ความหมายEIS

ความสัมพันธ์ระหว่าง EIS กับ DSS

             EIS ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริหารสามารถทำความเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนและสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์วิกฤตที่มีผลกระทบต่อองค์การในระดับกว้าง เราจะเห็นได้ว่า EIS มีหลักการคล้ายกับ DSS ที่กล่าวถึงในบทที่ผ่านมา ดังนั้นการจำแนก EIS กับ DSS ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองระบบ ดังต่อไปนี้

  1. EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นสำหรับจัดเตรียมสารสนเทศที่เหมาะสมในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ขณะที่ DSS ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้จัดการระดับกลาง หรือนักวิชาชีพ เช่น วิศวกร นักการตลาด และนักการเงิน เป็นต้น ให้มีประสิทธิภาพขึ้น
  2. EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยมีตาราง รูปภาพ แบบจำลอง และระบบสื่อผสมที่อธิบายข้อมูลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ขณะที่ DSS จะให้ข้อมูลการตัดสินใจตามลักษณะของงาน โดยผู้ใช้อาจต้องปรับแต่งข้อมูลที่ตนสนใจให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้งาน
  3. EIS ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้สามารถนำสารสนเทศมาใช้งานโดยตรง ขณะที่ผู้ใช้ DSS อาจต้องนำสารสนเทศมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการตัดสินใจ หรือใช้เทคนิคในการประมวลผลข้อมูลบ้าง ดังนั้นผู้ใช้ DSS สมควรต้องมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศในระดับที่สามารถใช้งานให้จัดการข้อมูลที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ

             EIS และ DSS ต่างถูกพัฒนาขึ้น เพื่อจัดการกับข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ แต่ทั้งสองระบบจะมีความแตกต่างกันในระดับของการใช้งาน การนำเสนอข้อมูล และความยากง่ายในการใช้ โดยที่เราสามารถกล่าวได้ว่า EIS เป็น DSS ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสารสนเทศในการตัดสินใจแก้ปัญหา และการดำเนินงานของผู้บริหารที่ไม่ต้องการข้อมูลที่ละเอียดและมีความถูกต้องสมบูรณ์ แต่สร้างความเข้าใจและให้ภาพรวมของระบบหรือปัญหาที่ผู้บริหารสนใจ โดย EIS อาจได้รับการออกแบบและพัฒนาจากฐานของ DSS เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนคณะที่ปรึกษาและผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องใน DSS ถ้าผู้บริหารเกิดความต้องการข้อมูลมากกว่าที่ EIS ถูกพัฒนาขึ้น

 

 

11.1  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร (Enterprise Decision Support Systems:EDSS)

                เป็นระบบ   DSS  ที่ใช้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจ  การทำงานของทั้งองค์กร  ซึ่งระบบนี้จะถูกใช้โดยผู้บริหาร (Executives)   ผู้ตัดสินใจอาจจะตัดสินใจต่างสถานที่กัน   ระบบ ERP ((Enterprise Resource Planning  systems)  ที่ใช้สำหรับวางแผนการใช้ทรัพยากรขององค์กร  ก็จัดเป็นระบบ EDSS  ระบบหนึ่ง

 

Enterprise Systems

                Enterprise Systems  เป็นระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานขององค์กร   ได้แก่  ระบบดังต่อไปนี้

1. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive information systems: EIS)

2. ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร (Executive support systems: ESS)

3. ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร (Enterprise information systems: EIS)

 

วิวัฒนาการของระบบ  EIS  (Evolution of Executive and Enterprise Information Systems)

ระบบ EIS  ไพ้ถูกพัฒนามาจากระบบ DSS  และ ODSS    โดยในปี ค.ศ 1980  ได้พัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information Systems: EIS)  จากนั้นตั้งแต่ปี ค.ศ 1995  ก็มีการพัฒนาเป็นระบบ  Enterprise  Systems

 

11.2  ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information System : EIS)

เป็นระบบที่ทำงานบนพื้นฐานของคอมพิวเตอร์   ให้บริการข้อมูลและข่าวสารที่จำเป็นต่อ

ผู้บริหารที่จะใช้ในการทำงาน  โดยสามารถเข้าถึงข้อมูล  ข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว   ทุกที่และทุกเวลา ผู้บริหารสามารถเข้าจัดการรายงาน ได้โดยตรง  ง่ายต่อการใช้งานและแสดงผลในรูปแบบกราฟฟิก   นอกจากนี้ยังสามารถ  ออกรายงานพิเศษได้   และเพิ่มความสามารถแบบ drill-down (เจาะลึกข้อมูลเฉพาะส่วนที่ต้องการดูได้)  และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ง่าย

กล่าวได้ว่า  ระบบ  EIS   เป็นระบบสารสนเทศที่ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์   ประมวลผล    เก็บรวบรวมข้อมูล   วิเคราะห์ข้อมูล   และนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้นต่อผู้บริหารระดับสูง   เพื่อผู้บริหารจะได้นำข่าวสารนั้นใช้ในการวางแผนนโยบายการทำงานขององค์กร

 

11.3  ระบบสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร (Executive Support System : ESS)

                เป็นระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร   เช่น   ให้ผู้บริหารสามารถใช้งาน Internet   หรือสามารถใช้  Vedio  Conference  ได้   ซึ่งระบบ  ESS  จะต้องมีความสามารถในการสนับสนุน (Support)  ในเรื่องการสื่อสาร (Communications)   การจัดการระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office automation)  สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ (Analysis support)  และตัวเลข  หรือเป็นระบบอัจฉริยะ (Intelligence)

 

11.4  ระบบสารสนเทศสำหรับองค์กร (Enterprise Information System  EIS)

เป็นข่าวสารโดยรวมของบริษัท   ที่มีไว้เพื่อสนับสนุนการทำงานของกลุ่มคนทุกระดับขององค์กร เป็นระบบที่ถูกสร้างมาจากมุมมองของบริษัท  ซึ่งระบบนี้จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของระบบ ERP (Enterprise resource planning  systems)  ใช้สำหรับตัดสินใจเพื่อความได้เพื่อในเชิงธุรกิจ (Business intelligence)

ระบบ EIS นี้จะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข่าวสารในองค์กร (Enterprise  information  portals)  และระบบจัดการองค์ความรู้ (Knowledge management  systems)

กล่าวได้ว่า  EIS  เป็นระบบสารสนเทศขององค์กร   ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมข่าวสารของทุกแผนก ของทุกส่วนงาน   เพื่อเอาใช้สนับสนุนผู้ใช้ในทุกระดับการทำงาน

 

คุณลักษณะของระบบ EIS (Characteristics of EIS )

1. การเจาะลึกข้อมูล (Drill down)   สามารถดูข้อมูลโดยเจาะลึกเฉพาะส่วนที่ต้องการได้

2. ปัจจัยวิกฤตสำเร็จ (Critical success Factors  : CSF)   เป็นการติดตามข่าวสารในองค์กรที่คิดว่าสามารถเป็นจุดวิกฤตขององค์กร (เช่น  ยอดขายที่ตกต่ำ)  และสามารถนำจุดวิกฤตนั้นมาทำให้ประสบความสำเร็จ (เช่น  การใช้ Software  ตั้งราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาล)  อาจเก็บข้อมูลข่าวสารได้จาก  3 แหล่ง ได้แก่ ข้อมูลระหว่างการดำเนินงาน   ข้อมูลการผลิต    และข้อมูลสภาวะแวดล้อม  เพื่อช่วยกำหนดเป้าหมายขององค์กร ในการวางแผนกลยุทธ์  แผนควบคุมการทำงานภายในองค์กรได้

3. สถานะการเข้าถึงข้อมูล (Status access)  สามารถเข้าข่าวสารถึงผ่านเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลา

4.  การวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)   ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันจะต้องสามารถนำมาวิเคราะห์ในลักษณะต่าง ๆ ได้   เพื่อนำผลการวิเคราะห์ไปใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

5.  การสร้างรายงานพิเศษ  (Exception reporting)  เช่น รายงานที่ได้จากการวิเคราะห์ หรือรายงานที่ผู้บริหารต้องการให้จัดทำขึ้นเฉพาะ    ดังนั้นรายงานจะต้องมีความยืดหยุ่น  เช่น  รายงานแสดงแนวโน้มการที่จะสูญเสียลูกค้าของบริษัท ในอีก 6 เดือนข้างหน้า  รายงานแผนกที่มีการขาดทุนสะสมติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี เป็นต้น

6. ความสามารถในการใช้สีและเสียง (Colors and audio)  ระบบ EIS จะเน้นในเรื่องของรายงาน

(Report) เพราะการนำเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารนั้น รูปแบบของข้อมูลจะสรุปไว้แล้ว แต่ผู้บริหารจะต้อง Drill down ได้เช่นกัน  ดังนั้นรายงานที่จัดทำควรมีการเน้นสีและใช้ระบบเสียงเข้ามาช่วย

7. มีระบบนำร่องข่าวสารหรือปุ่มชี้  (Navigation of  information)  จะใช้ย่นระยะเวลาในการใช้งาน

ทำให้ผู้บริหารไม่สับสนในการใช้งาน

8. การสื่อสาร  (Communication)   ต้องมีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ   สะดวก  เช่นระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)  ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data interchange : EDI)  หรืออินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น

 

ประโยชน์ของ EIS  (Benefits of EIS)

1. ด้านคุณภาพของข่าวสาร

2. มีระบบการโต้ตอบกับผู้ใช้

3. จัดเตรียมเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับจัดการกับข่าวสาร

4. เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานขององค์กรในด้านต่าง ๆ 

 

ซอฟต์แวร์ระบบ  EIS   ในอดีต  (Traditional EIS Software)

จากผู้จำหน่าย  Software  EIS ทางการค้า  ได้แก่  บริษัท Comshare Inc. (www.comshare.com)   และ

บริษัท   Pilot Software Inc. (www.pilotsw.com)  นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเอง (Application Development Tools)  เช่น   In-house components ,Comshare Commander tools, Pilot Software’s Command Center Plus   และ Pilot Decision Support Suite   เป็นต้น

 

ข้อมูลที่ใช้จัดทำระบบ EIS

                ระบบ EIS นอกจากจะนำข้อมูลมาจากฐานข้อมูลหรือคลังข้อมูล  เพื่อนำมาทำการวิเคราะห์แล้ว  ข้อมูลประเภท  Soft  information   ก็เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาสำหรับจัดทำระบบ EIS ด้วย

 

Soft Information in EIS

Soft  information  คือ ข้อมูลที่คลุมเครือ  ข้อมูลไม่เป็นทางการ   ข้อมูลที่มาจากความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ   ข้อมูลที่อยู่ภายในใจ    ข้อมูลที่ไม่ความชัดเจน   ข้อมูลที่มีความหมายเป็นนัย

ข้อมูลประเภท  Soft   Information   จะถูกนำมาใช้มากที่สุดในระบบ   EIS  แสดงให้เห็นสัดส่วนการนำมาใช้งาน ดังนี้

1. การพยากรณ์  การคาดการณ์  การทำนาย และการประเมินทางธุรกิจ(78.1%)

2. ข้อมูลการวางแผน  การประเมิน  การชี้แจง (65.6%)

3. รายงานข่าว  แนวโน้มอุตสาหกรรม การสำรวจข้อมูลจากแหล่งภายนอกองค์กร(62.5%)

4. ข้อมูลตารางการทำงานและแผนงานอย่างเป็นทางการ(50.0%)

5. ข้อคิดเห็นของบุคลากร   ความรู้สึก   และแนวคิดของพวกเขา (15.6%)

6. ข่าวลือ  เรื่องบอกเล่าหรือได้ยินได้ฟังมา   ข้อมูลการซุบซิบนินทา (9.4%)

 

                กล่าวได้ว่า Soft    Information  จะเป็นข้อมูลที่ยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับระบบ EIS   ซึ่งข้อมูลประเภทนี้นักวิเคราะห์ไม่ควรเพิกเฉยหรือมองข้าม

คุณสมบัติของ EIS

             ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการถูกนำมาประยุกต์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานของธุรกิจ แต่ระบบสารสนเทศมิใช่แก้วสารพัดนึกที่รวบรวมข้อมูลทุกประเภทที่ผู้ใช้สามารถนำมาใช้งานได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีและต้นทุนการพัฒนา ดังนั้นการพัฒนาระบบสารสนเทศแต่ละชนิดจะต้องเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ เพื่อกำหนดคุณสมบัติของสารสนเทศแต่ละรูปแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ EIS มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. สนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Plannig Support ) ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ขององค์การ ดังนั้นผู้พัฒนา EIS สมควรจะมีความรู้ในเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy ) และปัจจัยสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Factors) เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดแผนทางกลยุทธ์ที่สมบูรณ์
  2. เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การ ( External Environment Focus ) ปกติสิ่งที่ผู้บริหารต้องการจากระบบสารสนเทศคือ การที่จะสามารถเรียกสารสนเทศที่ต้องการและจำเป็นต่อการตัดสินใจออกมาจากฐานข้อมูลขององค์การได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะข้อมูลและข่าวสารที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องการประกอบการตัดสินใจ โดยส่วนมาก EIS จะถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลที่มาจากภายนอกองค์การ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร
  3. มีความสามารถในการคำนวณภาพกว้าง (Broad- based Computing Capabilities ) การตัดสินใจของผู้บริหารส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีโครงสร้างไม่แน่นอนและขาดความชัดเจน โดยส่วนใหญ่จะมองถึงภาพโดยรวมของระบบแบบกว้างๆ ไม่ลงลึกในรายละเอียด ดังนั้นการคำนวณที่ผู้บริหารต้องการจึงเป็นลักษณะง่าย ๆ ชัดเจน เป็นรูปธรรม และไม่ซับซ้อนมาก เช่น การเรียกข้อมูลกลับดู การใช้กราฟ การใช้แบบจำลองแสดงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
  4. ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน (Exceptional Ease of Learning and Use ) เนื่องจากผู้บริหารจะมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกองค์การ ผู้บริหารจึงมีเวลาในการตัดสินใจในแต่ละงานน้อยหรือกล่าวได้ว่าเวลาของผู้บริหารมีค่ามาก ดังนั้นการพัฒนา EIS ควรที่จะเลือกรูปแบบการแสดงผล หรือการตอบโต้กับผู้ใช้ในแนวทางที่ง่ายต่อการใช้งานในเวลาที่สั้น เช่น ตารางแสดงผล กราฟ ภาษาที่ง่าย และการตอบโต้ที่รวดเร็ว เป็นต้น
  5. พัฒนาเฉพาะสำหรับผู้บริหาร (Customization ) การตัดสินใจของผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ต่อพนักงานอื่นและต่อการดำเนินธุรกิจขององค์การ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analyst and Designer ) ต้องคำนึงถึงในการพัฒนา EIS เพื่อให้สามารถพัฒนา EI S ที่มีศักยภาพสูงมีประสิทธิภาพดีเหมาะสมกับการใช้งานและเป็นแบบเฉพาะสำหรับผู้บริหารที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ตามต้องการ เช่น ข้อมูลใดที่เป็นที่ต้องการของผู้บริหารอย่างมาก หรือมีการเรียกมาใช้บ่อยควรออกแบบให้มีขั้นตอนการเข้าถึงที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว เช่น โดยการกดปุ่มบนแป้นพิมพ์เพียงไม่กี่ปุ่ม หรือการเคลื่อนที่และการใช้งานเมาส์ท (Mouse )บนจอภาพ หรือการสั่งงานด้วยเสียงพูด ซึ่งต่างจากนระบบสารสนเทศสำหรับบุคลากรระดับอื่นในองค์การที่ต้องมีขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าในการเข้าถึงข้อมูลลักษณะเดียวกัน เป็นต้น

ปัจจุบันมีชุดคำสังสำเร็จรูปสำหรับประมวลข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจให้ผู้บริหารออกวางจำหน่ายตามท้องตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ EIS ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของการใช้งานที่หลายหลายของผู้บริหาร เช่น การเงิน การตลาด การผลิต การวิเคราะห์สถานการณ์และการวางแผนกลยุทธ์ เป็นต้น รวมทั้งมีความสามารถที่จะเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลภายนอกองค์การที่จะสามารถดึงเอาสารสนเทศที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และตัดสินใจในปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น  

 

11.5  บทบาทของผู้บริหารและข่าวสารที่ต้องการ  (Executives’ Role and Their Information Needs)

                หน้าที่หลักของผู้บริหาร(Executive)  คือ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา  ซึ่งกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารจะต้องใช้ข่าวสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร   ดังนั้นพอสรุปบทบาทของผู้บริหารได้  ดังนี้

1. บทบาทผู้บริหารทางด้านการตัดสินใจ มี 2 ด้านคือ 1) การระบุปัญหาและโอกาสในการแก้ไข  2) การตัดสินใจแก้ไขปัญหา  และพิจารณาว่ามีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องในปัญหานั้น 

2. กระบวนการใช้สารสนเทศเพื่อตัดสินใจ มีขั้นตอนดังนี้

                1. เก็บรวบรวมข่าวสารทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

                2. จำแนก   แยกแยะ   และประเมินประเภทของข่าวสาร

                3. นำข่าวสารไปวิเคราะห์เชิงคุณภาพและปริมาณ

                4. นำข่าวสารเข้าตรวจสอบเงื่อนไขว่าข่าวสารนั้นสามารถใช้แก้ปัญหาได้หรือไม่  (หากใช้ไม่ได้ให้ย้อนกลับไปทำในขั้นตอนที่ 1  ใหม่อีกครั้ง) หากใช้ได้ให้ไปทำขั้นตอนที่ 5

                5. ป้อนข่าวสารนั้นเข้าสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)

 

Note :  ขั้นตอนที่ 1-4  เป็นขั้นตอนของระบบ EIS   ซึ่ง EIS จะเป็นตัวกรอง (Filter) ข่าวสารสำหรับผู้บริหาร ให้ข่าวสารนั้นมีประสิทธิภาพ   ผลลัพธ์(Output) ของระบบ  EIS  จะกลายเป็นข้อมูลนำเข้า ( Input) ของระบบ  DSS

 

11.6  DSS กับธุรกิจในองค์กร

                ระบบ  DSS  มีความสัมพันธ์กับการทำงานในธุรกิจ  ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการใช้งานระบบ DSS กับ Supply  Chain  และ  Enterprise Resource Planning (ERP)ดังนี้

 

10.6.1  ห่วงโซ่อุปทาน  (Supply Chain)

 ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)  ซึ่ง Chain จะหมายถึง  การผลิต  ส่วน  Supply เป็นระบบเกี่ยวกับการจัดหา   ดังนั้น  Supply Chain จึงเกี่ยวกับระบบที่ว่าด้วย

1.  การจัดหาวัตถุดิบ ข่าวสาร และบริหาร จาก  Suppliers   จากนั้นขนส่งลำเลียงเข้าสู่โรงงาน  

2.  ทำการผลิตและบรรจุหีบห่อ   เก็บรักษาในคลัง (Warehouse)

3. ทำการขนส่งสินค้า   เพื่อส่งมอบให้ถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย

 

Supply  Chain  เป็นการจัดกระบวนการภายในองค์กร  ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบ    การผลิต   บรรจุหีบห่อ   จัดเก็บ  และกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค

ประโยชน์ของการจัดการ Supply Chain  (SCM Benefits)

1. ลดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในกระบวนการของ supply  chain

2.  ส่งผลดีในด้านต่อไปนี้ (Positively affect)

- มีระดับสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม (inventory  levels)

- ระยะเวลา/ รอบในการผลิต (cycle  time) ที่แน่นอน

- กระบวนการผลิต (processes)

- ประสิทธิภาพในการบริการลูกค้าดีขึ้น (customer service)

3. เพิ่มกำไรให้กับองค์กร(Increase profitability) และยังสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

Note : การบริหารจัดการ Supply Chain  แต่ละส่วนล้วนแล้วแต่เป็นการควบคุมจัดการระบบสารสนเทศทั้งสิ้น และเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)

 

 

 

 

องค์ประกอบของ Supply Chain  (Supply Chain Components)

1. Upstream  หมายถึง  กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ และลำเลียงวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน

2. Internal supply chain   หมายถึง   กระบวนการผลิต   บรรจุภัณฑ์   เก็บรักษาสินค้าในคลัง

3. Downstream   หมายถึง  กระบวนการในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค  โดยการขนส่งไปยังร้านค้า

    ปลีก (retail store)  หรือผู้ขายตรง   จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย

 

                ซึ่งองค์ประกอบของ Supply Chain จะรวมไปถึงวงจรการผลิตสินค้านั่นเอง (product life cycle)  และห่วงโซ่อุปทาน (Supply  Chain)  จะมีความสัมพันธ์กับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)  ตามคำกล่าวของ Porter   ดังนี้

 

รูปแบบของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Model)

ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)  จะแบ่งกลุ่มงานออกเป็น  2   ส่วน

1. งานที่เป็นกิจกรรมหลัก (Primary Activity)  ได้แก่

                1. นำเข้าวัตถุดิบ

                2. ผลิต

                3. จัดเก็บ

                4. จำหน่าย

                5. บริการ

                ผลลัพธ์ (Output) จากงานในขั้นตอนแรกจะกลายข้อมูลนำเข้า (Input) ของขั้นตอน

ถัดไป   และทุกกระบวนการในขั้นตอนที่ 1  มูลค่าของสินค้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกขั้นตอน

        2. งานที่เป็นกิจกรรมสนับสนุน (Support Activity)  หมายถึง   งานใด ๆ ก็แล้วแต่ในองค์กรที่

มีหน้าที่สนับสนุนงานของกิจกรรมหลัก  ได้แก่  แผนกต่าง ๆ ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับระบบ Supply chain จะต้อง สนับสนุนการทำงาน  เช่น  แผนกบัญชี   แผนกการเงิน  จะสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้องกับตนเอง  ส่วนการจัดหากำลังคนก็เกี่ยวข้องกับแผนกทรัพยากรบุคคล    การเตรียมการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการวิจัยก็เกี่ยวข้อง กับแผนก IT   และการจัดหาทรัพยากรก็เกี่ยวข้องกับฝ่ายผลิตหรือฝ่ายจัดซื้อจัดหา

 

ปัญหาของ Supply Chain  (Supply Chain Problems)

1. เกิดความไม่แน่นอนในคาดเดาความต้องการซื้อ (Demand) ของลูกค้า  ไม่สามารถคาดเดาความ

     ต้องการได้หากลูกค้าเปลี่ยนแปลงรายการคำสั่งซื้อ (Order)  บ่อยครั้ง

2 . เกิดความไม่แน่นอนในเวลาของการนำส่งสินค้า   ในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้านั้นไม่สามารถ

     กำหนดเวลาที่แน่นอนที่ลูกค้าจะได้รับสินค้า

3. มีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า   ระหว่างการขนส่งอาจมีสินค้าแตกหัก   หรือชำรุดเสียหาย

4. อาจมีการบริการที่ด้อยประสิทธิภาพ

5. มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสินค้าคงเหลือสูง

6. มีรายได้ลดลง

7. ต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้น

 

แนวทางแก้ปัญหาของ Supply Chain  (Supply Chain Problems)

สร้างพันธมิตรทางการค้า (Partner) เช่น

-                   บริษัทผลิตรถยนต์  เป็นพันธมิตรกับ บริษัทผลิตเหล็ก

-                   บริษัทผลิตน้ำยาป้วนปาก  เป็นพันธมิตรกับ  ห้างสรรพสินค้า(ใช้ระบบ POS)

-                   บริษัทขายยา  เป็นพันธมิตรกับ โรงพยาบาล (ใช้ระบบ JIT: Just-in-Time)

-                   บริษัทผลิตขนมปัง  เป็นพันธมิตรกับ    ร้านสะดวกซื้อ

 

11.6.2  ระบบการวางแผนจัดการทรัพยากรในองค์กร  (Enterprise Resource Planning : ERP)

ใช้ในการวางแผนการใช้ทรัพยากร  เช่น  วัตถุดิบ    คน   เวลา   ซึ่งข้อมูลข่าวสารในระบบ

สามารถเชื่อมโยง ( link) งานแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน   และสามารถใช้ข้อมูล (Share Resource) ร่วมกันได้

ระบบ ERP   มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้งานเพื่อ  รวมการทำงานของทุกแผนกในองค์กร

เข้าด้วยกัน    แต่ละแผนกสามารถใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกันได้   สามารถทำงานข้ามแผนกได้  โดยมีการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน  ระบบคอมพิวเตอร์จะต้องสามารถจัดการข่าวสารที่จำเป็นในการใช้งานสำหรับองค์กรได้  งานทุกส่วนจะมีความสัมพันธ์กัน  ตัวอย่างเช่น  งานขายสินค้านั้นถ้ามีคำสั่งซื้อ (order) เกิดขึ้นจากลูกค้าเพียง  1  รายการ (order)   งานก็จะสัมพันธ์กับหลายแผนก    ดังนั้นทุกแผนกจะต้องทำงานร่วมกันและสอดคล้องกัน  ข้อมูลการขายสินค้าจะถูกจัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์   แผนกที่เกี่ยวข้องจะสามารถ

เข้าถึงข้อมูลนั้นได้

 

Software  ERP

ซอฟแวร์  ERP  ที่วางจำหน่ายจะมีราคาแพงมาก  ๆ  (Very..Very! expensive)   เช่น  SAP  และซอฟต์แวร์ ERP  ในยุคที่สองได้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น  เมื่อปี ค.ศ  1990  ในช่วงที่องค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) กำลังลดขนาดองค์กรลง  โดยเพิ่มขีดความสามารถการทำงานกับ OLAP    ปรับปรุงระบบการแสดงผล โดยใช้ซอฟต์แวร์เช่าจาก  ASP (Application Services Providers)  ซึ่งซอฟต์แวร์มีสามารถใช้จัดตารางเวลางาน  และ

วางแผนการใช้วัตถุดิบอย่างเหมาะสม  สนับสนุนการทำงานกับระบบ  E- Commerce  และเมื่อปี ค.ศ  2000  ระบบ  ERP  ก็สามารถทำงานบน Web  ได้

Software ERP    ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจของแต่ละองค์กร   การใช้ ระบบ  ERP จะพบกับความล้มเหลว    ถ้าหากกระบวนทางทางธุรกิจขององค์กรไม่เหมาะสมกับแบบจำลองของระบบ ERP

ส่วนระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน  (Supply Chain Management: SCM)  ได้ถูกพัฒนาขึ้นในต้นศตวรรษ ที่ 1960   เป็นการบริหารจัดการให้กิจกรรมของ  supply  chain  ทุกกิจกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กัน   เช่น  กิจกรรมของระบบการวางแผนผลิต       ระบบการจัดการสินค้าคงเหลือ      ระบบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ  ซึ่งทั้ง 3 ระบบนี้จะถูกรวมเข้าอยู่ใน supply chain

Corporate (Enterprise) Portals and EIS

                Corporate Portals  พัฒนาในปี ค.ศ  1999   โดยได้รวมความสามารถของ OLAP, DSS  และ  BI (Business  Intelligence)  เข้าไว้ด้วยกัน  ซึ่งลักษณะของ Corporate Portals   มีดังนี้

                1. รวมโปรแกรมจากภายในและภายนอกองค์กรเข้าด้วยกัน  เชื่อมการทำงานกับฐานข้อมูลภายในองค์กร    ระบบจัดการเอกสาร    หรือ E-Mail  เข้ากับหน่วยงานภายนอก (เช่น ระบบบริการข่าวสาร, Web site)

2. ทำงานผ่าน Web

3. รวมความสามารถด้าน   การใช้เทคโนโลยี groupware  เช่น  การอภิปรายกลุ่ม(Discussion)    ห้องสนทนาออนไลน์ (Chat Room)  ห้องสมุดเสมือนจริง (Versual  Library)   การนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ ขององค์กร (Presentation)    การค้นหาข้อมูล (Search)   การจัดประเภทและจัดหมวดหมู่ของข้อมูล  (Categorization)

เป็นแหล่งรวมข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กร

ผู้บริหารที่ใช้  Software  EIS  สามารถค้นหาข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจาก Corporate Enterprise Portals   เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาและตัดสินใจภายในองค์กร

 

11.7  ความแตกต่างระหว่าง DSS กับ EIS

 

การสังเกตลักษณะของระบบ 

DSS

EIS

1. จุดประสงค์หลัก

วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ

เจาะลึกข้อมูล (Drill  Down) เพื่อดูข้อมูลในส่วนที่ผู้บริหารต้องการ

2. ผู้ใช้งานระบบ

นักวิเคราะห์และผู้บริหารระดับสูง

ผู้บริหารระดับสูง

3. สนับสนุน(support) การตัดสินใจ

สนับสนุนการตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง  กึ่งโครงสร้าง  และไม่มีโครงสร้าง

สนับสนุนการตัดสินใจทางอ้อมสำหรับปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างของผู้บริหาร

4. ข่าวสารที่นำเข้ามาใช้ในระบบ

เป็นข่าวสารเฉพาะ  ที่จะใช้แก้ปัญหานั้น ๆ

เป็นข่าวสารทั่วไป  ทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมไปถึงข่าวสารที่คลุมเครือ  เรื่องเล่า  หรือข้อมูลการซุบซิบนินทาต่าง ๆ

5. การแสดงผลของระบบ

ใช้ Graphic บางส่วน

เน้น Graphic ในทุกส่วน

6. การใช้งาน

หากระบบพัฒนาเพื่อการตัดสินใจแก้ปัญหาที่ไม่ซับซ้อน  อาจจะใช้งานง่าย

ใช้งานง่าย  อำนวยความสะดวกต่อผู้บริหาร

7. ระบบจัดการข่าวสาร

ปัญหาหรือผลลัพธ์ (Output) ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ  EIS   จะกลายมาเป็นข้อมูลนำเข้า ( Input) ของระบบ  DSS

ใช้กรองข้อมูลข่าวสาร (Filter)  ติดตามข้อมูล ( Monitor)  และเปรียบเทียบข้อมูลที่พบ

8. แบบจำลอง (Model)

ใช้แบบจำลองเป็นองค์ประกอบหลักของระบบ DSS

ไม่ใช้แบบจำลอง  หรืออาจจะใช้บ้าง เป็นบางครั้ง

 

ตารางที่ 10.1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบบ DSS  กับ  EIS

 

                ข้อมูลที่ได้จากระบบ DSS และ EIS  นั้น  เมื่อผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลแล้ว จะนำไปใช้แก้ไขปัญหา หรือหาแนวทางแก้ไขอย่างไรนั้น   ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารเอง    เพราะผู้บริหารเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาสตร์ในการบริหาร   ประสบการณ์และสัญชาติญาณของผู้บริหารด้วย

สรุป (Summary)

- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูง  จัดเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร   

(EDSS)

- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจระดับองค์กร(ESS)  จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวม  ค้นหาข้อมูล 

และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-  ห่วงโซ่อุปทาน (Supply  Chain) เป็นระบบที่เน้นการผลิตและส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภค  ข่าวสารทุกอย่างที่ใช้ใน Supply

Chain   ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งสิ้น

-  การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management :SCM)  ที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ลดปัญหาต่าง ๆ

ที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้