ต้องเด็ดขาด

 

           การคอร์รัปชั่น

 

             บทลงโทษ  ต้องเด็ดขาด!

 

คอร์รัปชั่น – ปัญหาทำลายชาติ

         ผู้เขียนเชื่อว่าทุก ๆ คนต่างทราบกันดีว่าการคอร์รัปชั่น (Corruption) นั้นเป็นการทุจริตต่อบ้านเมือง อันเป็นส่วนหนึ่งของการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่หลายท่านอาจจะมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงนัก หรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นักเพราะขาดความเข้าใจในเรื่องการคอร์รัปชั่นหรืออาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง การทำความรู้จักหรือทำความเข้าใจการคอร์รัปชั่นจึงเป็นสิ่งที่ทุก ๆ ท่านควรจะทราบ เพื่อที่จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล รู้ทันรูปแบบของผู้ที่ทำการทุจริต รวมถึงช่วยกันปกป้องให้สังคมของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สงบสุขปราศจากการเอารัดเอาเปรียบบนความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นอย่างในปัจจุบัน

          โดยความหมายของการคอร์รัปชั่นนั้นได้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้อย่างหลากหลาย เช่น พจนานุกรมสังคมศาสตร์ (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ สังสิต พิริยะรังสรรค์,  คอร์รัปชั่น กับประชาธิปไตย  กรุงเทพฯ  (ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์) หน้า  55)  ให้คำจำกัดความว่าคอร์รัปชั่น  คือ “การใช้อำนาจเพื่อได้ให้มาซึ่งกำไร  ตำแหน่ง  ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม  โดยวิธีทางที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานทางศีลธรรม  อาจรวมถึงพฤติกรรมเบี่ยงเบนของผู้มีตำแหน่งในราชการ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์เข้าตนและพรรคพวก  ทั้งในด้านสังคม  ด้านการเงิน  ด้านตำแหน่ง” ส่วน วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (http://www.wiruch.com) ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่าคอร์รัปชั่นไว้ในบทความ "วิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของข้าราชการไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการปฏิรูประบบราชการ" ว่า คอร์รัปชั่นหมายถึงการที่ข้าราชการมีความมุ่งหวังและมีอุปนิสัยทั่วไปที่มุ่งแสวงหาอำนาจ ความมั่งคั่งและเกียรติยศจากระบบราชการ เป็นอุปนิสัยที่ข้าราชการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์จากการปฏิบัติราชการในทางมิชอบ


          นอกจากนี้ในสมัยก่อนเรายังได้ยินคำว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีการใช้กันน้อยลง โดยเครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่าของฉ้อราษฎร์บังหลวงไว้ว่า “การที่พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บเงินจากราษฎรแล้วไม่ส่งหลวง หรือ เบียดบังเงินหลวง” ซึ่งเป็นความหมายที่ยังไม่ชัดเจนนักเมื่อเทียบกับคำว่าคอร์รัปชั่น แต่ถ้าใช้คำว่า “ฉ้อหลวงบังราษฎร์” ดังที่ปรากฏในหนังสือในหนังสือ ทฤษฏีคอร์รัปชั่น (รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์, ทฤษฏีคอร์รัปชั่น, ร่วมด้วยช่วยกัน, 2549 หน้า 3) อาจจะตรงกับความหมายของคำว่าคอร์รัปชั่นมากกว่า


          ส่วนความเป็นมาของการคอร์รัปชั่นนั้น ร.ศ.ดร. สังศิต ฯ (ibid, หน้า 11-13) ได้ระบุว่าคอร์รัปชั่นได้ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานของมนุษยชาติ แต่เริ่มมีการศึกษาอย่างเป็นวิชาการเมื่อช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960s ที่มีนักวิชาการหลายท่านศึกษาถึงเรื่องของความทันสมัยกับการพัฒนา (Modernization and Development) โดยก่อนหน้านั้นจะมีการศึกษาในลักษณะของรายละเอียดของบุคคลที่เกิดเรื่องอื้อฉาวมากกว่ากระบวนการหรือแนวคิดของการคอร์รัปชั่น

          การคอร์รัปชั่นในปัจจุบันนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่ด้อยพัฒนา และการคอร์รัปชั่นได้กลายมาเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของหลายประเทศ โดยปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ ดังจะเห็นได้จากการรณณรงค์ จากองค์กรเหนือชาติ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างเช่น องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ฯลฯ และยังรวมไปถึงระดับรัฐ-ชาติ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ต่างเห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง


          การศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นนั้นมีรากความคิดมาจากแนวความคิดของ ของ เพลโต้ (Plato) และมาเคียเวลลี (Machiavelli) ส่วน ไฮเดนไฮเมอร์ (Heidenheimer) ได้แบ่งลักษณะการคอร์รัปชั่นออกเป็น 3 ลักษณะ (อ้างถึงใน รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์, op.cit., หน้า 16 - 25) โดยมีรายละเอียดดังนี้


          * คอร์รัปชั่นที่เกี่ยวโยงกับหน่วยงานราชการสมัยใหม่ (Public Office): เป็นแนวคิดที่มองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นการแสดงออกของการใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเกี่ยวข้องกับการให้สินบน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทองเสมอไป
          * คอร์รัปชั่นที่เกี่ยวโยงกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ (Economic): แนวคิดนี้มองว่าการคอร์รัปชั่น จะเป็นเรื่องของข้าราชการที่ฉ้อฉลเห็นหน่วยราชการของตนเองเหมือนเป็นแหล่งทำธุรกิจที่เขาจะแสวงหารายได้ให้มากที่สุด หน่วยราชการจึงกลายเป็นสถานที่มุ่งหากำไรใส่ตัวให้สูงสุด รายได้ของข้าราชการเหล่านั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของตลาด และความสามารถส่วนตัวที่จะหาจุดที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดจากความต้องการของประชาชน
          * คอร์รัปชั่นที่เกี่ยวโยงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest): การคอร์รัปชั่นเป็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ ความพึงพอใจหรือชื่อเสียง หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม หรือชนชั้นในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดพฤติกรรมในเชิงศิลธรรม


           ส่วนรูปแบบของการคอร์รัปชั่น นั้นมีผู้แบ่งรูปแบบของการคอร์รัปชั่นออกเป็นรูปแบบต่าง ๆ จำนวนมากมาย เช่น แบ่งตามขนาด คือ 

          1) การคอร์รัปชั่นขนาดเล็ก (Petty Corruption) 
          2) การคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ (Grand Corruption) 
 
          การแบ่งคอร์รัปชั่นออกเป็นระดับดังนี้ 

          1) คอร์รัปชั่นเชิงบุคคล (Incidental) 
          2) คอร์รัปชั่นเชิงสถาบัน (Institutional) 
          3) คอร์รัปชั่นเชิงระบบ (Systematic)

          แบ่งตามความอดทนของของชุมชน (Community’s Tolerance) ที่มีต่อการทุจริต ได้แก่ 


          1) ทุจริตสีดำ (Black Corruption) หมายถึงทุกภาคส่วนในสังคมมองว่าการกระทำหนึ่งสมควรถูกตำหนิ และสมควรถูกลงโทษ 
          2) ทุจริตสีเทา (Gray Corruption) หมายถึง การกระทำหนึ่งที่สังคมมีความเห็นคลุมเครือ 
          3) ทุจริตสีขาว (White Corruption) หมายถึง การกระทำหนึ่งสังคมคิดว่าเป็นการกระทำที่สามารถยอมรับได้


          การแบ่งคอร์รัปชั่นตามมิติก็เป็นรูปแบบอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการแบ่ง โดยการแบ่งตามมิติมีดังนี้


          1) คอร์รัปชั่นในการบริหารราชการแผ่นดิน (Administrative Corruption): เป็นการใช้อิทธิพลที่เกินกว่าอำนาจของกฎหมาย เพื่อไปกำหนดนโยบายและทำให้เกิดผล เช่น การทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างให้แก่สมาชิกพรรพวกของตน การซื้อขายตำแหน่งโดยไม่คำนึงถึงหลักการเรื่องความสามารถและคุณธรรมอาศัยเครือญาติหรือพรรคพวกตนเองเป็นที่ตั้ง
          2) คอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจ (Economic Corruption): เป็นการแสวงหากำไรส่วนเกินหรือในทางเศรษฐศาสตร์ จะเรียกว่าค่าเช่า (Rents) เช่น การควบคุมการค้าและการให้สัมปทานผูกขาดแก่สมาชิกพรรคพวก การจัดซื้อจัดจ้างในราคาที่สูงเกินจริง และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้กลายมาเป็นทรัพย์สินของตนเอง
          3) คอร์รัปชั่นทางการเมือง (Political Corruption): เป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลโดยขาดคุณธรรมหรืออย่างผิดกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ตนเอง หรือผลประโยชน์ทางการเมือง และผลประโยชน์ที่ได้นั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นวัตถุเงินทองเสมอไป เช่น การซื้อเสียงในการเลือกตั้ง การหลอกลวงด้วยการหาเสียงเกินจริง 


           จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการคอร์รัปชั่นมีหลายรูแบบ มีทั้งการทุจริตเป็นระบบ (Systematic) อย่างแพร่หลาย (Pervasive) อย่างเป็นกิจวัตร (Routine) มีขนาดเล็ก (Petty) เป็นครั้งคราว (Sporadic) ไม่สำคัญ (Trivial) และเบาบาง (Rare) ฯลฯ และสามารถกล่าวได้ว่าการทุจริตโดยทั่วไปในปัจจุบันมีลักษณะต่อไปนี้


          1) การให้และรับสินบน 
          2) เครฟโตเครซี (Kleptocracy) (การฉกฉวยและแปรรูปทุนของรัฐ)
          3) การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางที่มิชอบ (การปลอมแปลงเอกสาร การฉ้อฉล และการใช้ กองทุนของรัฐไปในทางมิชอบ)
          4) การไม่ทำตามหน้าที่ (ลัทธิพรรคพวก)
          5) การใช้อิทธิพลทางการค้า (มีผลประโยชน์ทับซ้อน)
          6) ยอมรับของขวัญที่ไม่ถูกต้อง (เช็คของขวัญมูลค่าสูง)
          7) ปกปิดการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง (การปิดบังและการให้การเท็จ)
          8) ใช้อำนาจในทางที่ผิด (ข่มขู่ คุกคามและทำร้ายให้เกิดความเกรงกลัว
          9) การใช้กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่าง ๆ (มีอคติ และลำเอียง)
          10) การทุจริตการเลือกตั้ง (การซื้อเสียงและการทุจริตด้วยวิธีต่าง ๆ) 
          11) การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (การเรียกเก็บส่วนแบ่งอย่างผิดกฎหมาย)
          12) ผู้อุปถัมภ์กับประชานิยม (นักการเมืองให้เงินทองและสิ่งของเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน)
          13) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือการรณณรงค์ที่ผิดกฎหมาย (การให้บริจาคเพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการออกกฎหมาย)


          นอกเหนือจากการแบ่งรูปแบบของคอร์รัปชั่นที่นักวิชาการหลายท่านได้จำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ แล้ว การทราบถึงปัจจัยและเงื่อนไขของการคอร์รัปชั่น ดังเช่น เอ็ดเวิร์ด ซี. แบนฟิลด์ (Edward C. Banfield) (อ้างถึงใน รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์, op.cit., หน้า 35) ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชั่น 3 ประการ คือ


          1) การขาดแรงจูงใจที่จะดำเนินงานอย่างสุจริต เนื่องจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตัดสินใจเลือกการดำเนินงานอย่างไม่สุจริต เพื่อสร้างความแน่นอนให้เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 
          2) การที่อำนาจรัฐได้ขยายขอบเขตเข้าครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมของระบบตลาดมากเกินไป ดังคำกล่าวที่ว่า “รัฐบาลยิ่งมีอำนาจมากเท่าไร โอกาสที่จะทำการคอร์รัปชั่นมากขึ้นเท่านั้น” เพราะรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการแสวงผลประโยชน์ต่าง ๆ ได้
          3) การที่รัฐมีอำนาจในการควบคุมกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมของภาคเอกชนเป็นพิเศษ เอ็ม. จอห์นสตัน (M. Johnston) (อ้างถึงใน รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์, op.cit., หน้า 37) ได้แบ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคอร์รัปชั่น ออกเป็น 3 ประการคือ

          * ค่านิยมของสังคม จะทำให้การคอร์รัปชั่นสามารถแพร่กระจายไปทั่วสังคมได้ (Pervasive Corruption)
          * การร่วมมือระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อเอื้อประโยชน์กับพรรคพวกตน (Organization Corruption)
          * การผูกขาดในสินค้าและการบริการ ด้วยการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคล (Monopoly Corruption) 


           เอ. ดับบริว. กูดี้ และ ดี. สตาซาเวจ (A.W. Goudie and D. Stasavage) ได้เสนอปัจจัย 4 ประการที่อาจจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่นได้ คือ

                1) ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง
                2) ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ
                3) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
                4) ยุทธศาสตร์การพัฒนาขั้นพื้นฐานของรัฐบาล 

                สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคอร์รัปชั่นนั้น รศ.ดร. สังศิต ฯ (ibid, หน้า 46 – 61) ได้สรุปไว้ดังนี้ แม็คมัลแลน (Mcmullan) มองว่า การคอร์รัปชั่นมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยังส่งผลถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ 8 ประการ คือ 1) เกิดความไม่ยุติธรรม 2) ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วย 3) ประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาล 4) เกิดความสูญเปล่าในทรัพยากรของประเทศ 5) ขาดการจูงใจในการลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ 6) ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากปัญหาเงินสินบน 7) ความไม่ประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมคอร์รัปชั่น และ 8) ข้อจำกัดจากการนำนโยบายไปใช้เนื่องจากการทุจริตของข้าราชการ

                ไนย์ (Nye) (อ้างถึงใน ibid, หน้า 48) ได้กล่าวว่าผลจากการศึกษาประสบการณ์ของประเทศอดีตอาณานิคมในแอฟริกา พบว่าการคอร์รัปชั่น มีทั้งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านรบ ด้านบวก ได้แก่ 1) คอร์รัปชั่นช่วยก่อให้เกิดการขยายทุนในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจ 2) ก่อให้เกิดการบูรณาการความเป็นชาติไทย และ 3) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกระบบราชการ 

                ส่วนผลเสียของการคอร์รัปชั่นนั้นได้แก่ 1) เกิดการสูญเสียทางทรัพยากร 2) การเมืองขาดเสถียรภาพ เพราะการคอร์รัปชั่นจะนำไปสู่การปฏิวัติ และ 3) เป็นการลดขีดความสามารถในการทำงานของราชการ เนื่องจากรัฐบาลขาดความชอบธรรมทางการเมือง

                จากที่กล่าวมาในข้างต้น คิดว่าหลาย ๆ ท่านจะรู้จักกับการคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้น และการให้ความสำคัญกับปัญหาการคอร์รัปชั่นดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง Good Governance ที่นักวิชาการหลายท่านได้บัญญัติศัพท์ภาษาไทยไว้ว่า “ธรรมาภิบาล” หรือในก่อนหน้ามีการใช้คำว่า “ธรรมรัฐ” (ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้ที่นำมาใช้อย่างกว้างขวาง ส่วน ชัยอนันต์ สมุทวณิช จะใช้คำว่า รัฐาภิบาล) โดยแนวคิดในเรื่องธรรมาภิบาลเป็นแนวความคิดที่ช่วยยกระดับหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และธรรมาภิบาลนี้จะช่วยให้การคอร์รัปชั่นเป็นไปด้วยความลำบาก

                ปัจจุบันประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับการคอร์รัปชั่น โดย World Democracy Audit ให้อยู่ในลำดับที่ 49 จากทั้งหมด 143 ประเทศ และ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ (Political and Economic Risk Consultancy, Ltd.- PERC) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในเอเซีย จากจำนวน 13 ประเทศ รองจากอินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยคะแนนจัดอันดับที่ได้คือ 7.64 คะแนน ซึ่งแย่กว่าผลการสำรวจเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมาที่ไทยได้คะแนน 7.20 คะแนน โดยผลจากการจัดอันนี้ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับที่สูง และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ซึ่งถือได้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และรัฐบาลควรจัดให้ปัญหาการคอร์รัปชั่นนั้นเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน เพื่อให้ประเทศชาติของเราอยู่รอดปลอดภัยจาก เหลือบที่คอยกัดกินประเทศ และผู้เขียนยังเชื่อมั่นว่าคนที่คดโกงประเทศชาติคงต้องมีอันเป็นไปไม่ช้าก็เร็วครับ