บทความการบริหารการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
โดย.....นางอมรรัศมี ลอยพิมาย
การบริหารการศึกษารูปแบบวงจรประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
การบริหารโรงเรียนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในยุคที่มีความเจริญในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยผลจากความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการด้านต่าง ๆ จึงจำเป็นที่แต่ละประเทศต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายของกระแสโลกไร้พรมแดน โดยปัจจัยสำคัญที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายดังกล่าวได้แก่ คุณภาพของคนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดั้งนั้นการบริหารการศึกษามีบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากร ให้มีความสามารถที่จะพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความรู้พื้นฐานให้เพียงพอ รู้จักคิด รู้จัดใฝ่หาความรู้ประสบการณ์ด้วยตนเอง รู้จักปรับตัว รู้จักแก้ปัญหา รู้จักพัฒนา มีทักษะในการทำงานมีค่านิยมที่ดี และส่งเสริมความเป็นเลิศในความสามารถตามความถนัดของแต่ละบุคคลตามศักยภาพที่มีอยู่กระบวนการทำงาน เพื่อให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง สิ่งเร้าที่สามารถเกิดการเรียนรู้ การรวบรวม การจัดเก็บ การพัฒนางานการถ่ายทอด การใช้ประโยชน์ การเผยแพร่ การสร้างาน การเลือกสรรตามลำดับการบริหารรูปแบบวงจรประสิทธิภาพ เป็นการบริหารการศึกษาของผู้เขียนที่รับผิดชอบในการบริหารงานการศึกษาที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม สำนักงานเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีข้าราชการครูทั้งหมด 28 คน นักเรียน 671 คน บุคลากรสนับสนุนการศึกษา 10 คน โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยารามตั้งอยู่ในวัดและชุมชนที่แวดล้อมไปด้วยหน่วยงานของทางราชการและเอกชน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ทำเนียบรัฐบาล องค์การสหประชาชาติ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารบก สหพันธ์โรงเรียนราษฎร์ฯลฯ โรงเรียนจึงได้รับเกียรติและความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนทั่วไปและจากบุคลากรภายในองค์การต่าง ๆ โดยการส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 การบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดเวลา ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจ จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาโรงเรียนเป็นอย่างยิ่งการบริหารการศึกษาทีมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมีสำคัญสำหรับทุกคนในองค์การที่จะยึดถือเป็นหลักในการบริหารจัดการในองค์การ การกำหนดวิสัยทัศน์องค์การ พันธะกิจ ภารกิจ เป้าหมาย การกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการขององค์การ การพัฒนารูปแบบใหม่ที่ใช้ทัศนะการมององค์การแบบองค์รวมเป็นการปรับกระบวนทัศน์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับองค์การให้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน และเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เพราะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงานของบุคคล และใช้ทุกสิ่งจากการทำงานเป็นฐานความรู้ที่สำคัญ รวมถึงการใช้กลยุทธ์การแสวงหาความรู้ในการบริหาร การแบ่งปันความรู้ การสร้างองค์ความรู้และการใช้ความรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น3 ระดับอาจจะเกิดขึ้นทีละระดับหรือพร้อม ๆ ทั้ง 3 ระดับ ดังนี้
1. การเรียนรู้ระดับบุคคล ได้แก่การที่บุคคลมีศักยภาพที่จะแสวงหาความรู้ พัฒนาทักษะ
เชาว์ปัญญา ทัศนคติ โดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้กับผู้อื่นได้ การเรียนรู้
ระดับนี้เน้นการกระตุ้นให้แต่ละคนใฝ่รู้และสร้างโอกาสการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
2. การเรียนรู้ระดับกลุ่ม ได้แก่ การเพิ่มพูนความรู้ ทักษะความสามารถของกลุ่มของการให้ทุก
คนมีส่วนร่วม และได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนมีระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ระดับกลุ่มจึงมักเกิดขึ้นจากผลการเรียนรู้ระดับบุคคล นั่นคือส่วนหนึ่งทุกคนนำสิ่งที่ตนเรียนรู้มาสู่กลุ่ม การเรียนรู้ระดับกลุ่มจะเกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมหรือกระบวนการที่เอื้อต่อกระบวนการกลุ่มหรือการกลุ่มหรือ ปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
3. การเรียนรู้ระดับองค์การ ได้แก่ การนำความรู้ ทักษะ ความสามารถและทุกอย่างที่แต่ละ
บุคคลแต่ละกลุ่มมีมาใช้ร่วมกันเพื่อเป้าหมายขององค์การ ทั้งนี้ การเรียนรู้ในระดับนี้จะเกิดขึ้นโดยองค์การต้องใช้อำนาจคนของตนเองในการใช้ความรู้ที่มีเพื่อองค์การ ต้องมีการบูรณาการคุณภาพเข้ากับคุณภาพชีวิตในการทำงานและต้องสร้างช่วงว่างสำหรับการเรียนรู้ทั้งที่เป็นสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกและเวลาการบริหารการศึกษาเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สำเร็จ การทำงานให้สำเร็จได้นั้น มีวิธีการอยู่มากมายหลายวิธีที่ผู้บริหารทั้งหลายได้ใช้ความรู้ ความสามารถ เลือกวิธีที่เหมาะตามสภาพความต้องการและสภาพแวดล้อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้แต่เดิมแนวความคิดว่าองค์ประกอบสำคัญที่เป็นปัจจัยช่วยให้การบริหารงานใดๆ สำเร็จได้โดยง่าย คือ คน (Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์(Material) และการจัดการ (Management) แนวคิดนั้นรู้โดยทั่วกันว่า 4 M's ปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้สามารถทำงานสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น มีเพิ่มอีก 2 ประการ คือ ข้อมูลสารสนเทศ (Information) และเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งหมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ 2 ประการหลังนี้โดยทั่วๆ ไป เรียกกันว่า IT (ไอที) อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากองค์ประกอบทั้ง 6 ประการ แล้ว ยังมี องค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด คือไหวพริบประสบการณ์ และปฏิภาณในการบริหารการจัดการ และการแก้ปัญหาต่างๆ ในการทำงานของตัวผู้บริหาร นั้นโลกปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก โดยการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาการผลิตแลการบริการทุกด้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยลดต้นทุนด้านแรงงาน ด้านวัสดุลง นอกจากนั้น ยังสามารถแพร่สินค้า สิ่งผลิตบริการ แม้กระทั่งแนวความคิดให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปได้ง่าย การบริหารในยุคปัจจุบันจึงคงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการไปต่างๆ พอสมควร เพื่อให้องค์กรสามารถทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นการบริหาร หมายถึง การทำงานให้สำเร็จแต่จะมีกลวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้งานสำเร็จได้นั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกเสมือนเล็กลง (Global Village) ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรการผลิตลดลงด้วยนั้น นักบริหารในระยะหลัง ๆ นี้พยายามใช้ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อมุ่งบรรลุเรื่อง 4 เรื่อง คือ
1.ใช้คนเท่าเดิมทำงานได้มากขึ้นเป็นการประหยัดเวลาหรือการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
2. งานเท่าเดิม แต่ใช้คนน้อยลงเป็นใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ
3. คุณภาพของงานต้องดีเท่าเดิม หรือดีกว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพของงานในหน้าที่
4. คุณภาพของงานและคุณภาพของคนมีความพึงพอใจทั้งภายในและภายนอกองค์การ
การวิเคราะห์การบริหารการศึกษารูปแบบวงจรประสิทธิภาพที่เข้าข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในการบริหารการศึกษาที่จะพัฒนาให้ยั่งยืนนั้นต้องมีการจัดระบบการบริหารงานที่ต้องมีขั้นตอนใน
การสร้างองค์ความรู้ในองค์ การที่ให้เกิดประสิทธิภาพนำไปสู่องค์การที่มีคุณภาพ
1. การใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศ (Information Utilization) เพื่อประกอบการตัดสินใจให้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีข้อแม้ว่า ข้อมูลสารสนเทศนั้นๆ ต้องรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสมัย และใช้ประยุกต์ได้ ปัญหาคือ ข้อมูลสารสนเทศบางอย่างรวบรวมได้ง่าย ถ้าครอบคลุมเนื้องานน้อย แต่บางอย่างก็ได้มายาก ต้องอาศัยเวลาสำรวจ ตรวจสอบ วิเคราะห์ ก่อนนำมาใช้ได้ ในส่วนนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและศึกษาว่าข้อมูลสารสนเทศเรื่องใดจำเป็นและครอบคลุมพื้นที่ใดมากน้อยเพียงใด จากผู้บริหารหรือผู้ต้องการใช้ข้อมูลด้วย ปัจจุบันข้อมูลต่างๆ นอกจากจะสามารถเก็บได้ในหน่วยความจำของระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถเก็บไว้ใน CD-ROM (Compact Disk Read-Only-Memory) ซึ่งนำไปใช้ได้สะดวก รวดเร็วและราคาถูกด้วย
2. บริหารทางไกล (High-Tech Administration) ในยุคนี้เครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต่อสื่อสารสะดวก รวดเร็วมาก อยู่ไกลกันก็สามารถทำงานเรื่องเดียวกันได้ ประชุมร่วมกันได้ (Teleconference) ดังนั้นสื่อหลายอย่าง อาทิ โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายการเชื่อมโยงอุปกรณ์เหล่านี้ควรหาไว้ใช้ตามสมควรเพราะจะช่วยประหยัดเวลาเข้าใจกันง่ายและสะดวกเรื่องนี้ปัญหาคือ ต้องการจัดระบบระเบียบและเครือข่ายการรับส่งให้ดีพอ
3. การหาความรู้ทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญในการทำงานสำหรับผู้บริหารมากขึ้นผู้บริหารในยุคนี้ ควรมีทักษะทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์บางประการ อาทิ การเรียกข้อมูลสำคัญมาใช้การแก้ไขข้อมูลบางรายการ เป็นต้น ซึ่งทักษะดังกล่าวสามารถฝึกอบรมได้ภายในเวลาไม่นานนักโปรแกรมสำเร็จรูปจำนวนมากสามารถฝึกฝนใช้ได้โดย ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นเมื่อใช้บ่อยๆทักษะด้านนี้จะพัฒนาขึ้นได้
4. การมองการณ์ไกล (Introspection) ดังที่ใช้กันอยู่ว่าผู้บริหารและคณะต้องมีวิสัยทัศน์ (vision) กว้างไกล ไม่นึกแต่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องคาดการณ์ในอนาคต 10 ปี 15 ปี 30 ปี บนฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน ผนวกกับความเปลี่ยนแปลงทุกด้านในอนาคตจากการคาดเดาเชิงวิทยาศาสตร์ ได้ใกล้เคียง และมีแนวปฏิบัติที่จะไปสู่เป้าหมาย หรือความคาดหวังในอนาคตนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องอาศัยคนนอกมาช่วยมอง (outside in) หรือช่วยคิดในบางเรื่องด้วย
5. การใช้หน่วยงานหรือองค์กรอื่นทำงาน (Decentralization) งานบางงานที่หน่วยงานอื่นๆทำได้ดีกว่า เนื่องจากหลายหน่วยงานที่ตั้งภายหลังหรืออยู่ในพื้นที่เป้าหมาย มีวัตถุประสงค์เฉพาะสามารถทำงานได้ดีกว่า ปัจจุบันภาคเอกชนที่ทำงานเฉพาะบางเรื่องได้ดีกว่า ควรได้รับโอกาสให้ทำงาน (Privatization)เนื่องจากคล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า แต่ทั้งนี้ควรต้องมีการวิเคราะห์ลักษณะงานอย่างรอบคอบด้วยแนวคิดพื้นฐานของเรื่องนี้คือ การกระจายอำนาจให้ผู้เหมาะสมรับผิดชอบ
6. การจัดรูปองค์กรที่ทำงานได้ฉับไว (Organization Development) ให้มีลักษณะขั้นตอนการบังคับบัญชาไม่ซับซ้อนนัก องค์กรปัจจุบันควรต้องปรับโครงสร้างองค์กร (Re-structuring) และปรับวิธีหรือกระบวนการการทำงาน (Re-engineering) ให้เหมาะสมกับยุคและสมัยนี้ด้วย มีนักบริหารบางท่านเสนอว่าองค์กรอาจจัดให้มีความยืดหยุ่น สามารถสนองตอบความต้องการของผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี หน่วยงานย่อยควรจะมีความสำคัญทัดเทียมกันและลักษณะงานประจำ ดังเช่นเป็นสายงานหลัก (Line) และสายงานรอง (Staff) ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อการปรับตัว น่าจะค่อยๆ หายไป องค์กรใดใหญ่มาก อุ้ยอ้าย ปรับตัวช้า ก็ควรแยกองค์การ (Spin off) ให้เป็นองค์กรย่อยหลายองค์กร งานก็จะฉับไว รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation) ที่เชื่อมโยงกันได้ทั้งสำนักงาน ควรได้รับการพิจารณาในการปรับปรุงองค์กรด้วย
7. การพัฒนาบุคลากร (Personnel Development) บุคลากรในหน่วยงานควรได้รับการศึกษา ฝึกฝนอบรมอย่างสม่ำเสมอ ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และความต้องการของหน่วยงาน มิฉะนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนได้ไม่ทันหรือไม่เหมาะสม การพัฒนาบุคลากรมิใช่แนวคิดใหม่ แต่ปัจจุบันวิธีพัฒนาบุคลากรนั้นอาจจะทำได้โดยรูปแบบใหม่ ทำให้สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กรแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พื้นฐานการศึกษาที่สูง การสร้างความเข้าใจทำได้น่าจะง่ายขึ้น และช่วยปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ในส่วนนี้การให้โอกาสบุคลากรได้ทำงาน การสนับสนุนให้ได้เรียนต่อ หรือได้ฝึกอบรมในระดับสูงขึ้น รวมทั้งให้โอกาสเรียนภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาอาหรับ ภาษารัสเซีย หรือภาษาของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อ ให้เก่งเท่าหรือเกือบเท่าภาษาแม่ของแต่ละคน จะช่วยให้รับรู้และทำงานได้ดีขึ้น
8. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรในองค์การ เพื่อให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ใครมีความรู้ที่ได้มา
ใหม่ก็มาขยายให้ทุกคนในองค์การทราบ เป็นการสร้างองค์การแห้งการเรียนรู้ หรือมีผู้ที่พัฒนารูปแบการบริหารในหน่วยงานที่รับผิดชอบก็นำมาขยายความคิดและนำสู่การปฏิบัติ
9. การประเมินผลการบริหารรูปแบบที่ได้พัฒนาจนเป็นที่ยอมรับในผลการบริหารที่มีประสิทธิภาพ มี
ระบบ มีขั้นตอนการวัดและประเมินผล พร้อมที่นำไปใช้ในฝ่ายอื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพของหน่วยงานนั้นการบริหารจัดการการศึกษาควรหาแนวคิดมาประยุกต์ใช้ในการบริหารเช่นทศปฏิบัติ 10ประการ(ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ) ซึ่งเป็นแก่นเพื่อการปฏิบัติในการดำเนินการจัดการความรู้เพื่อบรรลุความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีดังนี้
1. สร้างวัฒนธรรมใหม่ จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม (Corporate Culture)ของหน่วยราชการ
จากวัฒนธรรมอำนาจเป็นวัฒนธรรมความรู้จากการบริหารงานแบบควบคุม - สั่งการ(Command and Control) เป็นบริหารงานแบบเอื้ออำนาจ (Empower)
2. สร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision)
3. สร้างและใช้ความรู้ในการทำงาน
4. เรียนลัด ไม่ใช่คัดลอก แต่ต้องเอาความรู้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แล้วจึง
ดำเนินการ ต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์
5. สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก สร้างวิธีคิดเชิงบวก
6. จัด “พื้นที่” หรือ “เวที” สำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
7. พัฒนาคน พัฒนางาน ผ่านกระบวนการเรียนรู้
8. ระบบให้คุณให้รางวัลเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ
9. หาเพื่อนร่วมทาง ทำเป็นเครือข่ายต่างองค์การแบบกัลยาณมิตร
10. จัดทำขุมความรู้(Knowledge Assets) โดยมีระบบจัดเก็บที่ค้นหาง่าย ใช้สะดวก
ทศปฏิบัติ 10 ประการ เป็นหัวใจในการดำเนินการจัดการความรู้ ซึ่งถ้าได้มีการนำไปปฏิบัติ ก็
จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการบริหารการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์การ จัดการความรู้ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้ชุมชนที่อยู่แวดล้อมสำนักงานและสถานศึกษาเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ขยายวงกว้างจนกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในที่สุดการบริหารการศึกษาควรจัดการอย่างเป็นระบบ โดยการแสวงหาความรู้ สืบค้นความรู้ความรู้จัดเก็บความรู้ ถ่ายโอนความรู้ การประยุกต์ความรู้การใช้ประโยชน์ของความรู้ และเผยแพร่ความรู้ซึ่งวงจรการสร้างความรู้นี้จะเกิดคู่ขนานกับวงจรการจัดการความรู้สู่การบริหารการศึกษา
1. การวิเคราะห์และได้มาซึ่งความรู้ โดยจะเกี่ยวข้องทั้งความรู้โดยนิยามแน่ชัดกับความรู้โดย
ปริยาย ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม การได้มาซึ่งความรู้ต้องมีแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้และเป็นผู้เชี่ยวชาญได้
ศึกษาวิจัยเป็นที่ยอมรับ
2. ความรู้จะถูกกำหนดในรูปแบบเพื่อนำไปสู่วิธีการสร้างความรู้ เช่น กฎ นิยาม กรณีปฏิบัติ
เหมือนเป็นการสร้างระบบของความรู้
3. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ อาจจะอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนา
ระบบการบริหารการศึกษาเป็นต้น
4. ทดสอบและประเมิน ถ้าใช้ได้ก็จะเข้าไปในวงจรการจัดการความรู้ในขั้นของการแบ่งปันความรู้
แต่ถ้าทดลองไม่ผ่านก็จะกลับไปที่ขั้นแรกใหม่ ดังรูปต่อไปนี้
การวิเคราะห์และได้มาซึ่งการบริหารรูปแบบวงจรประสิทธิภาพ
1. การศึกษาการบริหารการศึกษาที่ได้จากหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ที่มีอยู่มากมาย
นำมาประมวล สังเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการบริหารงาน
2. การกำหนดรูปแบบการบริหารการศึกษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
3. ทดสอบการบริหารในองค์การและการประเมินผลการบริหารเพื่อพัฒนารูปแบบให้
สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
4. การแบ่งปันความรู้ในการบริหารในองค์การให้มีความรู้ที่เท่าเทียมกัน
5. การการประยุกต์การบริหารให้เข้ากับงานแต่ละฝ่ายสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมี
คุณภาพเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย
6. การสร้างรูปแบที่เหมาะสมกับการบริหารวงจรประสิทธิภาพอย่างมีระบบครบวงจร
การบริหารการศึกษารูปแบบวงจรประสิทธิภาพที่ดำเนินการอยู่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
ผู้บริหารการศึกษาที่พัฒนาองค์การให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพต้องมีกระบวนการ
การบริหารจัดการองค์การ ดังนี้
1. การสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารทุกระดับต้องเป็นผู้นำที่มีหลักธรรมาภิบาลในการ
บริหารองค์การ (Leadership)
2. การกำหนดวิสัยทัศน์องค์การ วิสัยทัศน์หน่วยงานแต่ละฝ่าย (Visioning)
3. สร้างความรับผิดชอบของผู้บริหารและบุคลากรในองค์การ (Accountability)
4. มีการตัดสินใจของผู้บริหารที่มีคุณธรรม (Decision Making)
5. มีความโปร่งใสของผู้บริหารและทุกคนในองค์การ (Transparent)
6. มีการบริหารจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
(Change Management)
7. การบริหารประสิทธิภาพด้วยการบริหารเชิงระบบทุกคนในองค์การมีความพึงพอใจ ใช้
ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด การบริหารงานรวดเร็ว (Efficiency Management)
8. การบริหารเชิงกลยุทธ์ตามแผนพัฒนาการศึกษา (Strategic Management)
9. การประเมินผลการทำงานของบุคลากรในองค์การ (Assessment) และการประสานงาน (Coordination) และความสามารถในการจัดการด้าน
10. การเงินและงบประมาณ (Financia Management) ที่เพียงพอในการบริหารจัดการ
การบริหารการศึกษาสามารถนำแนวคิดของ ดนัย เทียนพุฒ (2545) เพื่อนำมาบูรณาการ ใน
การบริหารการศึกษา การจัดการความรู้และกลไกสร้างความรู้ในการบริหารการศึกษา กำหนดเป็นโมเดล
การจัดสร้างชุดความรู้ ที่จะพัฒนารูปแบบการบริหารวงจรประสิทธิภาพจะมีลำดับขั้นดังนี้
1. วิสัยทัศน์ (Vision) ของการจัดโครงสร้างชุดความรู้จะมีจุดมุ่งที่ทุนทางปัญญา กลยุทธ์ เน้นที่
การจัดการความรู้ทางการบริหารการศึกษา ผลลัพธ์ คือการเป็นองค์การแห่งความรู้ (KBO: KnowledgeBased Organization)
2. วัฒนธรรม (Culture) ต้องปรับใหม่ให้กับทรัพยากรบุคคลในองค์กรมีลักษณะของการแบ่งปัน
ความรู้ (sharing) การลงทุนด้านความรู้(Investment) การสร้างความรู้ (Creating) และการวัดความรู้ที่เกิดขึ้น (Measuring)
3. ระบบ (System) ประกอบด้วย กลไกการสร้างผู้นำ (Leadership Engine) คือผู้นำแบบไหนที่
องค์การจะพัฒนาขึ้นมา กลไกค้นหา (Search Engine) คือการที่พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงระบบ
ฐานข้อมูลความรู้ ระบบแลกเปลี่ยนความรู้(Knowledge Sharing System) และการวัดมูลค่าทุนทาง
ปัญญา (IC Value)
4. เครือข่าย KM (KM Net) เป็นระบบที่อาศัยเครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web) ที่ช่วยให้
ทุกคนในองค์กรเข้าถึงเครือข่ายการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเรียนแบบเรียลไทม์ในทุกที่ทุกเวลาตลอด24 ชั่วโมง หรือกำลังจะมุ่งไปสู่การเรียนรู้ตามต้องการ (ODL: On-Demand Learning)
5. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) มุ่งปรับให้มีคุณค่ามากกว่าการเป็น องค์การ
แห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของแนวคิดการจัดการความรู้โดยการก้าวสู่การเป็นองค์การที่สอนให้เกิดการเรียนรู้ (Teaching Organization) แล้วสร้างคุณค่าของทุนมนุษย์ให้สูงที่สุดจนเกิด ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือองค์กรแห่งความรู้Marquardt (1996) ได้กล่าวว่า องค์การจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการความรู้นั้นต้องการทั้งวิธีที่เป็นเชิงรุก (Proactive) และเชิงรับ (Reactive) โดยการจัดการความรู้ประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน สามารถที่จะนำมาเป็นแนวคิดในการบริหารการศึกษาดังนี้
1. การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) องค์การสามารถแสวงหาความรู้จากแหล่ง
ต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์การ โดย
1) การรวบรวมความรู้จากภายนอก (External Collection of Knowledge) การที่จะเป็น
ผู้นำด้านการตลาด ในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว องค์การต้องมองออกไปข้างนอกเพื่อปรับปรุงและเกิดความคิดใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ
2) การรวบรวมความรู้ภายในองค์การ (Internal Collection of Knowledge) ความสามารถ
ในการเรียนรู้จากทุกๆ ส่วนขององค์การได้กลายเป็นหลักการหนึ่งในการเพิ่มคุณค่าแก่ทรัพยากรสำหรับองค์การ และการได้มาซึ่งความรู้สึกต่างๆ ในองค์การ ทำได้โดย ให้ความรู้กับพนักงาน เรียนรู้จากประสบการณ์ และดำเนินการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการต่างๆสิ่งสำคัญ 2 ประการ ในการแสวงหาความรู้ก็คือ
2.1 ข้อมูลที่ได้รับมาจากทั้งภายในและภายนอกต้องได้รับการกลั่นกรอง ก่อนที่จะนำมาใช้
เป็นวัฒนธรรม ประเพณี หรือการสร้างคุณค่าในองค์การ
2.2 การได้มาซึ่งความรู้อาจได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่องค์การเอื้อการเรียนรู้ต้องแสวงหาความรู้
ด้วยความตั้งใจให้มากขึ้นกว่าเดิม
2. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Creation) การสร้างความรู้ใหม่เกี่ยวข้องกับแรงผลัก การสัมผัสรู้ การหยั่งรู้ ที่เกิดขึ้นเองในแต่ละบุคคล การสร้างองค์ความรู้ใหม่ควรอยู่ ภายใต้หน่วยงานหรือคนในองค์การซึ่งหมายถึงทุกๆ คนสามารถเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ได้ รูปแบบต่างๆ ในการสร้างองค์ความรู้ ได้แก่
1) สร้างความรู้โดยถ่ายทอดความรู้ที่ตนรู้นั้นกับผู้อื่นเช่น การทำงานร่วมกันอย่าง ใกล้ชิด
2) สร้างความรู้จากการรวมความรู้และการสังเคราะห์ความรู้ที่มีอยู่
3) สร้างความรู้โดยนำความรู้ที่องค์การมีอยู่ ผนวกกับความรู้ของแต่ละบุคคลให้เกิดเป็นความรู้
ใหม่และแบ่งปันไปทั่วทั้งองค์การ
4) สร้างความรู้ที่เกิดขึ้นภายในบุคคล โดยที่สมาชิกขององค์การค้นพบแนวทางได้เองจากการ
ดำเนินกิจกรรมขององค์การเพื่อสร้างความรู้
5) สร้างความรู้จากการเรียนรู้โดยการปฏิบัติสร้างความรู้จากการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
(Systematic Problem-Solving)สร้างความรู้จากการทดลอง โดยมีแรงจูงใจจากการมีโอกาสที่จะลงมือทำ
3. การจัดเก็บความรู้และสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval) องค์การต้องกำหนดว่าอะไรสำคัญที่จะเก็บไว้ และจะเก็บรักษาให้ดีที่สุดได้อย่างไร องค์การให้ความหมายกับข้อมูลและสารสนเทศผ่านการวิจัยและการทดลอง การจัดเก็บเกี่ยวข้องทางด้านเทคนิค เช่น การบันทึก ฐานข้อมูล เป็นต้นรวมทั้งกระบวนการที่เกี่ยวกับคน ได้แก่ การสร้างและการจดจำข้อมูลของแต่ละคน การจัดเก็บความรู้ควรจะดำเนินการดังนี้
1) จัดโครงสร้างและเก็บข้อมูลไว้ เป็นระบบที่สามารถหาและส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว
2) จัดเก็บโดยจำแนกรายการต่างๆ เช่น ข้อเท็จจริง นโยบาย หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานบน
พื้นฐานความจำเป็นในการเรียนรู้ จัดเก็บโดยสามารถส่งมอบให้ผู้ใช้ได้อย่างชัดเจนและกระชับ ถูกต้องทันเวลา และเหมาะสมตามที่ต้องการ
4. การถ่ายโอนความรู้และการใช้ประโยชน์ (Knowledge Transfer and Utilization) เป็น
สิ่งจำเป็นสำหรับองค์การเอื้อการเรียนรู้ ความรู้ควรจะกระจายและถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสมทั่วทั้งองค์การ ซึ่งการถ่ายโอนและการใช้ประโยชน์จากความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไก อิเล็กทรอนิกส์และการเคลื่อนที่ของสารสนเทศและความรู้ระหว่างคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เป็นได้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ กล่าวคือ การถ่ายโอนความรู้โดยตั้งใจมีวิถีทางต่างๆ เช่น การสื่อสารกันด้วยการเขียน (บันทึกรายงานจดหมาย ข่าวประกาศ) การฝึกอบรม การประชุมภายใน การสรุปข่าวสาร การสื่อสารภายในองค์การ (วีดีทัศน์สิ่งพิมพ์ เครื่องเสียง) การเข้าเยี่ยมชมงาน การหมุนเวียน/เปลี่ยนงาน การสอนงานในระบบพี่เลี้ยง ส่วนความรู้อาจถูกถ่ายโอนไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ในแต่ละส่วนขององค์การโดยการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการที่เกิดขึ้นตามหน้าที่ที่ทำทุกวันอย่างไม่มีแบบแผน เช่น การหมุนเวียนงาน เรื่องราวต่างๆ ที่เล่าต่อกันมา การทำงานแต่ละทีมงานและเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ เป็นการเอื้ออาทรการแบ่งปันความรู้การบริหารการศึกษาทั่วทั้งองค์การการบริหารการศึกษารูปแบบวงจรประสิทธิภาพเป็นการพัฒนาคุณภาพการบริหารการศึกษาส่งผลให้คุณภาพของโรงเรียนหรือองค์การเพิ่มขึ้น การบริหารการศึกษาต้องให้ความสำคัญระดับบุคลระดับกลุ่ม และระดับองค์การ การพัฒนาระบบที่ยั่งยืนต้องมีการการรวบรวมแนวคิด ทฤษฎี หลักการทางการบริหาร การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ การพัฒนางานให้มีคุณภาพ การถ่ายทอดความรู้ให้ทุคนในหน่วยงานเรียนรู้ การใช้ประโยชน์จากการพัฒนารูปแบบการบริหารที่มีระบบ มีการเผยแพร่ในองค์การอย่างทั่วถึง แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักการบริหารที่มีคุณภาพ การสร้างานให้มีมาตรฐานในการบริหารการเลือกสรรการบริหารที่เหมาะสม ผู้บริหารต้องมีคุณธรรม เมื่อมีอำนาจต้องสร้างบารมี ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร จะทำให้การบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะนำพาองค์การให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542การกระจายอำนาจการบริหาร การบริหารแบบมีส่วนร่วมชุมชนท้องถิ่นร่วมในการบริหารจัดการการศึกษานักเรียนมีวินัย มีคุณธรรมคู่ความรู้ มีความสุขกับการเรียน ใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ปกครองมีความพึงพอใจ การบริหารจัดการการศึกษาของประเทศมีผลกระทบกับเยาวชนจำนวนมาก การบริหารการศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สมบูรณ์เป็นกำลังสำคัญที่จะพัฒนาประเทศชาติให้ยั่งยืนได้ต่อไป
--------------------------------------------
สวัสดีครับ แวะมาเยี่ยมครับ...