หลังจากดำเนินเรื่องการขอคะแนนระหว่างภาคที่โรงเรียนเดิมเพื่อนำมาใช้ที่โรงเรียนใหม่ หมายความว่าเติมย้ายโรงเรียนใหม่กลางคัน เติมไม่รู้ตัวหรอกว่าเป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่าที่ย้ายโรงเรียนกลางคัน แต่ว่าอยากย้ายตามพ่อแม่ ซึ่งเติมไม่อยากย้ายบ้านตามพ่อแม่เพราะว่าไม่อยากย้ายโรงเรียน ถึงแม้โรงเรียนที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้มีความสุขเลย แต่ว่าสิ่งที่กำลังไปได้สวยเลย คือคะแนนและเกรดของเติมเริ่มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียน ตอนนี้เติมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลางเทอมหนึ่งแล้ว
น้าสาวบอกว่าให้เติมเข้าไปกราบคุณครูที่สอนเพื่อขอคะแนนเก็บ แต่ครูก็มีจิตใจดีไม่คัดค้านให้คะแนนที่เติมสอบได้ ด้วยดวงตาเมตตาและบอกว่า “จะย้ายโรงเรียนแล้วหรือ” ครูก็ไม่ได้ห้ามอะไร ถึงห้ามก็คงไม่เป็นผล ถึงแม้อยู่ในห้องเรียนคุณครูที่สอนภาษาอังกฤษของเติมเป็นคนดีที่ทำให้เติมเรียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น และมีกำลังใจในการเรียนตลอดเวลา
ตอนที่เติมจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เติมก็ไม่ได้เรียนโรงเรียนที่เพื่อน ๆ ที่จบมาด้วยกันย้ายกันไปเรียนใกล้กับโรงเรียนเดิม แต่เติมกลับไปเรียนที่โรงเรียนต่างอำเภอ ดังนั้นเพื่อนทั้งหมดในห้องเป็นเพื่อนใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ก็เป็นปัญหาหลักของเติมด้วยในการคบเพื่อน เพราะว่าการที่เติมเป็นลูกคนเดียวก็ไม่ได้เล่นกับเพื่อนข้างบ้าน และไม่สนิทใจที่จะเล่นกับเพื่อนเพศเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็อยู่บ้านคนเดียว และอ่านหนังสือ
เติมเป็นคนตัวสูงที่สุดในห้อง เพราะว่าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงวัยรุ่นกระตุ้นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่ประถมศึกษาปีที่ 4 เติมตัวเล็กเกือบจะที่สุดของห้อง ในเรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อเติมมากนักในขณะนั้น เพราะได้เป็นนักกีฬาวอลเลห์บอลตัวแทนโรงเรียน และกิจกรรมอื่น ๆ อย่างไม่มีผลเรื่องความสูงมาเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ
แต่ว่าการเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาก่อนจะย้ายมาโรงเรียนใหม่ก็รู้สึกว่าการที่ตัวสูงมันไม่ค่อยจะดีเลยเพราะว่าหกสูงในวิชายืดหยุ่นก็ทำไม่ได้เลย แถมตอนเรียนกีฬาสีก็ได้เป็นสวัสดิการอีก แต่ที่ภูมิใจตรงที่อาจารย์ชวนให้รำกลองยาวในวันออกพรรษา หรือวันตักบาตรเทโว บรรยากาศก็ดีเพราะว่าเป็นโรงเรียนที่อยู่กลางทุ่งนา
ก่อนที่เติมจะย้ายตามพ่อกับแม่ ในระหว่างรอเวลาเติมก็ได้อยู่กับลุง ลุงก็เป็นคนที่เติมรักมากคนหนึ่ง ลุงไม่ได้แต่งงาน แต่เติมคิดว่าลุงก็เป็นคนที่รักเติมและหวังดีกับเติม
จนเติมเดินทางไปอยู่กับพ่อแม่ และไปเข้าเรียนที่โรงเรียนใหม่ เป็นโรงเรียนชายล้วน ตอนแรกเติมไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่หัวหน้าชั้นมารับเติมที่ห้องทะเบียน เพื่อขึ้นไปเรียนที่ห้อง ตอนแรกเติมก็ไม่ได้คิดมากเรื่องที่จะได้นั่งเรียนกับใครเพราะไม่รู้มาก่อนว่าห้องเรียนจะจัดโต๊ะเรียนอย่างไร ตอนที่เข้าไปในห้องเรียนที่อยู่ชั้น 4 เป็นชั้นบนสุดของตึกซึ่งตึกแค่ 4 ชั้นแต่เติมรู้สึกว่ามันสูงมาก ลมก็แรงด้วย เพื่อน ๆ ในห้องก็ถามว่า “นายเป็นผู้ชายหรือเปล่า” แต่เติมก็ตอบไปว่า “เป็นผู้ชาย”
หน้า 2
เติมนั่งกับเพื่อนผู้ชาย ชื่อ “เพราะ” พ่อแม่ของ เพราะก็เข้าใจตั้งชื่อ เพราะว่าเวลาเพราะพูดเสียงเล็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็เพราะดี บ้านของเพราะดัดแปลงเป็นร้านเสริมสวย เพราะว่า แม่ของเพราะ เป็นช่างเสริมสวย ตามไม่รู้เกี่ยวกับพ่อของเพราะเลย เพราะเป็นลูกชายคนเดียว ตามคิดว่าเพราะนิสัยดี แต่ว่าเขาชอบเล่นพิเรนทร์อยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบพ่นน้ำลายออกมาจากปาก ออกมาเป็นเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนที่นั่งใกล้ ๆ บางครั้งก็โดนน้ำลายที่ตัวบ้าง ก็ความที่เป็นเด็กใหม่เขาทำอะไรก็ต้องทำด้วย ไปทานข้าวเที่ยงก็ต้องไปด้วย
ในกลุ่มก็มีเพื่อน ๆ อยู่ 4 คน อีกสองคนชื่อ นิค กับ ตาม สองคนนี้บุคลิกแตกต่างกันมาก นิคนั้นเรียนเก่งโดยเฉพาะวิชาเลข ซึ่งเขาจะชอบวิชาที่ได้คำนวณ เขาชอบดูอเมริกันฟุตบอล แต่คงเล่นเองไม่ได้หรอก เพราะว่าไม่มีอุปกรณ์ สถานที่และผู้เล่นกับเขาหรอก นิคชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยว และชอบถ่ายรูป นิคเป็นคนร่าเริงชอบทำกิจกรรม และเป็นคนขยัน เติมรู้สึกว่านิคจะเป็นคนที่เพียบพร้อมเนื่องจากว่า แม่ของนิคเป็นครู เติมเคยเจอแม่ของนิคครั้งหนึ่งที่โรงเรียน หลังจากวันนั้นนิคมาคุยกับเติมว่า “แม่เราบอกกับเราว่านายนะเป็นผู้หญิง” แต่เติมก็ไม่ได้ตอบอะไร และหลังจากนั้นนิคก็พูดกับเติมเรื่องนี้อีกหลายครั้ง แต่เติมทำเป็นไม่สนใจ
ส่วน ตาม เติมไม่ค่อยได้คุยกับเขาหรอกเพราะว่าเขาเป็นคนเงียบ ๆ ถึงจะทำกิจกรรม หรือไปไหนกับกลุ่มเพื่อน ทั้ง 4 คน ก็มีคุยบ้างแต่ก็ เช่น “มีคนแอบชอบนายหนะ” หรือ “ไปอ่านหนังสือเรื่อง ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน ของประภัสสร เสวิกุล ซิ” แค่นั้น เติมไม่ได้ใส่ใจมากหรอก ไม่ใส่ใจขนาดเติมไม่รู้จักประวัติครอบครัวของตาม เพราะไม่เคยพบกับครอบครัวของตามเลย
เติมรู้สึกแรกว่าทำไมการเรียนการสอน เพื่อน ๆ ในห้อง และคุณครูไม่เหมือนกับที่เรียนมาในอดีตทั้งหมด เติมรู้สึกว่าการเรียนการสอนเข้มข้นมาก มีอ่านหนังสือนอกเวลา ตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 นี้เติมได้อ่านเรื่อง สวนสัตว์ ของสุวรรณี สุคนธา สนุกมาก แต่ต้องอ่านหลายรอบ แต่ที่เติมอ่านไม่เข้าใจมีอีกหลายเรื่อง เพราะว่า ไม่เคยอ่านหนังสือเยอะมาก่อน วิชาที่มีการตัดชุดนอนก็ตัดตามแบบ แต่พอจะเอาใส่จริง ๆ ก็ยังไม่เหมาะกับตัวเท่าไหร่
ตอนกลับบ้าน เติมก็อยู่คนเดียว พ่อกับแม่ทำงานยังไม่กลับ เติมก็ดูโทรทัศน์ เติมติดโทรทัศน์มาก ถ้าพ่อกับแม่ให้ไปข้างนอกหรือว่าให้ไปเที่ยว หรือไปต่างจังหวัดเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ เติมขออยู่บ้านดีกว่า และเติมจะรู้สึกลำบากใจมากที่จะต้องไปพบปะคนอื่น ไปเจอคนมากมาย เติมไม่อยากเจอใคร เติมมีความสุขที่ได้อยู่คนเดียว เติมเคยโดนพ่อดุ เติมโกรธและไม่พูดกับพ่อเพราะไม่อยากไปต่างจังหวัดกับครอบครัว แต่เติมต้องไปเพราะว่า ต้องไปหาย่าของเติม
ย่าของเติมมีลูกชายหลายคน พ่อของเติมเป็นลูกชายคนโต เติมมีอา 3 คน เป็นผู้ชาย อาของเติมอีก 1 คนเป็นผู้หญิง เติมจึงสนิทกับอาที่เป็นผู้หญิง เพราะว่าอาจะดูแลเอาใจใส่ และคุยสนุกสนาน ชอบพาไปเที่ยวและทำอาหารให้กินหลากหลาย ลูกของอาก็วัยไล่เลี่ยกันกับเติม จึงเล่นด้วยกันสนุกสนาน มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นเก็บดอกโสน ข้างถนน และติดกับคลองซึ่งไม่ค่อยมีน้ำ
หน้า 3
เนื่องจากว่าดอกโสนสวย และสามารถนำมาทานได้ เติมได้ทานบ่อย ๆ เวลาได้ทานข้าวกับน้ำพริกเติมไม่ค่อยได้เก็บ เพราะอยู่ดี ๆ เติมก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนไม่ค่อยมีแรง และเวียนหัว อยากอาเจียน เติมจึงบอกกับลูกของอา และพากันกลับบ้าน ตอนเย็นวันนั้นเติมไม่ทานข้าวเพราะปวดหัว มึนหัว อยากนอน และเริ่มหนาวสั่น จึงเข้านอนและห่มผ้า แม่ของเติมมาดูทุกคนจึงตกใจและรีบพาเติมไปสถานีอนามัย เติมโดนฉีดยาที่ก้น 1 เข็ม และกลับมานอนที่บ้าน ตอนเช้าเติมตื่นขึ้นมามีอาการดีขึ้น หายจากไข้ เติมมีความรู้สึกว่าอาการไข้มาได้อย่างไรรวดเร็ว ไม่มีอาการแสดงนำมาก่อนว่าจะไม่สบายเหมือนทุกครั้ง แต่ก็มีญาติ ๆ พูดว่าอาจจะไปโดนของในระหว่างที่เก็บดอกโสนก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเติมคิดว่า ครั้งนั้น เหมือนจะตายให้ได้ บางทีความตายใกล้ตัวอย่างมาก จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีชีวิตคนเราก็สั้น และที่สำคัญสถานีอนามัย และหมออนามัยคนนั้น มีบุญอย่างมากที่ได้ช่วยชีวิตเติมไว้
ส่วนลูกของอาผู้ชาย เป็นผู้ชายเขาก็ไม่ค่อยมายุ่ง หรือมาพูดคุยกับเติมหรอก แต่เขาก็ได้แสดงความหวังดีกับเติม เช่น ช่วยปีนต้นมะปรางที่สูงใหญ่เพื่อเก็บลูกมะปรางใส่ถุงให้เติมกลับมาทาน การไปหาญาติครั้งนี้ เติมเป็นดาราไปเลยเพราะว่าเติมไม่ค่อยได้ไปหาญาติ มีแต่คนรุมทัก และถามเรื่องราวตลอด แต่เติมเบื่อที่จะตอบ มีการเดินทางไปเที่ยวต่างที่ เติมคิดมากนอนไม่หลับจึงนั่งรถหลับตลอดเลย เพราะว่า ไม่อยากไปเที่ยว อยากอยู่บ้านมากกว่า
กลับมาจากไปเยี่ยมญาติคราวนี้เติมเหนื่อยมากกับการเดินทาง และไม่สนุกเลย ความจริงเติมรักทุกคนแต่ว่า ความที่เติมไม่อยากเจอใคร และไม่ชอบเที่ยวมากกว่า
ความรู้สึกที่ไม่อยากไปเที่ยวไหนอีกยังไม่หาย พ่อแม่ของนิคก็จัดไปเที่ยวต่างจังหวัดอีก นิคก็คะยั้นคะยอเติมเพราะว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มทั้ง 4 คน ก็ไปกันหมด ตอนที่เติมมาขอพ่อแม่ขอไปเที่ยว เติมนึกว่าพ่อแม่จะไม่อนุญาต แต่ทั้งสองท่านก็ให้ไปแบบง่ายดาย ด้วยเหตุผลว่ามีพ่อแม่ของนิคไปด้วยนั่นเอง
เติมไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าอะไรมาก เพราะว่าไปเที่ยวตามป่าเขาและทะเล ค่าใช้จ่ายก็หารกัน และมีพ่อแม่นิคดูแลเรื่องค่าให้จ่ายให้ก่อน วันแรก นั่งรถตู้ของพ่อแม่นิค รถตู้ซึ่งเอาไว้รับส่งนักเรียน พ่อนิคลาออกจากงานและซื้อรถตู้มารับส่งนักเรียนและก็มีความสุขและสนุกกับงานประจำมากกว่า พ่อนิคเล่าให้ฟัง พวกเราไปรวมตัวกันที่โรงเรียน เติมเจอเพื่อนทั้ง 3 คนรออยู่พร้อมกับพ่อแม่ของนิค เติมสวัสดี แต่ก็มองเห็นเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งก็คุ้นหน้าอยู่ แต่ก็ไม่เคยคุยกันเพราะว่าเขาอยู่ห้องอื่น สองคนเป็นพี่น้องกันอีกคนตัวสูงผอมผิวขาว อีกคนตัวเตี้ยกว่า และอีกคนเติมพอจะทราบว่าเขาเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่นเหมือนกัน ตามแนะนำให้เติมรู้จัก พร้อมทั้งบอกชื่อทั้งสามคน แต่เติมจำไม่ได้ ก็สวัสดีเขาทั้งสามคน เติมรู้สึกถึงความแปลก ๆ ในท่าทีของตาม
ไปถึงที่พักก็เกือบค่ำ เป็นบ้านพักริมทะเล 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นโถงว่าง มีห้องน้ำ 1 ห้อง และมีห้องครัว แต่ไม่มีอุปกรณ์ครัว เนื่องจากว่าไม่มีคนอยู่บ้านหลังนี้ประจำ เจ้าของเอาไว้ให้คนเช่าอย่าง
หน้า 4
เดียว เนื่องจากว่าทำเลดี และมีนักท่องเที่ยวมาขอเช่าไม่ขาด ส่วนชั้น 2 มีห้องนอน 2 ห้องแต่ละห้องมีเตียง และตู้เสื้อผ้าให้ พร้อมกับโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่มีแอร์และตู้เย็น เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทักท้วง เพราะหาอาหารทานได้ง่าย ๆ มีร้านค้าใกล้ ๆ เป็นชุมชนน้อย ๆ เลย ได้นอนรวมกันทั้งหมดในห้องเดียว ของชั้น 2 ส่วนพ่อกับแม่ของนิคนอนอีกห้องหนึ่ง
หลังอาบน้ำเสร็จ เพื่อน ๆ ก็จับกลุ่มเล่นไพ่ แต่เติมเล่นไม่เป็นอยู่คนเดียวจึงนั่งดู ความที่เติมไม่เก่งคณิตศาสตร์จึงทำให้เล่นไพ่ไม่เป็นได้หรือไม่ เติมคิดเล่น ๆ สักพักคนที่เพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่นเหมือนเติม แต่ว่าอยู่คนละห้องก็เลิกเล่น และมานั่งใกล้เติมและชวนคุย เติมเพิ่งจะทราบว่า ครอบครัวทำงานราชการ เมื่อครอบครัวย้ายไปทำงานต่างถิ่น เขาก็ต้องย้ายโรงเรียนตามด้วย เติมรู้สึกว่าเขาเป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย และเป็นคนคุยน้อย ทำให้เติมกล้าคุยกับเขามากขึ้น จึงทราบว่าเขามาจากจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเติมไม่เคยไปและคิดว่าไกลมาก รู้ว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำโขง และอีกฝั่งแม่น้ำโขงเป็นประเทศลาว เติมก็ได้เล่าไปว่าชีวิตของเติมก็คล้ายกับเขา คือเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่นแต่เป็นโรงเรียนที่อยู่ภาคกลาง ย้ายตามพ่อกับแม่เหมือนกัน แต่พ่อกับแม่ของเติมไม่ได้เป็นราชการ และความรู้สึกที่ตรงกันคือ ไม่อยากย้ายโรงเรียน เพราะว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ เรื่องการเรียน ติดขัด หยุดชะงัก การเรียนของเติมกำลังเข้าที่และเกรดเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ พอมาอยู่โรงเรียนใหม่ก็ต้องปรับตัวใหม่หมด ส่วนของเขา ๆ เล่าว่า เขารู้สึกสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก จึงมีงานค้าง ซึ่งต้องส่งมากมาย ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาไม่ใช่คนเรียนเก่ง เรื่องสังคม การปรับตัวกับเพื่อน ๆ มีผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้รู้สึกเครียด แทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น แต่ต้องมากังวลเรื่องการคบเพื่อนใหม่ พอมีเรื่องมากระทบก็ทำให้คิดถึงเพื่อนที่โรงเรียนเก่า เรื่องคุณครูที่เปลี่ยนไป เพราะว่าครูแต่ละโรงเรียน แต่ละภูมิภาคจะไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องปรับตัวกับพฤติกรรมการสอนของครูที่โรงเรียนใหม่ จากการที่เติมได้คุยกับเขา เติมรับรู้ได้ว่า เขาชอบและคิดถึงโรงเรียนเก่ามาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปอยู่ที่โรงเรียนเดิม ตรงกับเติมที่ว่าถ้าให้เลือกว่าจะมาเรียนที่ใหม่เพื่ออยู่กับพ่อแม่ กับเลือกโรงเรียนเก่าแต่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เติมเลือกอย่างหลังมากกว่า สักพักเพื่อน ๆ ที่เล่นไพ่ก็เลิกเล่น และหันมาแซวว่าคุยเรื่องเครียดกันอยู่ได้ เพราะเป็นคนแรกที่พาคุยเรื่องผี ในคืนนี้ เติมกว่าจะหลับได้ ก็นาน นอนพลิกไปพลิกมา เพราะกลัวผี
ตอนเช้าเมื่อทุกคนเสร็จภารกิจ พ่อแม่ของนิคก็พาออกไปทานข้าวริมทะเล อาหารทะเลอร่อยมาก ๆ หลังจากนั้นก็ได้ไปเดินป่า เพื่อไปดูถ้ำ พ่อแม่ของนิคไม่ได้ขึ้นไปด้วย รออยู่ข้างล่างได้แต่บอกว่าดูแลกันดี ๆ มีป้ายบอกชื่อถ้ำและระยะทาง 5 กิโลเมตร ระหว่างทางเดินขึ้นไปดูถ้ำ ก็เป็นทางดิน เนื่องจากว่ามีนักท่องเที่ยวเดินกันมานาน ทำให้เป็นทางเดิน ข้างทางมีต้นไม้เล็ก ๆ ที่สามารถจับเกาะเดินขึ้นไปได้ สักพักก็มีที่พักเป็นลานดินกว้าง และมีโต๊ะที่ทำจากไม้ไว้ให้นั่ง เติมเห็นเถาวัลย์ขนาดใหญ่สามารถนั่งโยกได้ เติมจึงนั่งเล่น ได้ยินเสียงน้ำตกใกล้ ๆ หันไปอีกทีเติมเห็น ตาม นิค เพราะ และคนอื่น ๆ เล่นปีนต้นมะพร้าวที่รากอยู่บนฝั่ง และลำต้นโค้งไปในแม่น้ำ บางที เติมคิดว่า
หน้า 5
ลำต้นของต้นมะพร้าวอาจจะไม่โค้งไปยังแม่น้ำขนาดนั้นก็ได้ ถ้านักท่องเที่ยวคนก่อน ๆ ไม่ปีนและโน้มไปยังแม่น้ำ และกระโดดลงแม่น้ำ เหมือนที่เพื่อน ๆ เติมกำลังจะทำ ซึ่งเติมคิดว่าก็น่าสนุกดีออก แต่เติมไม่เล่นแบบนั้นหรอก
“ทำไมไม่ไปเล่นกับเขาล่ะ” นักเรียนใหม่คนนั้นถาม
“อ้าว แล้วทำไมนายไม่ไปเล่นล่ะ” เติมตอบกลับไป ในขณะนั่งเล่นชิงช้าธรรมชาติอย่างผ่อนคลาย เพราะว่าเดินมาเหนื่อย ได้พักขา
ในขณะที่เขากำลังจะตอบเติม เพื่อน ๆ ที่บางคนปีนอยู่บนต้นมะพร้าว บางคนก็เล่นน้ำอยู่หันมามองและต่างก็ตะโกนมาว่า “จีบกันอยู่ได้ ไม่ลงมาเล่นน้ำด้วยกัน”
เติมจึงรีบตอบกลับไปว่า “ไม่ได้จีบสักหน่อย”
“ก็ทำแบบนี้ถึงได้ โดนแซว” เขาทำเสียงเข้มขึ้น
เติมรู้สึกเอะใจนิดหน่อย เหมือนเขาจะเริ่มไม่พอใจ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้ไปยุ่งกับเขาสักหน่อย เอ๊ะหรือเราทำอะไรที่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขาหรือ เติมจึงถามไปว่า “หมายความว่ายังไง”
“ก็นายไม่ได้เล่นเหมือนเพื่อน ๆ หรือทำอะไรแบบเขา”
เติมลุกจากชิงช้าธรรมชาติ เดินไปลงน้ำเล่นทันที เพราะไม่อยากคุยด้วย เพราะกลัวจะมีเรื่องมากไปกว่านี้ เติมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมที่ผ่านมาคนชอบหาเรื่องกับเติม เหมือนเติมเป็นคนยอมคน หรือไม่สู้คน แต่เติมก็พยายามหนี ไม่อยากมีเรื่องมากกว่า เพื่อน ๆ เล่นน้ำสักพักก็เริ่มขึ้น เติมเห็นตามถอดเสื้อ คงเพราะร้อน เดินขึ้นเขาไปสักหน่อยก็ถึงทางเข้าถ้ำ เติมคิดว่าต้องเป็นถ้ำมืด ๆ มองไม่เห็นทาง ต้องใช้ไฟฉาย เป็นทางคดเคี้ยว แต่ที่เห็นเป็นถ้ำที่เพดานถ้ำสูง มีหินงอกหินย้อยยาว ห้อยลงมาจับถึงแต่ไม่จับเพราะอาจจะทำให้ผิดรูปร่างธรรมชาติได้ เดินในถ้ำสักพักทุกคนลงความเห็นว่าน่าจะถ่ายรูปเก็บไว้จึงผลัดกันถ่าย และเดินลงมาข้างล่าง ตอนเดินลงเติมรู้สึกว่าเร็วมาก และเพราะหิวด้วยจึงอยากให้เดินถึงข้างล่างเร็ว ๆ
พอทานอาหารเสร็จพ่อแม่ของนิคก็พากลับบ้านพัก ทุกคนก็จัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เติมเดินลงไปเล่นน้ำทะเล น้ำทะเลไม่ได้ใสมากเพราะเป็นทะเลที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมาก และนักท่องเที่ยวนิยมมาเล่น เติมชอบเล่นน้ำทะเลมาก เพราะไม่ค่อยได้มาเที่ยว เวลาได้มาจึงอยากเล่น เติมชอบโต้คลื่น เวลาที่คลื่นจะกระทบฝั่ง บางครั้งเติมก็จะกระโดดใส่คลื่น บางครั้งก็ลอยคอให้คลื่นเคลื่อนตัวผ่าน สนุกดี พอเล่นไปสักพักเติมเริ่มรู้สึกกลัวน้ำทะเลขึ้นมาไม่รู้เป็นอะไร เหมือนกลัวว่าตัวอะไรจะอยู่ใต้น้ำ จะมากัดหรือมาทำร้าย เติมจึงรีบขึ้นและเดินเล่นริมหาดไปเรื่อย ๆ ทรายยังคงเป็นสีค่อนข้างขาว และยังสะอาดอยู่ มีเด็ก ๆ และครอบครัวมาเล่นน้ำทะเล ดูแล้วน่ารักดี เติมคิดว่าเติมโตมากแล้วหรือ ที่จะไม่มีภาพแบบนี้อีกเลย แต่เติมก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า ก็เติมโตแล้วจริง ๆ อย่างน้อยก็โตกว่าเด็ก ๆ พวกนี้แล้วกัน
หน้า 6
เติมไม่ค่อยสนิทกับพ่อ จะว่าไปก็ไม่สนิทกับแม่ แต่ก็สนิทกับแม่มากกว่าพ่อ ความที่เติมเป็นลูกคนเดียว จึงเล่นคนเดียว อยู่บ้านอ่านหนังสือ ชวนเพื่อนบ้านไปเล่นด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง ความรู้สึกตอนนนั้นไม่รู้หรอกว่าผิดเพศ แต่ว่าไม่มีใครบอกและสนใจเพราะในชุมชนไม่มีใครสนใจว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ทุกคนมองเป็นเรื่องแปลกเพราะมาโรงเรียน
เติมมีสุนัขตัวแรกชื่อว่า ลัคกี้ ที่แปลว่า โชคดี เติมมีความสุขมากที่ได้มันเป็นเพื่อน พ่อเป็นคนซื้อให้เติม บางครั้งพ่อก็ดูเหมือนรัก บางครั้งพ่อก็ดูเหมือนไม่รัก เติมเล่นกับลัคกี้มากกว่าอ่านหนังสือ มากกว่าดูทีวี และมากกว่าออกไปนอกบ้านเพื่อไปเล่นกับเพื่อน ส่วนใหญ่เติมไม่ค่อยชอบให้ลัคกี้ออกไปเล่นนอกบ้านเพราะว่า มีรถวิ่งเยอะมาก มีอยู่วันหนึ่งเติมกำลังจะอาบน้ำจึงไม่ได้ดูแลลัคกี้ มันวิ่งออกไปเล่นริมถนนประกอบกับเล่นกับลูกบอลพลาสติกที่กระเด้งกระดอนอยู่ และลูกบอลก็กระเด้งไปใต้รถโดยสารที่วิ่งผ่านมา เจ้าลัคกี้ก็วิ่งตามลูกบอลไปใต้รถ ล้อรถโดยสารก็ทับเจ้าลัคกี้ มันร้องแอ็ก นิดเดียวก็นิ่งไป เติมเห็นต่อหน้าต่อตา รู้สึกเสียใจมากเลย ร้องไห้นานมาก ไม่อยากเอาลัคกี้ไปฝังเลย เพราะว่าดูภายนอกยังเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่
“เล่นมิวสิกวิดีโออยู่หรือ” เติมหันไปเห็นเพื่อน ๆ เดินตามมา เติมรีบเช็ดน้ำตา และตอบกลับไปว่า “เปล่า เดินเล่นต่างหาก”
“เติมมาเล่นบอลกันเถอะ” นิคชวน
“เล่นยังไง”
“ก็เล่นเหมือนวอลเล่ห์บอล แต่ไม่มีตาข่าย มีแต่เส้นกั้น”
“ก็ได้”
นิคก็ใช้เท้ากดลงบนทรายที่นุ่ม เป็นเส้น เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่กว้างมาก ไม่มีขนาด ให้ใหญ่พอที่คนประมาณ 3 คนไปอยู่แบบไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป เติมอยากอยู่ข้างเดียวกับนิค และเพราะแต่ว่าก็โดนให้อยู่กับห้องอื่นที่มาด้วยกัน 3 คน รวมเติมอีก 1 เป็น 4 คน เติมเล่นไม่สนุกเพราะว่าไม่ค่อยได้รับลูก โดนแย่งรับหมด ตั้งท่าจะรับทีไรก็โดนแย่งรับ สุดท้ายก็แพ้ทีมโน้น แปลกเล่นกันตั้ง 4 คนแต่ทำลูกเสียหมด หรือจะแค่กั้นไม่ให้เติมรับเฉย ๆ จะแพ้หรือชนะก็ไม่เป็นไร เติมยังไม่คุยกับเขาเลย แค่มองหน้าเขาเวลาที่เขาแย่งรับลูกบอลโดยใช้เท้ารับ ลูกบอลกระเด้งเกือบโดนหน้าเติม สุดท้ายเติมก็ขอพัก เพื่อน ๆ ก็ยังเล่นต่อ ทีมเติมก็ยังแพ้อยู่ดี นี่ชีวิตนี้เติมจะเกิดมาแพ้ทุกอย่างเลยหรือ
กลับขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว พ่อแม่ของนิคซื้ออาหารทะเลสดมาย่างกินกัน เติมก็เลยไปช่วยแม่นิคจัดพวกอาหารทะเล เช่น ล้างปลาหมึก ปู หอย หั่นหมู หั่นไก่ หั่นผักผลไม้เพื่อทำบาร์บีคิว เตรียมน้ำจิ้มที่ซื้อมา ทั้งน้ำจิ้มมะนาวน้ำปลาใส่พริกและกระเทียม ซอสพริกและซอสมะเขือเทศ นิคจุดเตาถ่าน เพื่อนคนอื่น ๆ ดีดกีตาร์ร้องเพลง ตลกท่าเต้นของตามเหมือนไม่ได้เต้น แต่ทำเหมือนหุ่นยนต์ ยืนกางแขนสองข้าง ขาห่างจากกันเล็กน้อย โยกไปมา ตลกมาก ทานกันไปร้องเพลงกันไป นิคไป
หน้า 7
ดีดกีตาร์บ้าง และขอร้องให้เติมร้องเพลงเขาจะดีดกีตาร์ให้ เติมก็บอกว่าร้องไม่ได้ถ้าไม่มีเนื้อร้อง นิคก็เลยหาเพลงที่ร้องคลอกันได้ทุกคน เติมก็เลยร้องได้ พ่อแม่ของเติมทานเสร็จก็ขอตัวไปนอนก่อน และบอกให้เก็บของ ดับฟืนไฟให้เรียบร้อยก่อนขึ้นนอน สักพักเติมรู้สึกง่วงจึงขอตัวไปนอน และเตรียมของจะแปรงฟัน ตามก็มาถามเติมว่า “เจ้าอามมาบอกว่านายโกรธมันหรอ” เติมไม่อยากตอบเลยเหมือนตามจะเมาไปแล้ว ท่าทางเหมือนจะหาเรื่องอีกคน ทำไมคนเราเปลี่ยนไปได้เร็วขนาดนี้นะ เมื่อตอนหัวค่ำยังทำตัวตลกอยู่เลย ตอนดึกเป็นคนยียวนกวนประสาทไปแล้ว เติมเพิ่งจะจำได้ว่าตามแนะนำแล้วแต่เติมลืมชื่อเขา ตอนนี้เติมคิดว่าจำได้แม่นเลย คนอะไรไม่ใช่ผู้ชายเลยเอาเรื่องไร้สาระไปบอกคนอื่น ๆ จะให้พวกเพื่อน ๆ โกรธเราไปหมดเลยหรือ
“เปล่านี่ ไม่มีอะไร”
“รู้สึกว่านายจะเพี้ยน ๆ นะ เหมือนเมาไม่มีเหล้าสักหน่อย มีแต่โค้ก”
“เมาโค้ก มีอะไรหรือเปล่า” ตามพูดหาเรื่องมาก เสียงยาว และดังด้วย เอามือมาจับแขนเติมให้หันมา
“เบา ๆ หน่อยได้ไหม พ่อแม่นิคนอนอยู่นะ” เติมสะบัดมือตามให้หลุดออกอย่างแรง
“เจ็บนะ”
“เจ็บ....บบบ นะ” ตามทำเสียงเลียบแบบ ทำปากแบะ ๆ ล้อเลียน
“นายบอกมาดีกว่าว่านายไม่ใช่ผู้ชาย” คำพูดนี้ทำให้เติมอึ้งไป และรีบวิ่งหนีตาม เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน เติมมองหน้าตัวเองในกระจก และเอาน้ำลูบหน้า น้ำตาเริ่มไหล มองหน้าตัวเองแล้วอยากร้องไห้ เติมก็ร้องออกมา มันมีอะไรหลากหลายเรื่องราวเศร้าที่อยู่ในใจเติม เยอะแยะมากมาย เติมไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ เขาจะเป็นเหมือนเติมบ้างไหมนะ สักพักก็แปรงฟันทั้งน้ำตา กลับไปนอนที่ห้องทั้งที่ตาแดง ๆ เห็นตามนอนหลับไปแล้ว ลงไปช่วยนิคเก็บของ นิคเป็นคนที่เติมคิดว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก ๆ ไม่ว่าเรื่องการเรียน เรื่องระเบียบวินัย เรื่องความรับผิดชอบ งานนี้ก็เหมือนกัน นิคเก็บของได้สะอาดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่มาก่อน เติมคิดเสมอว่าพ่อแม่ของนิคมีส่วนสำคัญที่นิคเป็นแบบนี้ “นิคช่วยไหม” เติมถาม “ไม่เป็นไรนายไปนอนเถอะ เสร็จแล้ว” เติมหันไปมองอาม เห็นสายตาของเขาแล้ว เติมรู้สึกเหมือนว่าความเป็นเพื่อนมันหายไปแล้ว เติมคิดว่าบางครั้งคนมันจะโกรธ ไม่ต้องไปหาสาเหตุหรอกว่าเขาโกรธเพราะอะไร เติมคิดว่าเพื่อนจะเหลือสักกี่คนนะ บางครั้งการจะคิดว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นมันเหมือนไกลมาก จนมองไม่เห็น ขนาดพรุ้งนี้ของเติมจะเป็นอย่างไรนั้นยังมองไม่เห็นเลย มันเหมือนมองไม่เห็นทางออกเลย บางทีการไม่ต้องปฎิสัมพันธ์กับใคร อาจจะดีกว่านะ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องความไม่เข้าใจกัน และมีเรื่องที่ไม่ดีต่อกัน ทำให้เครียด ชีวิตจะได้มีแต่ความสุข คืนนี้เติมนอนหลับฝันดี ตื่นเช้าจึงรู้สึกสดชื่นเพราะการที่ได้ฝันแสดงว่าเติมได้หลับลึก
หลังจากกลับมาเรียนตามปกติก็ไม่ค่อยได้เจออามและสองพี่น้องนั้นเท่าไหร่ เพราะว่าอยู่คนละห้อง ถึงแม้จะเข้าแถวก็ไม่ค่อยเจอเขา เหมือนเขาหายไป หรือว่าเขาจะหลบ เติมคิดว่าและจะหลบ
(ต่อตอน2)