ความเสี่ยงในงานเพื่อเด็ก มีหลายครั้งที่ผมได้รับคำถามแปลก ๆ เมื่อไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ หนื่งในคำถามนั้นคือ การทำงานเพื่อเด็กนั้นมีความเสี่ยงหรือไม่ คำถามนี้น่าตอบมากครับ ผมขอถือโอกาสนำประสบการณ์โดยตรงของตนเองสรุปมาเล่าสู่กันฟังนะครับว่า “เสี่ยง” ขยายความให้เห็นเป็นภาพๆ ที่ชัดเจนดังต่อไปนี้ หนึ่ง...เสี่ยงต่อชีวิต ตั้งแต่การรุกเข้าไปช่วยแด็กที่ถูกทำร้าย มีโอกาสจะถูกทำร้ายกลับมาด้วยความรุนแรง รูปธรรมที่ผมและคนทำงานหลายคนประสบคือถูกติดตามมาถึงที่ทำงาน หมายนำตัวเด็กกลับคืน จนต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยคุ้มครอง แต่บางคนเคยถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส หรือบางองค์กรถูกคนที่ละเมิดเด็กพาคนจำนวนมากบุกเข้ามาเพื่อชิงเอาตัวเด็กคืน จนต้องหลบหนีและพาเด็กหลบหนีไปอยู่ที่อื่น (เหตุลักษณะนี้มักเกิดจากการพาเด็กถูกข่มขืนเข้ามาอยู่ในดูแล ฝ่ายจำเลยจึงต้องการตัวเด็กหนีไปเพื่อให้พ้นโทษ) สอง...ถูกข่มขู่มุ่งหมายเอาชีวิต ที่มีมากคือโทรศัพท์เข้ามายังองค์กรเพื่อข่มขู่เอาเรื่อง หรือขู่ว่าหากไม่หยุดการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว จะเอาระเบิดมาวางหรือเผาองค์กร ประการนี้วิธีที่พอจะช่วยแก้ไขได้ก็คือแจ้งความกับตำรวจและขอให้ช่วยส่งสายตรวจแวะมาเยี่ยมดูแลเป็นระยะๆ ตัวอย่างกรณีนี้คือครูข้างถนนของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กพาเด็กเร่ร่อนหญิงที่ถูกชักพาไปเต้นอาโกโก้ที่พัฒนพงษ์ พ้นออกมาจากวงจรนั้นจนตามถูกข่มขู่ไม่ให้เข้าพื้นที่และให้พาเด็กไปคืน) สาม...ถูกฟ้องด้วยข้อหาต่างๆ เช่นข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง ข้อหาบุกกรุก ข้อหานำตัวเด็กไปไว้ในความดูแลโดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ปกครองเด็ก (ส่วนมากเป็นคดีเด็กถูกข่มขืน ที่ต้องพาออกมาและฟ้องร้องกล่าวโทษผู้ละเมิดเด็ก) ประการนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอาศัยทนายความช่วยดำเนินคดีให้ สี่...ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประชาชนเข้าใจผิด โดยเฉพาะต่อคนทำงานที่ทำงานเชิงรุกไปพบเด็กๆ ที่ประสบปัญหาอยู่ตามที่ต่างๆ ดังตัวอย่างของ “ครูข้างถนน”ที่เคยถูกตำรวจเข้าใจผิดว่าเป็นหัวหน้าแก้งค์เด็กข้างถนน จนถึงขั้นจับกุมตัวไปที่โรงพักก็เคยมี หรือประชาชนที่หวังดีเกิดข้อสงสัยในวิธีการทำงานของคนทำงาน กระทั่งร้องไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานภาครัฐให้ตรวจสอบ ก็มีให้เห็นปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ประการนี้แก้ไขได้โดยการมีเครื่องแบบประจำองค์กร มีบัตรแสดงความเป็นเจ้าหน้าที่และมีการทำงานประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ปัญหาอย่างน้อย 4 ประการข้างต้น ได้นำพาให้ผู้ใหญ่ในส่วนราชการและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกันหาทางป้องกันและแก้ไข จนเกิดมาตรการที่เด่นชัดปฏิบัติได้ในสองประการคือ 1.กำหนดไว้ในกฎหมาย ดังตัวอย่างเช่น พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พรบ.คุ้มครองเด็ก พรบ.ยุติความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัว ที่ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งบุคคลทั้งจากหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เป็น “พนักงานเจ้าหน้าที่”ที่มีอำนาจเข้าดำเนินการช่วยหลือเหยื่อออกมาจากสถานที่ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที 2.กำหนดมาตรการทำงานเป็นเครือข่าย วิธีการเช่นนี้ทำให้มีพลังมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงรุกไปทำงานแบบโดดเดี่ยวเพียงลำพังหรือเพียงองค์กรเดียว แต่เป็นการประสานงานเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อร่วมกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้งสองประการนี้ ได้ช่วยให้ “ความเสี่ยง”ทั้งหลายลดน้อยลงและเด็กมีทางเลือกสำหรับการอยู่รอด การพ้นทุกข์และได้รับโอกาสเพิ่มขึ้น แต่หากองค์กรใดยังประสงค์จะทำงานเพียงลำพัง ก็คงต้องเสี่ยงกับภาวะการณ์ต่างๆ เหมือนเดิม .......................................................
สวัสดีค่ะ