คิดทางลบเสียบ้างเป็นการสร้างภุมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง

     ถ้าวันนี้ดิฉันมาแนะนำคุณว่า “หัดมองโลกในแง่ร้ายเสียบ้าง ชีวิตคุณอาจจะดีขึ้นกว่าเมื่อวาน" คุณคงคิดว่านางสาว Phatsiree บ้าไปแล้วแน่ๆ

     แน่นอนว่าพวกเรารวมทั้งคนไทยเกือบทั้งประเทศได้รับการสั่งสอนมาให้มองโลกในแง่ดีหรือที่เรียกว่า “คิดบวก” (Positive Thinking) แต่อย่าลืมว่าโลกนี้มิได้มีแต่สิ่งที่เราอยากเห็นและเป็นไปเท่านั้น และหากสภาพจิตของอเราถูกฝึกและสอนให้รับแต่เรื่องดีๆ เท่านั้นมันก็จะไม่พร้อมที่จะรับหากมีข่าวร้ายเข้ามาเยี่ยมเยือน พอพบกับความจริงแห่งชีวิตที่เลวร้ายกว่าที่เราคาดไว้ก้ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ กลายเป็นความทุกข์มหันต์หรืออาจเรียกได้ว่า "งานงอก" ขึ้นมาเลยทีเดียว

 

 

     หลาย "คิดในแง่ร้าย" ไม่เป็น เมื่อได้รับข่าวร้ายขึ้นมาก็ถึงกับทำให้เสียสติไปก็ไม่น้อย ดังเช่นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดกับญาติของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งไปพบแพทย์แล้วได้รับคำวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งน้อยคนนักที่จะเป็น โดยจะมีอาการเหมือนโรคภูมิแพ้ ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความผิดปกติของปลายประสาท หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของะคุณหมอเท่านั้น ญาติท่านนี้ก็น้ำตาไหลพราก เกิดอารมณ์ทุรนทุรายขึ้นมาพร้อมกับบอกคุณหมอด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่าผมจะเป็นโรคนี้ ชีวิตผมปกติมาโดยตลอดและผมไม่คิดว่าผมจะต้องมากลายเป็นคนหมดสภาพเช่นนี้...” คุณหมอได้พยายามอธิบายอย่างใจเย็นว่าโรคอย่างนี้เกิดขึ้นได้แม้ว่าจะพบน้อยคนมากก็ตาม แต่เมื่อป่วยแล้วก็ควรที่จะพยายามอยู่กับมันให้ได้แทนที่จะทุกข์โศกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ญาติท่านนี้ได้กล่าวด้วยเสียงอันดังอีกว่า “ผมรับไม่ได้ครับที่จะเป็นโรคบ้าๆ อย่างนี้ ฮือๆๆๆ ” จากเหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันเห็นว่า ญาติท่านนี้ไม่ได้ไม่เชื่อว่าเขาจะเป็นโรคนี้หรอก แต่เขารับไม่ได้กับการที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นต่างหาก สิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขลำดับแรกเลยคือ จิตใจ ซึ่งมาก่อนการรักษาอาการป่วยทางกายด้วยซ้ำไป    

 

                   

 

        ดังนั้น ดิฉันคิดว่าคนไทยควรที่จะต้องเรียนรู้วิธีการมองโลกในแง่ร้ายเสียบ้างจึงจะสามารถตั้งรับกับสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เพราะการคิดทางลบหรือที่ฝรั่งเรียกว่า Negative Thinking นั้นเองที่จะทำให้เกิดพลังทางบวกหรือ Positive Power ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว การหัดคิดทางลบเสียบ้างนั้นเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง เพราะถ้าหากเราคิดทางบวกแต่เพียงอย่างเดียว มองโลกสดใสสวยงามแต่เพียงด้านเดียว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดคาดหรือต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิตอย่างหนักหนาสาหัสก็จะได้ใช้พลังด้านคิดลบนี่แหละมาสู้รบกับศัตรูทางจิตใจเหล่านี้ เป็นการเตรียมจิตเตรียมใจไว้สำหรับเรื่องเลวร้ายในชีวิต โดยการบอกกับตัวเองว่าถ้าหากอะไรๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวังหรือเกิดเรื่องที่แย่สุดๆ เราจะรับได้ไหม ?

     ถ้าเราหัดคิดทางลบผสมกับคิดทางบวก จิตใจก็จะสามารถตั้งรับกับสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่แตกตื่นหรือตกอกตกใจจนตั้งตัวไม่ติด เช่น พอได้รับข่าวร้ายว่าเศรษฐกิจกำลังจะตกละเก็ดทั้งโลกและกำลังลุกลามมาบ้านเรา ไม่ว่าเราจะมองโลกในแง่ดีเพียงใดก็ไม่อาจฝืนความเป็นจริงได้ว่า ทุกอย่างจะต้องแย่ลงก่อนที่จะกลับมาดีขึ้น หากเราได้มองในแง่ร้ายบ้างตั้งแต่ต้นก็จะบอกตัวเองได้ว่า ถ้าเราต้องมีรายได้ลดลง ต้องทำงานหนักขึ้น หรือต้องแบ่งปันความทุกข์โศกกับเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัวก็ต้องทำด้วยความสบายใจ เสียสละ และรู้จักเปลี่ยนวิกฤตแห่งชีวิตให้เป็นโอกาสให้ได้

     หลายคนทำใจไม่ได้ เห็นว่าการมองโลกในแง่ร้ายเป็นเรื่องเสียหาย ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง เพราะต่างก็ต้องการความสบายและได้รับรู้แต่ข่าวดีๆ เท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าก็มิใช่เพราะมองโลกในแง่ดีแต่เพียงด้านเดียวหรอกหรือที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกคราวนี้ ตอนเศรษฐกิจขาขึ้น ผู้คนต่างใช้จ่ายเงินทองกันอย่างไร้ขีดจำกัดและใฝ่หาแต่สิ่งที่สวยหรู ไม่มีใครมองว่าเมื่อมี ‘ขาขึ้น’ ก็ต้องมี ’ขาลง’ เช่นกัน ทั้งๆ ที่สัจธรรมแห่งชีวิตบอกเราว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มีแต่การขึ้นอย่างเดียวแล้วไม่ลง แต่ธรรมชาติของความหลงระเริงนั้นมักจะทำให้ตาบอดได้ชั่วขณะ และเมื่อถึงคราวขาลงมาจริงๆ ต่างก็ล้มกันระเนระนาดอย่างไม่เป็นท่า และยิ่งต้องหกคะเมนตีลังกาเพราะเส้นทางขาลงชันกว่าที่คิด ก็จะโทษทุกอย่างรอบตัว ยกเว้นตัวเอง

 

    

 

     จึงไม่ต้องประหลาดใจว่าทำไมจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เสียผู้เสียคนเพราะไม่เคยฝึกมองโลกในแง่ร้ายเลย เนื่องจากคิดว่าโลกนี้มีด้านเดียวและเป็นด้านที่ตนอยากจะเห็นเท่านั้น โดยลืมคิดถึงความจริงที่ว่า “โลกนี้คือส่วนผสมของหยินและหยาง” นั่นคือ มีดำก็มีขาว มีกลางวันก็มีกลางคืน มีคนดีก็มีคนเลว มีความชั่วก็มีความดี และเมื่อคิดบวกก็ต้องคิดลบ เพื่อถ่วงดุลให้โลกนี้มีสมดุลและน่าตื่นเต้น เกิดเป็นจังหวะของธรรมชาติ

     ดังนั้น เมื่อเห็นใครเศร้า ก็บอกให้เขาหัวเราะเสียบ้าง และถ้าพบใครที่กำลังยินดีปรีดาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอยู่ก็แอบไปกระซิบที่ข้างหูหน่อยว่า “หัดมองโลกในแง่ร้ายเสียบ้างนะคะ”