ม่วนหลาย สะบายดี

เค้าว่ากันว่า สองสิ่งที่ทำแล้วจะเป็นคนเหนือชั้น อย่างแรกคือต้องออกเดินทาง สองคืออ่านหนังสือ

และตอนนี้ผมก็กำลังหัดทำอย่างที่เค้าว่ากันอยู่ครับ ...

ผมไม่แน่ใจว่า ความคิดที่จะมาเยือนประเทศลาวนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้อย่างเดียวว่าต้องหาโอกาสมาเยือนลาวสักครั้งในชีวิตให้ได้

และคราวนี้ถือเป็น "โอกาส" ที่ดีมากๆครับ

ผมเลือกมาประเทศลาวด้วยความสมัครใจ ผ่านพี่หมอชาวลาวคนหนึ่งที่รู้จักและเคารพนับถือ และติดต่อผ่านอีเมลล์มายังอาจารย์ที่นี่

ท่านตอบรับและยินดีมาก ที่ผมจะเป็น "นักเรียนแพทย์ไทยคนแรก" ที่เลือกมาฝึกปฏิบัติงานที่ประเทศลาว

ผมเลือกที่จะเดินทางโดยรถทัวร์ มากกว่าเครื่องบิน ด้วยเหตุผลสองประการ นั่นคือ อยากเห็นบรรยากาศสองข้างทาง อย่างที่สองซึ่งสำคัญกว่านั่นคือประหยัดครับ เก็บเงินไว้เที่ยวดีกว่า ...

การเดินทางไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดหรอกครับ...ใช้เวลาศึกษาวิธีการเดินทางและข้อควรรู้ก่อนเดินทางไม่ถึงวัน หลังจากนั้นก็ เก็บของ "ไปโลด"

อ้อ..ลืมบอกไปครับว่า ผมมาคนเดียวด้วยสิ

ผมนั่งรถทัวร์ออกจากเชียงใหม่ประมาณสองทุ่ม มาถึงสถานีขนส่งอุดรธานีประมาณเกือบแปดโมงเช้า แล้วต้องไปขึ้นรถโดยสารระหว่างประเทศจากอุดรธานีไปยังนครหลวงเวียงจันทร์อีกสถานีหนึ่ง

ผมใช้บริการรถโดยสารที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า สกายแลป ซึ่งเป็นรถเครื่องสามล้อพ่วง ที่นั่งได้อย่างมากไม่เกินสองคน มาส่งที่ท่ารถไปนครหลวงเวียงจันทร์ ตื่นเต้นครับ ใช้เวลาประมาณเกือบยี่สิบนาที นั่งสกายแลปชมวิวทั่วเมืองอุดร พร้อมกับได้รู้จักสหายคนใหม่ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนครับ คุณลุงคนขับสกายแลปนั่นเอง

คุณลุงเป็นคนอัธยาศัยดีครับ ผมสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางไปเวียงจันทร์ ท่านแนะนำหลายเรื่องมาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีในรีวิวในเวปบอร์ดใดใด

ก็เลยชวนคุณลุงพูดคุยหัวเราะไปครับ เพราะผมเริ่ม "เมาหัว"  ลุงขับรถแนวมากครับ ...:)

มาถึงท่ารถไปเวียงจันทร์ หลังจากได้ร่ำลาคุณลุงสกายแลป (ผมขอเรียกอย่างนั้น) ก็รีบไปซื้อตั๋วครับ ราคา 85 บาทเองครับ รถเที่ยวต่อไปรอบ 10.30 น. ครับ นั่นแสดงว่าผมมีเวลาเกือบสองชั่วโมง เตร็ดเตร่อยู่แถวนี้

ผมจัดแจงฝากกระเป๋า ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วออกเดินสำรวจ ไปแวะนั่งกินข้าวหน้าเป็ดร้านหนึ่ง ถูกปากผมมากทั้งรสชาดอาหารและเจ้าของร้าน (นั่งเม้ากัน 55)  

สิบโมงครึ่ง รถมาถึงตรงเวลาครับ ผมขึ้นรถไปนั่งตำแหน่ง A5 กับเพื่อนใหม่ชาวลาวท่านหนึ่งที่ยิ้มให้พร้อมกับพูด "สะบายดี"

"สะบายดี" ผมตอบ

"สิไปไส" (จะไปไหน)

"ไปเวียงจันทร์" ผมตอบ

เรานั่งคุยกันได้สักพัก ผมก็เผลอหลับไปด้วยความเพลีย จนกระทั่งมีโทรศัพท์ จากแม่ อาจารย์(ที่ไทย) และอาจารย์(ที่ลาว) จึงมีสติอีกครั้ง ปรากฏว่าถึงหนองคายแล้ว

จากหนองคายมาถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทาง 2 ด่าน เค้าเรียก ด่านไทย กับ ด่านลาว ก็ได้เพื่อนคนลาวช่วยบอกขั้นตอนและวิธีการเขียน "ฟอร์มไทย" "ฟอร์มลาว" ซึ่งใช้เวลาไม่นานครับ :)

รถมาจอดที่สถานีขนส่งที่เรียกกันว่า ตลาดเช้า โดยมีพี่หมอดวงพระจันทร์ มารอรับอยู่แล้ว และก็พาไปแนะนำสถานที่ต่างๆ นั่งรถชมเมือง และแวะกินข้าวกัน...ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย เป็นกันเองมาก ทั้งๆที่เราพึ่งเคยเจอกันครั้งแรก :)

ถึงตอนนี้ผมมาอยู่บนแผ่นดินนครหลวงเวียงจันทร์ได้เกือบสองวันแล้วครับ ผมได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพี่หมอ เพื่อนๆ ชาวบ้าน ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก ทุกคนอัธยาศัยดี มีมิตรไมตรี ที่สำคัญเค้าให้เกียรติคนไทยมาก จนเรารู้สึกเกรงใจเลยหล่ะ

นครหลวงเวียงจันทร์ ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนที่ผมคิดเลย แต่ในทางกลับกันหัวใจของผู้คนที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าที่ผมคิดเป็นไหนไหน

และผมเริ่มหลงรักเวียงจันทร์แล้วหล่ะสิ

ตอนนี้พูดได้คำเดียวครับว่า "ม่วนหลาย สะบายดี" :)

 

DrVillager

 

PS: ยังมีภารกิจ (ท่องเที่ยว) อีกมากมายที่จะทำในเวียงจันทร์และเมืองต่างๆในประเทศนี้ และเรื่องเล่าของเพื่อนๆ นักศึกษาแพทย์รุ่นเดียวกันของที่นี่อีกมากที่จะเล่าให้ฟัง :)