ปัญหาที่เกิดจากตัวครูคะ

จากรั้วสถาบันการศึกษา จบออกมาพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจที่พร้อมจะมาเป็นแม่พิมพ์ของชาติอย่างที่ใฝ่ฝัน

แต่แล้ว...  สิ่งที่ไม่เคยได้เรียนมาจากสถาบันเลยคือ  การต้องมาทำงานพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะงานธุรการ รับ-ส่งหนังสือ  ต้องมาพิมพ์หนังสือราชการ  เก็บหนังสือราชการ การบันทึกเพื่อเสนอให้ผอ.พิจารณา  การประสานงาน เพื่อจ่ายงานตามที่ผอ.เกษียนหนังสือไว้ การทำงานพัสดุครุภัณฑ์  การทำงานกิจการนักเรียน  ไม่มีสอนในสถาบันนะคะ ต้องมาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง  ทั้งผิด  ทั้งพลาด ล้มลุกคลุกคลานมาก เป็นบททดสอบความอดทน ท้าทายความสามารถมาเลยคะ  ดูเหมือนช่วงแรกจะให้ความสำคัญกับงานพวกนี้มาก เพราะเป็นงานที่เราไม่ทราบ ไม่เคยทำ งานสอนเลยเป็นงานอดิเรกไปเลย

การสอน  ดิฉันมานั่งทบทวนที่ผ่านมาว่าสิ่งที่ไม่ค่อยดีที่เราได้ปฏิบัติไปในการสอนมีอะไร

1. ธรรมชาติวิชาคณิตศาสตร์ในความรู้สึกของดิฉันคือ ด้วยเหตุและผล สุดท้ายจะมีคำตอบเดียวเสมอ การตรวจการบ้าน แบบฝึกหัด ก็จะดูคำตอบเป็นส่วนใหญ่ ถ้าตอบตรงกับดิฉันคือถูกต้อง  ถ้าเป็นโจทย์ปัญหา ก็ดูที่ประโยคสัญลักษณ์ ดูคำตอบ เป็นหลักก็เท่านั้น

ในที่สุด...หลายรุ่นผ่านไป ดิฉันเริ่มมองเห็นความไม่ถูกต้องของตัวเองว่า  แนวทางการคิดที่แตกต่าง  แต่สุดท้ายก็ได้คำตอบถูกต้องเหมือนกัน ก็น่าจะถูกต้อง  และแนวทางการตอบยังสามารถตอบได้หลายรูปแบบใช่ว่าจะคำตอบเดียวสะเมื่อไหร่ ในเมื่อตัวครูผู้สอนไม่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่า ต้องตอบเป็นเศษส่วนอย่างต่ำ ต้องตอบเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง ต้องตอบเป็น...  ก็ต้องพิจารณาตัวเองว่าเราขาดตกบกพร่องมากในการให้ความชัดเจนกับนักเรียน แล้วยังมีหน้าให้เขาผิด  หากคิดแตกต่างกับตน ตอบแตกต่างกับตน  ดังนั้นจุดนี้ดิฉันต้องเปลี่ยน และระวังให้มาก

2. การให้เด็กร่วมกิจกรรมการเรียนรู้  อย่าแก้แค้นเด็ก  (จากประสบการณ์ของตนที่เคยประหม่า อาย คิดไม่ได้) เวลาให้เขาทำกิจกรรม  เพราะเด็กจะเอาใจออกห่างจากวิชาคณิตศาสตร์  ยิ่งกลัว  และไม่กล้าที่จะคิด 

3. การให้แบบฝึกหัดมากๆ อย่าคิดว่าจะทำให้เด็กเข้าใจ หรือคิดเป็น เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจ ทำไม่เป็น  ยิ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้เขามากขึ้น  ให้ทีละน้อย หากทำไม่ได้ ไม่เข้าใจ เราอธิบายในชุดแบบฝึกที่เขาทำ  แล้วเพิ่มแบบฝึกใหม่ให้เขาทีละน้อย ทีละน้อย จะทำให้เขาค่อยๆเริ่มมั่นใจ เริ่มกล้าที่จะคิด จะทำแบบฝึกหัด

4. การเป็นครูที่ดี ต้องทำให้ได้ใจศิษย์ก่อน  โดยการลงมือทำด้วยกับลูกศิษย์ในทุกกิจกรรม  การทำความสะอาด  การจัดตกแต่งห้อง ดูแลสวนย่อม การยืนเข้าแถว เราต้องอยู่ร่วมกับเขา ทำร่วมกับเขา ไม่ใช่ปลีกตัวออกไปอยู่อย่างสบาย  บอกหรือสั่งแต่ปาก  เพราะเด็กๆ เขาก็จะไม่ข้อตำหนิเราในใจ ไม่รู้สึกประทับใจ ศรัทธาในตัวเรา

5. ทุกครั้งที่เด็กมีปัญหา  อย่าพึ่งดุ ด่า เรียกพบเป็นรายบุคคล  สอบถามด้วยความเข้าใจแต่ก็ต้องรู้เท่าทันเด็ก อย่าให้เด็กหลอกนะคะ  พูดนิ่มๆ พูดด้วยเหตุและผล เด็กเขาจะชอบมากกว่าที่มีแต่ดุ ด่า หรือลงโทษ  ถ้าจะลงโทษ ก็ต้องมีมติ มีข้อตกลงร่วมกันไว้ก่อน และต้องบอกเหตุผลให้เขาทราบ และให้เขายอมรับ ว่าเขาผิดจริง และสมควรที่จะถูกลงโทษ

6. เด็กๆบางครั้งเขาก็ต้องการแบบอย่าง และกำลังมองหาต้นแบบของตัวเอง อยากเป็นเหมือนดารา เหมือนนักร้อง จนบางครั้งก็มากจนเกินไป แต่ถ้าเราต้าน เขาก็ยิ่งจะหงุดหงิด ในทางกลับกัน ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจเขา อยากรู้ว่านักร้องคนนี้เป็นใคร ให้ความสนใจในสิ่งที่เขาสนใจบ้าง เขาก็จะรู้สึกใกล้ชิดเรามากขึ้น ไว้ใจเรามากขึ้น  เราก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับเด็กๆด้วยนะคะ  แต่คงไม่ถึงขั้นแต่งตัวไปตามเขา ร้องเพลงไปตามเขา หลงใหลไปตามเขา คือสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ว่าทำไหมเขาถึงชอบ อยากเป็น จะมีคำตอบของส่วนที่เขาอยากเติมเต็ม  หรือความฝันในจิตใต้สำนึกของเขาบ้างบางส่วนนะคะ

7. การเสริมแรงทั้งบวก และลบ เมื่อเขาทำดีเราก็ควรชื่นชม ยินดีในสิ่งที่เขาทำ แต่ถ้ามีการทำผิด ก็เหมือนกับข้อ 5 นั่นแหละคะ  การเสริมแรง ดิฉันก็ทำบัตรความดีขึ้น ใบละ 10 คะแนน เด็กๆ เขาก็จะสะสมบัตรความดี โดยมีข้อแม้ว่า การทำความดี ต้องทำอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน (จนออกนอกหน้า) คือ ทำไปแล้วทวงบัตรความดีอย่างนี้ไม่ได้นะคะ หรือทำงานในหน้าที่ เช่นเวรรักษาความสะอาด แบบนี้ก็ไม่ได้  คือ ต้องทำด้วยจิตสำนึกจริงๆว่าอยากช่วยเหลือ  เมื่อทำไปแล้ว บางครั้งผู้ที่ถูกช่วยเหลือเขาจะเป็นคนมาเล่า มาบอกให้ดิฉันรับทราบ และดิฉันก็จะให้บัตรความดี  เมื่อสะสมได้ครบ 50 คะแนน ก็ให้มาแลกบัตร 50 คะแนน พร้อมมอบรางวัลเล็กๆน้อยๆ เช่น ปากกา  ดินสอ สมุดโน้ต ราคาอาจจะไม่แฟงมากแต่มีคุณค่าทางจิตใจนะคะ

8. เป็นสื่อกลางระหว่างคุณพ่อคุณแม่  กับนักเรียน  ต้องบอก อธิบายให้เด็กเข้าใจถึงความห่วงใยของผู้ใหญ่ เมื่อห่วงมาก และตัวนักเรียนเองก็เหลวไหล ทำให้ท่านรอ เมื่อมีการรอ เวลายิ่งนานมากเท่าไร ความคิด ความห่วงจะสร้างเป็นความกังวล กลัวได้รับอันตราย  เมื่อพบลูกๆ สิ่งที่จะพรั่งพรูออกมา คือ คำถามด้วยน้ำเสียงที่เด็กๆ อาจจะคิดว่าดุ โกรธ จริงๆ นั่นอาจจะเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ผู้ใหญ่ที่ท่านคิดไปต่างๆนานา (จากประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นแม่ด้วยคะ ยังไงก็บ่นไปก่อนแล้ว เอาคืนไม่ได้) แต่เด็กๆเขากลับมองว่านั่นเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ ทำไมแม่ใจร้ายจัง ทำไมแม่ไม่เข้าใจเราบ้าง ครูก็ต้องทำหน้าที่อธิบายเหตุผลของการกระทำเช่นนั้น  ของแต่ละฝ่าย สร้างทางเลือกให้เด็กๆ ว่า ถ้าหนูไม่อยากพบเหตุการณ์แบบนั้น หนูก็ต้องรู้จัก รักษาคำพูด  รักษาเวลา ไม่โกหก จะทำอะไรควรจะบอกหรือขออนุญาตเสมอ แต่ก็มีปัญหาอีกนั่นแหละคะ ผู้ปกครองบางท่ายก็ไม่ไว้ใจถ้าลูกๆจะต้องไปทำรายงานบ้านเพื่อน งั้นก็ต้องแก้โดย เอาบ้านคุณครูเป็นสื่อกลางให้มาทำงานที่บ้านคุณครู คอม,เครื่องปริ้น, เน็ต มีพร้อมให้ อุปกรณ์ต่างๆหามาเอง แต่ข้อตกลงคือ ทำแล้วต้องเก็บกวาด  และสิ่งที่ได้รับคือ การมาทำงานที่บ้าน เราจะมองเห็นพฤติกรรมของนักเรียนที่แปลกออกไป คือจะมีกิจกรรมเหมือนกับอยู่บ้าน การเตรียมสำหรับกับข้าว การเก็บจาน การล้างจาน การเก็บกวาด จะมองเห็นลักษณะนิสัยของเด็กได้มากขึ้นบางคนการเรียนไม่ค่อยเท่าไหร่ งานบ้านเก็บกวาด ยกอาหาร คล่องแคล้ว งานบริการคล่อง บางคนเรียนดี แต่ขาดในสิ่งนี้  และอีกอย่างคือได้แกล้งเด็กๆคะ คือทำอาหารแล้วมีพวกผักมากหน่อย ตักแบ่งให้แล้วบังคับให้ทานให้หมด อิอิ บางคนไม่ชอบทานผัก เลยโดนคุณครูบังคับสะเลย พอบ่อยเข้า ถามหาผัก ว่าทำไมวันนี้มีน้อยจัง

9. การติดต่อกับคุณพ่อคุณแม่ก็สำคัญนะคะ ถึงแม้ว่าบ้านอยู่ไกล แต่การติดต่อเราก็มีประจำ โทรศัพท์ถามไถ่ ปรึกษาหารือ  ออนเอ็มคุยกัน เดี๋ยวนี้โลกติดต่อสื่อสารไร้พรมแดนคะ