จากการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของไทยที่มีมาตลอดในหลายช่วงปี มีการพัฒนาโรงพยาบาลในระดับต่างๆ จนกระทั่งการมีสถานีอนามัยในทุกตำบลและในบางตำบลก็มีอยู่หลายแห่ง และเป็นที่ยอมรับกันว่า การพัฒนาระบบบริการที่ใกล้บ้านใกล้ใจใกล้ประชาชนจะต้องเริ่มจากการพัฒนาสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดคือสถานีอนามัย จนเกิดโครงการทศวรรษพัฒนาสถานีอนามัยที่ทำให้สถานีอนามัยปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปอย่างมาก
ต่อมาจากสถานีอนามัยก็เริ่มปรับไปเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิที่ดึงเอาแพทย์ พยาบาลไปช่วยตรวจรักษาดูแลประชาชนในสถานีอนามัยและล่าสุดเริ่มมีการปรับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามัการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาาคารสถานที่ ในขณะเดียวกันกลับละเลยการปรับแนวคิดการทำงานและพัมนาศักยภาพของคนทำงานที่มีอยู่เดิมในสถานีอนามัยอย่างเป็นระบบ จนรู้สึกได้ว่า หมออนามัยถูกทอดทิ้ง หลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยการสาธารณสุขหรือวิทยาลัยการพยาบาลและผดุงครรภ์แล้ว ก็ไม่มีหลักสูตรต่อยอดให้ ทุกคนต้องขวนขวายเรียนต่อกันเองทางด้านสาธารณสุขศาสตร์หรือพยาบาลศาสตร์
และเมื่อพัมนาสถานีอนามัยจนเติบโตไปได้ระยะหนึ่ง ต้องการเพิ่มศักยภาพการทำงานหรือการบริการ ก็ไปดึงเอาพยาบาลวิชาชีพมาเสริมด้านการรักษาแทน ซึ่งผมมีความคิดว่า คงเป็นการยากที่จะเติมพยาบาลจนเต็มทุกสถานีอนามัยและพยาบาล 1 คนจะสามารถทำงานด้านการรักษาคนเดียวได้ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือหมออนามัยเองก็ยังคงต้องทำหน้าที่ในด้านการรักษาและด้านอื่นๆอยู่เช่นเดิม แต่ขาดการจัดระบบการพัมนาต่อยอดความรู้ให้เขา ทั้งๆที่วิทยาการด้านสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทั้งที่จริงหมออนามัยยังคงมีคุณค่าสูงยิ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล
ผมได้ร่วมกับสาธารณสุขอำเภอและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหลายๆท่านในจังหวัดตาก พัฒนาแนวทางการพัฒนาหมออนามัยให้มีศักยภาพมากขึ้น และได้ปรึกษากับ ศ.นพ.ดร. ศุภสิทธิ์ พรรณารุโนทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.อ. นพ.ทวีศักดิ์ นพเกษร หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ชุมชนและอาชีวเวชศาสตร์ และทีมงาน ทำให้ได้แนวทางในการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาหมออนามัยให้คงทำหน้าที่ในสถานีอนามัยทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟูและทำงานชุมชนได้อย่างมั่นใจ โดยจัดทำเป็นหลักสูตร 18 สัปดาห์ ในชื่อว่าหลักสูตรการสาธารณสุขเฉพาะทางด้านการบริการปฐมภูมิ (Program of Public Health specialty in Primary care) หรือผมอยากจะเรียกสั้นๆว่าหลักสูตรระยะสั้น "นักบริการปฐมภูมิ" (Primary care practitioner) หรือหมออนามัยติดปีก
เราใช้เวลาการพัฒนาหลักสูตรตามกระบวนการพัฒนาหลักสูตร มีการจัดตั้งทีมงานร่างหลักสูตร ประชุมพูดคุยกันราว 1 ปี จึงได้ต้นร่างหลักสูตรออกมาทำการวิพากษ์ภายใน ปรับปรุงแล้วเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาวิพากษ์ภายนอก การวิพากษ์โดยทีมของคณะแพทย์ มน. จนสำเร็จเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ได้ในเวลา 2 ปี และเสนอโครงการของบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขตพิษณุโลก จำนวน 5 แสนบาทและเงินสนับสนุนจากองค์การ IRC อีกจำนวนหนึ่ง
จนสามารถเปิดการอบรมรุ่นแรกได้ในปีนี้ มีพิธีเปิดการอบรมโดย ฯพณฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ 26 มีนาคม 2553 ที่โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซต์โดยเป็นการอบรมและรับประกาศในนามของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (Certificate in Public Health specialty in Primary care)
ปรัชญาของหลักสูตรกำหนดไว้ว่า " พัฒนาบุคลากรสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้สามารถให้บริการปฐมภูมิแบบองค์รวมที่ใกล้บ้านใกล้ใจได้อย่างเหมาะสมกับบริบทที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพโดยแพทย์และพยาบาลวิชาชีพได้ยากลำบากให้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น"
วัตถุประสงค์ทั่วไปของหลักสูตรคือ "เพื่อให้บุคคลากรสาธารณสุขที่เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความสามารถในการให้บริการปฐมภูมิที่สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของพื้นที่โดยสามารถประเมินภาวะสุขภาพของบุคคลและชุมชน ให้การดูแลรักษาเบื้องต้น การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิที่ส่งเสริมการดูแลตนเองของประชาชนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง"
วัตถุประสงค์เฉพาะที่เป็นผลลัพธ์สำคัญของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเป็นนักบริการปฐมภูมิ (Primary care practitioner) ที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 4 ประการ ดังนี้
1. สามารถให้บริการปฐมภูมิแก่บุคคลแบบองค์รวมได้อย่างเหมาะสมกับบริบท (Holistic primary care for Individual level)
2. สามารถกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการส่งเสริมสุขภาพและการดูแลตนเองเพื่อ ป้องกันโรคทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและตติยภูมิในชุมชนได้ (Health promotion and self care for primary, secondary and tertiary preventive care in community)
3. สามารถให้บริการปฐมภูมิที่ดีแก่ชุมชนได้ (Primary community care giver)
4. สามารถเชื่อมประสานการบริการปฐมภูมิในทีมที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสุขภาพในชุมชนได้ (Coordination care)
คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ หรือสถานพยาบาลของรัฐทุกประเภทที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (ถ้าไม่จบระดับปริญญาตรี คณะกรรมการฝึกอบรมจะพิจารณาความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นรายๆไป)
กำหนดโครงสร้างหลักสูตรเป็น 18 หน่วยกิต ใช้เวลาฝึกอบรมทั้งสิ้น 18 สัปดาห์ (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ภาคทฤษฎี 32 วัน (วันละ 8 ชั่วโมง เวลา 08.00-17.00 น.) และภาคปฏิบัติ 35 วัน (วันละ 10 ชั่วโมง จำนวน 35 วันและวันละ 8 ชั่วโมง จำนวน 5 วัน)หรือ 6 สัปดาห์ (340 ชั่วโมง)
ฝึกงานในสถานบริการ 3 ระดับในแผนกผู้ป่วยนอกหรือแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลทั่วไป 2 สัปดาห์ (สัปดาห์ละ 6 วันๆละ 10 ชม.) ในโรงพยาบาลชุมชน 2 สัปดาห์ (สัปดาห์ละ 6 วันๆละ 10 ชม.)และศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย 1 สัปดาห์ๆละ 6 วันๆละ 10 ชั่วโมง มีจำนวนรายวิชาทั้งหมด 5 รายวิชา ประกอบด้วย
1. สุขภาพ ระบบสุขภาพและการบริการปฐมภูมิ 3(2-2-5)
2. การดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ 3(2-2-5)
3. การรักษาโรคเบื้องต้นในการบริการปฐมภูมิ 3(2-2-5)
4. การดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ ฉุกเฉินและหัตถการในบริการปฐมภูมิ 3(2-2-5)
5. การฝึกปฏิบัติการบริการปฐมภูมิ 6 (340 ชั่วโมงหรือ 6 สัปดาห์)
การพัฒนาหลักสูตรนี้เพื่อพัฒนาหมออนามัยที่ทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่อยอดองค์ความรู้ให้มีความมั่นใจมากขึ้น คล้ายๆกับที่พยาบาลวิชาชีพไปฝึกอบรมหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติ ซึ่งเรามีความเห้นตรงกันว่า จังหวัดตากเป็นบริบทที่แตกต่างจากอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทย ความขาดแคลนบุคคลากร การโยกย้าย การขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพทั้งในโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ทางหนึ่งที่จะพัฒนาและยกระดับการเข้าถึงและคุณภาพของบริการสาธารณสุขได้ดีคือพัฒนาคนที่เขาอยู่เดิมให้มีศักยภาพ ความั่นใจและการยอมรับมากขึ้น
โครงการหมออนามัยติดปีก กว่าจะพัฒนาหลักสูตรมาได้ก็เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอ ทั้งโดนอัด/ตำหนิ กระแนะกระแหนจากคนที่ไม่เข้าใจ ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ผมคิดว่างานนี้จัดเป็นMission Impossible อีกเรื่องหนึ่ง (III) เลยทีเดียวและน่าจะยากที่สุดด้วย นี่แค่จัดทำหลักสูตร ตอนนี้กำลังจัดฝึกอบรมก็จะเจอกับปัญหามากมายสารพันทั้งที่เป็นเรื่องและไม่เป็นเรื่องให้ทีมงานต้องปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็เชื่อมั่นว่าเมื่อทำได้สำเร็จจะเป็นประโยชน์แก่สังคมไทยอย่างมาก
ผมได้มีโอกาสพัฒนาหลักสูตรทั้งระดับตรี โทและเอกในสมัยไปช่วยเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรอยู่ 1 ปี และได้รับผิดชอบสอนเวชศาสตร์ครอบครัวกับเวชศาสตร์ชุมชนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (ศูนย์ตาก) อยู่ 3-4 ปีและคลุกคลีกับการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรของวิทยาลัยชุมชนตากหลายปี จึงพอมีประสบการณ์ในการจัดทำหลักสูตรอยู่บ้าง และได้กัลยารมิตรที่ผมเคยไปช่วยงาน ช่วยบรรยายจากหลายแห่งมาช่วยกันจึงสำเร็จไปได้
และผมยังคิดต่อด้วยว่า มหาวิทยาลัยหรือสถาบันพระบรมราชชนก น่าจะนำไปต่อยอดเป็นหลักสูตรปริญญาโทด้านการบริการปฐมภูมิ (การบริการปฐมภูมิมหาบัณฑิต) เพื่อจะได้พัฒนาคู่ไปกับหลักสูตรปริญญาโทการจัดการบริการปฐมภูมิที่ สปสช. สนับสนุนอยู่ เพราะถ้าพัฒนาแต่ผู้บริหารเดี๋ยวจะไม่มีผู้ปฏิบัติ ทั้งๆที่ผู้ปฏิบัติก็มีความสำคัญไม่น้อย