การยอมสวามิภักดิ์กับอารมรณ์ คือ ความเหมาะสม ณ ปัจจุบัน

 

     ตอนนี้  จะว่าด้วยเรื่องของสิ่งกีดขวางด้านอารมณ์  เมื่อย้อนกลับไปดูที่วงล้อมตัวตนที่แท้จริง  จะพบว่าอารมณ์  อยู่ในวงล้อมที่ ๒  ถัดมาจากร่างกาย  เป็นสิ่งกีดขวางที่ทำให้เราไม่สามารถค้นหาตัวตนที่แท้จริง

 

     เมื่อมีสิ่งกีดขวางด้านอารมณ์  ผู้เขียนบอกให้ยอมสวามิภักดิ์ต่ออารมณ์  

 

     หลักการ "สวามิภักดิ์กับอารมณ์"  มีดังนี้ ครับ

 

      ๑. เมื่อรู้สึกโกรธ  เกลียด  เศร้า  อย่าไปคิด  จงรับรู้มันเท่านั้น  จงเปิดรับความโกรธ  ความเกลียด  และ  ความโศกเศร้าที่เก็บกดมานานโดยใช้ความรัก

 

     ๒. ความรู้สึกที่เก็บกดเป็นพลังงานด้านมืด  ต้องอาศัยแสงสว่างของสติ  จึงจะขับไล่ออกไปได้

 

     ๓.  เมื่อรู้สึกว่าไม่พอใจใคร  หรือโกรธใคร  ให้ยอม "สวามิภักดิ์"  ไมใช่ยอมสวามิภักดิ์ต่อคน  แต่ให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อเหตุการณ์   ยอมสวามิภักดิ์ต่อความจริง  ในด้านอารมณ์  ต้องเปิดใจยอมรับความจริงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว  ยอมรับแล้ว  ก็คือไม่โกรธอีก เพราะโกรธอีก ก็ไม่สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงเรื่องจริงได้

 

    ๔.  สาเหตุทำให้คนเราเป็นทุกข์ คือ  การต่อต้านความจริง

 

    ๕.  ก้าวแรกของการยอมสวามิภักดิ์ คือ  ต้องมองเห็นการต่อต้านของตัวเองเสียก่อน  แล้วมองว่าการต่อต้านของตัวเองนั้นไร้ประโยชน์ ไม่ได้ช่วยอะรเลย

 

    ๖. ประโยชน์ของการยอมสวามิภักดิ์  คือ เมื่อยอมรับกับปัจจุบัน  ไม่ใช้แรงขัดขืนต่อต้าน  ในวิกฤติย่อมเกิดฌแกสที่คาดไม่ถึง การดิ้นรน เป็นการเสียแรงเปล่า

 

     ๗. วิธีการก้าวข้ามสิ่งกีดขวางทางอารมณ์ หัวใจสำคัญ คือ การยอมสวามิภักดิ์

 

        ครับ  หลักการทั้ง ๗  คือ  การก้าวข้ามสิ่งกีดขวางด้านอารมณ์  เพื่อให้เราสามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริง  ด้วยการ "สวามิภักดิ์" ต่ออารมณ์

 

        การยอมสวามิภักดิ์ต่ออารมณ์ในที่นี้  ก็คือ อยู่กับปัจจุบันนั่นเองครับ   ยอมสวามิภักดิ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว  โดยไม่หวลไปคิดอีก

 

        ถ้าไม่ยอมสวามิภักดิ์  เราก็มักจะคิดวกวนด้วยความเครียดและคับข้องใจ  ทั้งคิดย้อนอดีต  หรือ คิดไปในอนาคต   คิดฟุ้งซ่านด้วย "อารมณ์"  ที่อยู่กับเรา

 

        เป็นการคิดที่ดิ้นรน ทุรนทุราย  มีแต่ความทุกข์ครับ