การพัฒนาทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งปกติที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ พยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น และมีสภาพขีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนายิ่งต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนานั้นยังยากจนอยู่ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศไทยด้วยนั้นมีความเชื่อว่า การที่จะทำให้เศรษฐกิจของตนดีขึ้นได้นั้น จะต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรม ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลไทย มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการทำอุตสาหกรรมมากขึ้น ความต้องการในการใช้วัตถุดิบย่อมมากขึ้นตามตัว ซึ่งนำไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันเมื่อมีการผลิตมากขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมย่อมก่อให้เกิดของเสีย จากกระบวนการผลิตเพิ่มตามไปด้วย หากมีได้มีการจัดการของเสียเหล่านันอย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหามลพิษด้านต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ เสียง หรือทางน้ำ

          หลังจากที่เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว มักจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นมากกว่าการพึ่งพาเศรษฐกิจทางการเกษตรเป็นหลัก เพราะสินค้าทางอุตสาหกรรมนั้นมีราคาดีกว่าสินค้าทางการเกษตร เมือเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รายได้ของประชาชนก็มักสูงขึ้นตามตัว สิ่งที่เป็นผลตามมา ได้แก่ ประชาชนจะมีการบริโภคสินค้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะประชาชนมีกำลังการซื้อมากขึ้น อันนำไปสู่สังคมวัตถุนิยมดังจะเห็นได้จากช่วงที่ประเทศไทยมีความเจรญเติบโตทางเศรษฐกิจก่อนจะประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 เมือประชาชนอุปโภคสิงของอย่างฟุ่มเฟือยแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาโดยเฉพาะปัญหาขยะมูลฝอย

          แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น มิได้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ก่อให้เกิดผลดีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน กล่าวคือ เมื่อประเทศมีความเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมแล้ว รัฐบาลหรือประชาชนย่อมมีความสามารถในการจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อมาใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม

ที่มา:รองศาสตราจารย์ ดร.อำนาจ วงศ์บัณฑิต.กฎหมายสิ่งแวดล้อม.วิญญูชน 2545