การเลี่ยงอาหารที่มีแลคโตส
ในกรณีที่ร่างกายของเรามีความสามารถในการย่อยน้ำตาลโมเลกุลคู่"แลคโตส"ลดลงหรือไม่สามารถย่อยได้เลย (lactose tolerance) ก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของอาหารที่จะรับประทาน
![]()
ภาพน้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ประกอบด้วย กาแลคโตส (beta-D-galactose) 1 โมเลกุลจับกับน้ำตาลกูลโคส (beta-D-glucose) อีก 1 โมเลกุล
ร่างกายดูดซึมน้ำตาลที่เป็นโมเลกุลเดี่ยวได้ แต่ดูดซึมน้ำตาลที่เป็นโมเลกุลคู่เช่น แลคโตส (lactose) ไม่ได้ ในทารกและเด็กจะมีเอนไซม์แลคเตส (lactase) ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลนี้ให้เป็นโมเลกุลเดี่ยว ในบางคนขณะที่อายุเพิ่มขึ้นความสามารถในการย่อยน้ำตาลนี้จะลดลง เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีเอนไซม์แลคเตส (lactase) แต่ผู้ใหญ่จำนวนมากไม่มีเอนไซม์นี้ และคนเชื้อชาติต่างๆกันมีความแตกต่างกันในความสามารถในการย่อยน้ำตาลแลคโตส ในคนที่มีพันธุกรรมที่เกิดการเปลี่ยนเแปลงในโครโมโซมคู่ที่สองจะสามารถสร้างเอนไซม์แลคเตสได้ตลอดชีวิต (lactase persistence) ทำให้สามารถบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลแลคโตสได้เสมอเช่นชาวยุโรปตอนเหนือและชาวอัฟริกาตะวันออกจะมีคนที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสอยู่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ (ในอังกฤษมีมากกว่าคือ 5-15 %) สำหรับผู้ใหญ่ชาวไทยส่วนมาก (98 เปอร์เซ็นต์)ไม่สามารถย่อยน้ำตาลนี้ได้
ถ้าบริเวณของวิลไลของลำไส้เล็กซึ่งทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์แลคเตสถูกทำลาย (เช่นกรณีที่เพิ่งหายจากเป็นบิดไม่มีตัว) อาจทำให้ไม่สามารถย่อยน้ำตาลนี้ได้ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งบางรายอาจมีอาการอยู่เป็นปี
เมื่อบริโภคอาหารที่น้ำตาลแลคโตสเข้าไปแล้วไม่ถูกย่อยจะผ่านจากลำไส้เล็กสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีแบคทีเรียหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แบคทีเรียจะปรับตัวมาสู่การใช้น้ำตาลแลคโตส เกิดการหมักและผลิตก๊าซหลายชนิดจำนวนมาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และมีเธน ทำให้เกิดอาการเกร็งของกระเพาะอาหาร อาการเรอ และมีก๊าซมากในทางเดินอาหาร ถ้ามีน้ำตาลที่ไม่ดูดซึมอื่นๆร่วมด้วยเช่น ซอร์บิทอล แมนนิทอล ไซลิทอล พร้อมกับสิ่งที่เกิดจากการหมักอื่นๆจะน้ำถูกดึงเข้ามาภายในลำไส้มาก (เกิดแรงดันออสโมซิส) ทำให้เกิดถ่ายเหลวได้ การวินิจฉัยมีหลายวิธี เช่นอาจให้รับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์จากนมมากจะเห็นอาการแสดงใน 30 นาที หรือบางรายอาจจะกินเวลา 2 ชั่วโมง (เวลาต้องเดินทางอาจต้องพิจารณาชนิดของอาหารที่จะรับประทานก่อนการเดินทาง)
วิธีลดการเกิดและความรุนแรงของโรค
1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแลคโตส
เช่น
(1) นม ผลิตภัณฑ์จากนม เนย ไอศกรีมสมัยใหม่ที่มีการใส่นมเพิ่ม โยเกิร์ตที่ใส่นมเพิ่ม
(2) ในอาหารที่มีการแลคโตสเข้าเป็นสารแต่ง เช่น มาร์การีน ขนมปังแผ่น มันฝรั่งแผ่น
(3) ผลไม้บางอย่าง เช่น กล้วยน้ำว้า (ประสบการณ์ตนเอง)
จำเป็นต้องทดลองด้วยตนเองว่าสามารถที่จะรับประทานอาหารที่มีแลคโตสได้มากน้อยเท่าไร
ควรดูป้ายองค์ประกอบอาหาร เพื่อดูปริมาณแลคโตส
2. รับสารอาหารทดแทน : มีนมที่ผลิตมาให้ไม่มีน้ำตาลแลคโตส
3. ควบคุมการรับประทานแคลเซียม : ร่างกายต้องการแคลเซียม เมื่อลดการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งมีแคลเซียมสูง อาจต้องเพิ่มการบริโภคอาหารชนิดอื่นทดแทน
4. กินยาที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย