" ที่ยากที่สุด ก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนนี่แหละ "

 

ผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นในเขตลุ่มน้ำแม่ตาว มี 2 ด้าน ได้แก่ อาชีพ และสุขภาพ กล่าวคือ พื้นที่ 3 ตำบลเป็นพื้นที่หลักในการปลูกข้าวของอำเภอแม่สอด เมื่อตรวจพบสารแคดเมียมที่เจือปนอยู่ในดิน ข้าวจะดูดสารอาหารจากดินที่มีสารแคดเมียมเจือปนอยู่ แล้วนำเก็บสะสมในเมล็ดข้าว เมื่อคนบริโภคข้าวในพื้นที่ ก็จะได้รับสารแคดเมียมเข้าไปด้วย ทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพย่ำแย่ เพราะสารแคดเมียมจะส่งผลต่อการทำงานของไต และทำให้มวลกระดูกในร่างกายลดลง

                การแก้ไขปัญหาขั้นต้น คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้อนุมัติงบประมาณ 92 ล้านบาทเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และควบคุมข้าวไม่ให้ออกสู่ตลาด รวมถึงการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในเขตที่ได้รับผลกระทบด้วย

                แต่สิ่งที่ทำให้ชุมชนสั่นสะเทือนมากที่สุด คือแผนกำหนดเขตควบคุมการเพาะปลูก ที่ประกาศออกมาว่าไม่ให้เกษตรกรในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ปลูกข้าวหรือพืชห่วงโซ่อาหารทุกชนิด

                “ช่วงนั้นสับสนกันมาก ทำนาได้ข้าว แต่กินไม่ได้ ยิ่งช่วงที่ชาวบ้านต้องเกี่ยวข้าวในนาของตนเองในขณะที่ต้นข้าวกำลังตั้งท้อง มันเป็นภาพที่น่าหดหู่ เพราะคนลุ่มน้ำแม่ตาวกับข้าว คือความผูกพันที่แยกกันไม่ออก”  เพลินใจ เลิศลักขณวงศ์  แกนนำประชาคมแม่สอด-ตาก เล่า หลังจากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการหาทางออกร่วมกับชาวบ้าน

                ประชาคมแม่สอด-ตาก คือกลุ่มคนที่อยู่นอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้เพิกเฉยต่อชะตากรรมที่ชาวบ้านได้รับ พวกเขาลงพื้นที่ เก็บข้อมูล จัดประชุม พูดคุย ประสานกับทุก ๆ ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชุมชน  และบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด เพื่อหาทางออกร่วมกัน จนพบว่า ดิน-น้ำ-ข้าว-คน เป็นวัฒนธรรมที่ฝังลึกลงไปในชุมชน  การจะให้ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงอาชีพของตัวเองอย่างฉับพลัน จึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง

                การทำงานของประชาคมแม่สอด-ตาก ได้ต้องนำทุกมิติมาเป็นทางออก ใช้ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ประเด็นเร่งด่วนอันดับแรกที่ต้องช่วยกันหาทางออก คือการหาอาชีพใหม่มาทดแทนการปลูกข้าว มีการประสานไปทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร่วมกันวางโครงสร้างอาชีพใหม่  โดยมีการทดลองปลูกพืชหลายชนิด เช่น  ยางพารา  ไม้สัก  ยูคาลิปตัส  ปาล์มน้ำมัน และไม้ดอกไม้ประดับ  แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านในชุมชน

                จนกระทั่งพบช่องทางใหม่พร้อมๆ กับประเทศเผชิญกับวิกฤติพลังงาน ได้มีหลายบริษัทในธุรกิจน้ำตาลสร้างโรงงานเอทานอล โดยมีอ้อยเป็นวัตถุดิบ ทางประชาคมแม่สอด-ตาก จึงได้พาชาวบ้านลงไปดูงานในหลายๆ พื้นที่ที่ปลูกอ้อย จนกระทั่งสรุปกันว่า พืชที่จะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก ก็คืออ้อยนั่นเอง

                “5 ปี ของปัญหาแคดเมียมในลุ่มน้ำแม่ตาว เป็น 5 ปี แห่งการเรียนรู้ เราขับเคลื่อนด้วยปัญญา โอกาส และความกล้าหาญ ทุกๆ ภาคส่วนต้องประสานความร่วมมือกัน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ แค่คิดถึงคำว่าฤดูกาลก็ยากแล้ว อย่างเช่น หน้าฝนเอาน้ำออกจากนา หน้าแล้งเอาน้ำเข้าในนา ซึ่งเป็นการคิดแบบตาลปัตรที่พวกเค้าเคยชินมาชั่วชีวิต”  เพลินใจ บอกหลังจากแนะนำชาวบ้านให้หันมาปลูกอ้อย

                ขณะเดียวกันปัญหาสุขภาพก็เป็นประเด็นที่ชาวบ้านให้ความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย เมื่อมีการตรวจพบสารแคดเมียมในร่างกายของชาวบ้านในเขต 3 ตำบล 844 คน ในจำนวนนี้ มี 42 คน ที่ไตเสีย และอีก 2 คน ต้องล้างไตเป็นประจำ อย่างไรก็ตามสาเหตุของโรคไต ยังระบุไม่ได้ว่ามาจากอะไรกันแน่ แต่ผลสำรวจเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เขต 3 ตำบลที่มีปัญหาจะสูงกว่า 1.5 เท่า ซึ่งทางประชาคมแม่สอด-ตาก ได้มีการประสานงานตั้งกองทุนสุขภาพชื่อ ‘กองทุน 60 ปี ครองราชย์’ โดยมอบสวัสดิการเป็นค่ารถ ค่ารักษา เพื่อยังช่วยยกระดับให้ชาวบ้านลดความหวาดกลัวลง

                นพ.วิทยา สวัสดิวุฒิพงศ์  กรรมการศึกษาวิจัยด้านสุขภาพของผู้สัมผัสสารแคดเมียม ของโรงพยาบาลแม่สอด กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไตในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ก็ยังระบุไม่ได้ว่ามาจากอะไรกันแน่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านไม่ค่อยเป็นห่วงสุขภาพตัวเองเท่าไร  เพราะสารแคดเมียมเมื่ออยู่ในร่างกายนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยฉับพลันทันที ต้องอาศัยเวลาสะสมในร่างกาย 10-30 ปี พวกเขาจึงห่วงเรื่องอาชีพของตนเองมากกว่า

                เมื่อถามว่า ปัญหาแคดเมียมได้ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสังคมแก่ชุมชนอย่างไรบ้าง  หมอวิทยา ตอบว่า บางทีแคดเมียมก็ทำให้คนกลมเกลียวกันด้วยซ้ำ แต่ที่เรามองว่ามันเป็นปัญหาก็เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวบ้านบางกลุ่มยังหวังในเรื่องของค่าชดเชยอยู่ แต่บางคนก็เดินหน้าต่อ  พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง  ถ้าจะสรุปง่าย ๆ เงินต่างหากที่ทำให้ชุมชนแตกแยก

                ทางด้าน ศราวุธ ทังดิน  หัวหน้าสำนักงานศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาว อ.แม่สอด จังหวัดตาก เจ้าหน้าที่รัฐอีกคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายหะเข้ามาดูแลปัญหานี้ บอกว่า ปัญหาแคดเมียมละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคน ดังนั้นจึงต้องใช้การประสานงานสูงมาก ทั้งประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาคม และเอกชน ต้องบูรณาการหลายๆ ศาสตร์ มาช่วยในการแก้ไข 

                “ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือแคดเมียมอยู่ในดินจะทำอย่างไรก็เอาออกไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าการแก้ไขปัญหาที่ทำกันอยู่ในตอนนี้ เดินมาถูกทางแล้ว คือไม่ให้ชาวบ้านปลูกพืชที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งการปลูกอ้อยก็เป็นแนวทางที่ดี เพราะมีตลาดชัดเจน ส่วนคนที่ยังไม่ได้หันมาปลูกอ้อยในขณะนี้ คงเป็นกลุ่มที่ไม่กล้าเสี่ยง หลายคนบอกว่าอยากจะรอดูก่อนว่าโรงงานจะเสร็จเมื่อไหร่ รายได้ของคนกลุ่มแรกที่หันไปปลูกอ้อย มีรายได้ทัดเทียมกับการปลูกข้าวหรือไม่”  ศราวุธ กล่าว พร้อมกับยอมรับว่า “งานนี้ส่วนที่ยากที่สุด ก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนนี่แหละ”