การที่คนเราท้อแท้ สิ้นหวัง หมดพลังใจในชีวิตนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน เพราะคนเราต่างก็มีจิตใจซึ่งเรียนรู้รับรสของอารมณ์ได้หลากหลายนั่นเอง  เราเคยลิ้มรสมาแล้ว  ทั้งความสุขและทุกข์สลับกันไปมา  แต่ความช่างรู้สึกของจิตใจนี่แหละที่มักจะสร้างความอ่อนแอให้กับจิตใจของเจ้าของเสมอ มันคอยกัดกินใจให้รู้สึกไร้พลังอยู่บ่อย ๆ   ยามที่เราท้อแท้  จงอย่าสิ้นหวังหรือคิดว่าตนหมดคุณค่าเพราะความกลัวว่าคนอื่นจะตัดสินเราในทางที่ไม่ดี  เลยคิดพิพากษาตัวเองซะก่อน  มันก็เหมือนกับการปิดประตูขังตัวเองเราจึงหลงคิดไปว่าไม่มีทางออกสำหรับตัวเองอีกแล้ว  ทั้งที่ความจริงหากเราไม่รีบด่วนปิดประตูใจของตัวเองซะก่อน  และกล้าสลัดความกลัวบางอย่างที่คอยปั่นหัวเรา  แล้วรีบเดินออกจากห้องความคิดติดลบห้องนั้นซะ  เราจะมีอากาศดี ๆ ให้หายใจ  เราจะเจอสิ่งใหม่ ๆ ให้เรียนรู้  เรายังไปต่อได้แน่นอนและจะรู้วิธีเรียกพลังให้ตัวเองได้ด้วย  ขอเพียงแต่ทุกคนอย่ากลัวกับความผิดพลาด  ถึงแม้ว่าเราล้มก็จงลุกขึ้น แม้ก้าวแรกของการลุกคือคลาน  ในวันนี้คุณอาจไม่ใช่ผู้ชนะแต่ในวันข้างหน้าคนที่แพ้ก็ไม่ใช่คุณอีกต่อไป  เพียงแต่คุณต้องรู้จักล้มอย่างคนที่ลุกเป็น  เพราะการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังจากชีวิตที่ล้มเหลวจะทำให้คุณได้รู้ว่า  “ฟ้าหลังฝน”   ย่อมงดงามมากกว่าเดิมเสมอ

            ในวันหนึ่ง ๆ คนเราต่างคิดกันไปร้อยแปดพันอย่าง  มีหลายเรื่องที่เป็นเพียงแค่จินตนาการ  เป็นเพียงแค่ความคะนองของความคิดที่อยากจะคิดไป  แต่ก็ไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้  เพราะมันเป็นเพียงแค่ฝัน  เป็นได้แค่นั้น  แต่หลาย ๆ เรื่องถ้าคิดจะทำจริง ๆ ไม่มีทางที่เราจะทำไม่ได้หรอก เพราะความคิดก็เหมือน  เมล็ดพืชตากแห้งที่รอให้คนเรานำไปเพาะปลูก  ถึงแม้ว่าเมล็ดพันธุ์พืชนั้นจะเป็นของชั้นดีแค่ไหน  หากไม่มีใครนำไปเพาะปลูกตามวิถีที่ควรจะเป็นมันก็ยังคงเป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์พืชทั่วไปที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เท่านั้นเอง  จงอย่าแค่เพียงคิดที่จะทำ  แต่คุณจะต้องทำ   เหมือนที่คุณภัทราวดี  มีชูธน  ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า    “ถ้าเราชอบที่จะเดินตามรอยเท้าคนอื่นอยู่ทุกวี่วัน  แล้วเราเคยคิดที่จะมีรอยเท้าไว้ให้คนอื่นได้เดินตามบ้างไหม”  เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีเมล็ดพันธุ์พืชดี  ๆ ก็จงรีบหว่านมันซะ

ล้มบ้าง  เจ็บบ้าง  ช่างหัวมัน

โดย  ฤทธิรงค์  นามปัญญา