ทั้งสองชนิด จากนั้นเงินทอนประมาณ ๑๐๐ บาทเศษ ลูกชายก็ให้เขาไปหมด(จ่ายไป ๕๐๐ บาท)

  เขาแสดงความขอบคุณอย่างซาบซึ้ง พากันให้พรมากมายและจะไม่ขอลืมการช่วยเหลือครั้งนี้ ถ้ามีโอกาสจะตอบแทนพระคุณ

  สุดท้ายสองพี่น้องก็กลับบ้านด้วยมอร์เตอร์ไซด์ เพราะบัดนี้ รถก็มีสมรรถนะพร้อมแล้ว ลูกชายบอกเขาว่า รีบกลับเถอะครับเดี่๋ยวติดเวลาCurfew จะยุ่งยาก.... แล้วเขาก็จากไป

 ผู้เขียนได้รับฟังเรื่องราว ก็พลอยอนุโมทนากับความดี ที่ลูกได้กระทำ  ดีใจที่ลูกได้แสดงน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ การให้ที่ไม่มีเงื่อนไข และให้เต็มกำลังของตน

  ขณะที่ผู้เขียนบันทึกอยู่นี้ ทั้งผู้ให้การช่วยเหลือ และผู้ได้รับความช่วยเหลือ ก็คงอิ่มเอิบใจกับเหตุการณ์วันนี้ และคงทำให้พวกเขา หลับเป็นสุขอีกคืนหนึ่งแน่นอน

 

 

  จบเรื่องเล่าสั้นๆ แต่สร้างความรู้สึกดี ๆไปอีกยาวไกลค่ะ