เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
(Learning Disabilities : LD)
วิญญา ราชกิจชอบ
นักศึกษาปริญญาโท
เด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องพัฒนามนุษย์ตั้งแต่เด็ก เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ผู้ใหญ่ที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่เด็กก็จะเป็นหัวใจในการนำพาประเทศให้เจริญ จากคำกล่าวที่ว่ากระบวนการพัฒนาในวัยเด็กนั้น จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่ ซึ่ง การส่งเสริมการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้ เทคโนโลยี เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้องเรียน การซักถาม เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ก็ต้องได้รับการพัฒนาโดยครู ผู้ปกครอง ต้องเอาใจใส่ดูแลเด็กเหล่านี้ให้สามารถอยู่รอดในสังคมได้เหมือนเด็กปกติทั่วไปลักษณะที่พบในเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ที่พอสังเกตได้ คือ
1. ดูฉลาดหรือปกติในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการเรียน
2. สะกดคำไม่ได้หรือไม่ถูก
3. อ่านช้า อ่านข้าม หรืออ่านเพิ่มคำ
4. สับสนกับตัวอักษร เช่น ค - ด, ถ – ภ, ม – น, พ – ผ, b –d, 5. ไม่เข้าใจค่าของจำนวน เช่น หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น
6. มีความบกพร่องในการรับรู้ การจับใจความ
7. ผลการเรียนไม่คงเส้นคงวา
8. มีอารมณ์ไม่คงที่ แสดงพฤติกรรมแปลก ๆ
สาเหตุบางประการอาจจะเป็นตัวชี้ชัดไม่ได้ว่า เด็กคนนั้นเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ต้องมีเกณฑ์การพิจารณาที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือกระทรวงศึกษาธิการ หากตัดสินจากเพียงสาเหตุเดียว แล้วเด็กคนนั้นต้องเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ แต่ที่จริงแล้วเด็กอาจจะไม่ได้เป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ อาจจะไม่ได้รับการพัฒนาและส่งผลกระทบทางด้านสติปัญญาตามที่เด็กควรได้รับ
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities : LD) โดยทั่วไปมีปัญหาในการใช้ภาษาทั้ง ในการฟัง การอ่าน การเขียนและการสะกดคำ หรือปัญหาทางด้านคณิตศาสตร์ และ เป็นเด็กที่มีสติปัญญาปกติหรือสูงกว่าปกติ แต่มีความยากลำบากในการเรียนรู้ทางวิชาการในบางเรื่องเช่นการอ่าน การสะกดคำ การใช้ภาษา อาจเป็นการพูดหรือภาษาเขียน การคิดคำนวณ รวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้ จากสมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป โดยความบกพร่องเหล่านั้นเป็นผลทำให้เกิดความไม่สอดคล้อง (Discrepancy) หรือเกิดช่องว่าง(Gap)ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความสามารถที่แท้จริง (เจษฎา กิตติสุนทร,2550.)
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ บางครั้งก็อาจเรียกว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กเหล่านี้สามารถปรับ บำบัดให้เรียนรู้ได้อย่างใกล้เคียงเด็กปกติได้ ถึงจะไม่สมบูรณ์ก็ตามแต่ เด็กเหล่านี้ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองให้ดำรงชีวิตได้อย่างเด็กปกติในสังคม แต่ทางด้านนักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้มองไปที่ภาวะที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ซึ่งมีผลมาจากความผิดปกติของการทำงานของสมอง ที่ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ ทั้ง ๆ ที่เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นปัญญาอ่อน ไม่ได้มีความพิการ และไม่ได้เป็นเด็กที่อยู่ในวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะด้อยโอกาสในการเรียนรู้แต่อย่างใด โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีสติปัญญาปกติหรือบางคนอาจฉลาดกว่าปกติก็ได้ แต่เพราะความผิดปกติในการทำงานของสมอง ทำให้ความสามารถในการรับรู้ การเรียบเรียง การแปลความข้อมูลที่ได้รับ และการประมวลผลข้อมูลเพื่อส่งออกหรือโต้ตอบของเขาเสียไป จึงแสดงออกมาให้เห็นเป็นความบกพร่องของความสามารถด้านภาษา ซึ่งอาจเป็นด้านการพูด การสื่อสาร ด้านการอ่าน ด้านการเขียน
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เท่าที่สามารถสังเกตได้ โดยทั่วไปจะมีสภาพร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจปกติ แต่เรียนหนังสือไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากสมองด้วยความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้หรือยุ่งยากเป็นบางเรื่องหรือเฉพาะเรื่อง เช่น มีความบกพร่องทางการพูด มีความบกพร่องทางการสื่อสาร มีปัญหาในการเรียนวิชาทักษะ มีปัญหาในการสร้างแนวความคิดรวบยอด มีความบกพร่องทางการรับรู้ หรือในบางกรณีอาจมีอารมณ์ไม่คงที่ มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว โยกตัวหรือผงกศีรษะบ่อยๆ มีพัฒนาการทางร่างกายไม่คงที่ มีพฤติกรรมไม่คงเส้นคงวา เสียสมาธิง่ายแสดงพฤติกรรมแปลกๆ และมักมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน
ปัญหาทางการเรียนรู้เป็นความบกพร่องที่ซ่อนเร้น (Hidden Disabilities) และเป็นกลุ่มของความบกพร่องที่มีลักษณะที่หลากหลาย(Heterogeneous Disorders)จากการศึกษาพบว่าลักษณะที่เด่นชัดของเด็กกลุ่มนี้คือ ความอ่อนด้อยอย่างมากทางภาษา โดยมีสาเหตุมาจาก
1. การได้รับบาดเจ็บทางสมองเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางได้รับบาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้ เต็มที่
2. กรรมพันธุ์ เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากระบุว่า ถ้าหากพ่อแม่ ญาติ พี่น้องที่ใกล้ชิดเป็นจะมีโอกาส ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
3. สิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การได้รับบาดเจ็บทางสมอง หรือกรรมพันธุ์ เช่น การพัฒนาการช้า เนื่องจากการได้รับสารอาหารไม่ครบ ขาดสารอาหาร มลพิษ การเลี้ยงดู
การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
การให้โอกาสเด็กได้มีบทบาทในการวางแผนการเรียน โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ดี ที่ควรแสดงออก พฤติกรรมใดที่ไม่ดีไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เด็กไม่ควรแสดงออก ครูและเพื่อนๆไม่ชอบ ครูควรนำเทคนิคในการปรับพฤติกรรมมาใช้อย่างเป็นระบบ และควรขอคำแนะนำและปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
เมื่อรู้ว่าเด็กมีปัญหาทางการเรียนรู้ต้องพยายามฝึกเด็ก แบบใจเย็นๆ แสดงความรักต่อเด็ก มองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆ พยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมี ชื่นชมให้กำลังใจ หรือ เสริมแรงเมื่อเด็กทำได้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม ต้องยอมรับในตัวเด็ก ว่าเด็กก็เป็นบุคคลที่มีความหมายและมีสิ่งดี ๆ ในตนเองเหมือนกัน ช่วยเด็กแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน อ่านหนังสือสนุกๆ กับเด็ก กระตุ้นให้เด็กถามคำถาม เล่าเรื่อง และแสดงความคิดเห็น
การจัดการเรียนการสอนจำเป็นต้องมีการสอนเสริมตามลีลาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ลดสิ่งรบกวน เพิ่มสมาธิและวิธีการเรียนรู้ให้กับเด็ก การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเด็กปกติมากนัก ให้เด็กได้ทำงานที่สอดคล้องกับความสามารถของตัวเด็ก เมื่อทำงานได้สำเร็จจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าเด็กไม่อยู่นิ่ง รบกวนการเรียนของเพื่อน ครูอาจแยกเด็กให้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระและเป็นการปรับพฤติกรรมไปด้วย
ดังนั้น การที่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ ให้สามารถพัฒนาได้เกือบเท่าเทียมกับเด็กปกติได้ ทั้งในเรื่องการเรียนของเด็ก ทักษะทางวิชาการของเด็ก อารมณ์ของเด็ก และพฤติกรรมของเด็กนั้นต้องขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของผู้ปกครอง การสอนของครูตลอดสภาพแวดล้อมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง ธรรมชาติและผลกระทบของปัญหาทางการเรียนรู้ จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินผล การจัดการศึกษา และภาพรวมของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ขณะที่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มีการพัฒนาตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ก็จะถูกคาดหวังล่วงหน้าจากครู และผู้ใกล้ชิดว่าจะมีการปรับปรุงความสามารถพื้นฐานในทุกด้านในทางที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ การคาดหวังทางวิชาการในเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ จะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มีความเชื่อว่า เด็กต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในด้านความถูกต้องแม่นยำ ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น